← 🍃ธรรมมรรคา
15013 เม.ย. 64อ่าน ~7 นาที

ขณะนั่งดูเวทนา จิตไม่นิ่งควรทำอย่างไร

❓ ปุจฉา (คำถาม)
ขอกราบเรียนถาม

1.ในขณะที่ นั่งกำลังดูเวทนา ตามร่างกายอยู่

จิตเราไม่นิ่ง มีเรื่องต่างๆ เข้ามา รบกวนเป็นช่วงๆ ควรทำยังไงต่อค่ะ

2. ในขณะที่ ตามดูเวทนา ตามร่างกายกำลังดูอยู่ที่แขน และ เวทนาที่ขา คือ ชัดเจนขึ้น ควรดูแขนต่อ หรือ ย้ายไปดูที่ขาคะ 🙏🙏🙏
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: ขอตอบแบ่งตอบตามข้อค่ะ:

❓ข้อ 1. ถามว่า ในขณะที่นั่งกำลังดูเวทนาตามร่างกายอยู่ จิตเราไม่นิ่งมีเรื่องต่างๆเข้ามารบกวนเป็นช่วงๆ ควรทำยังไงต่อค่ะ❓

💡ตอบว่า จิตไม่นิ่งเป็นเรื่องปกติของจิตคนเรา ก่อนอื่นขออย่าผิดหวังหงุดหงิดนะ

แค่ตั้งใจใหม่ และเริ่มต้นใหม่ต่อไป

เพราะที่เราปฏิบัติก็คือการฝึกจิตให้นิ่ง เราย่อมต้องพบเจออุปสรรคเหล่านี้ตลอดขบวนการ

เราก็ต้องต่อสู้กับมันไปตลอดขบวนการ

ล้มลุกคลุกคลาน จึงเป็นเรื่องปกติ

เพราะศัตรูเรามันเข้มแข็ง


ก็ให้ต่อสู้กับมันไปเรื่อยๆ อย่างไม่ย่อท้อ

นานเข้านานเข้าจิตของเราจะได้รับการพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้น เข้มแข็งขึ้น และสิ่งรบกวนต่างๆจะอ่อนแอลง อ่อนแอลง (กิเลสอ่อนแอลง)

และใจเราก็จะค่อยๆตั้งมั่นอยู่ได้นานขึ้น นานขึ้น ใจจะสงบขึ้น สงบขึ้น


นี่เป็นการใช้กุศล(สติ & สัปชัญญะ)ไปรบกับกิเลสของตัวเราเอง


ยิ่งเราบ่มเพาะภาวนากุศลได้ยิ่งมากขึ้น กิเลสของเราก็ถูกประหารไปได้มากขึ้น


อย่าดิ้นรน อย่าผลักไส สิ่งเหล่านี้ด้วยโทสะเด็ดขาด

🌱ก) ให้รู้ให้ทันมันด้วย ‘สติ’ คือจับให้ทันว่าจิตกำลังส่งออกนอก จิตกำลังลอยออกจากฐาน

🌱ข) เมื่อจับมันทัน ให้รู้มันด้วย ‘ปัญญา’ ยอมรับความจริงด้วยจิตอุเบกขา มีสมดุล ไม่ไปต่อยอดกับมัน ไม่ไปวิเคราะห์ว่ามันเกิดจากอะไร เรื่องนี้เป็นยังไง คือไม่ให้ค่า ไม่ให้ความสำคัญมัน แต่ก็ไม่รำคาญมัน แค่รู้จักมันและวางมันลงไปจากใจ แล้วก็ทำงานใจของเราต่อไป


ในการปฏิบัติภาวนา ต้องคอยรักษาจิตให้เบิกบานในกุศลอยู่เสมอ

ข้อนี้สำคัญมาก

ถ้าจิตมีอกุศล ขณะนั้นการภาวนาของเรา fail แล้ว


บางครั้งการใช้อุบายที่เป็นกุศโลบายช่วยให้จิตอยู่กับฐานได้นาน ได้แนบแน่นขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ และช่วยได้มาก

เช่น การกำหนดลมหายใจแบบตั้งใจที่จะตามรู้ลมจริงๆอย่างไม่หลุดสักทีละช่วงสั้นๆ คือไม่ให้ใจหลุดเลยจากลมหายใจสักครั้งละ 5 ลม 10 ลม แล้วทำให้ต่อๆกันไปครั้งละ 5 ลม 10 ลม จะทำให้ประสบความสำเร็จในการที่จิตจะเกาะแนบแน่นกับฐานได้ง่ายขึ้นและนานขึ้น


หรือ การกำหนดตั้งใจในใจว่าจะระวังไม่ให้ใจลอยออกไป ขณะสำรวจเวทนาจากส่วนหนึ่งของร่างกายถึงอีกส่วนหนึ่งของร่างกายให้เป็นช่วงที่ไม่ยาวนัก

การตั้งใจกำหนดรู้อย่างจริงจังด้วยช่วงที่ไม่ยาวนัก ทำให้รักษาความตั้งใจมั่นได้ง่ายกว่าเพราะคนเราทั่วไปจะมีสมาธิตั้งอยู่ไม่ได้นาน จึงให้กำหนดช่วงที่สั้นขึ้นเช่น ตั้งใจว่าการสำรวจเวทนาจากไหล่ถึงปลายนิ้วจะรับรู้เวทนาตามจริงของช่วงนั้นทุกๆเวทนาโดยใจไม่พลาดจากการรับรู้เลยแม้ที่เดียว จากนั้นก็ตั้งใจต่อไปในช่วงถัดไป ทำไปเช่นนี้เรื่อยๆ จิตจะค่อยๆได้รับการฝึกให้แนบแน่นขึ้น และมีสมาธิได้นานขึ้น


❓ข้อ 2. ถามว่า ในขณะที่ตามดูเวทนาตามร่างกายกำลังดูอยู่ที่แขน และ เวทนาที่ขาชัดเจนขึ้น ควรดูแขนต่อ หรือย้ายไปดูที่ขาคะ❓


💡ตอบว่าดูที่แขนต่อค่ะ ไม่ต้องไปวิ่งตามเวทนาที่เกิดชัดขึ้นมาที่บริเวณอื่น แต่ถ้าใจเข้าไปรู้ที่ขาเพราะมันคัน มันเจ็บ เวทนามันเด่นออกมา ก็รู้มันไป แล้วก็กลับมาสำรวจต่อที่แขน


เราไม่ได้ต้องการดูแต่เวทนาที่ชัด แต่เราต้องการรู้ ‘ทุกๆ’ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นบน ‘ทุกๆ’ ส่วนบนกายเรา


เราต้องการดูทุกเวทนาอย่างเท่าเทียมกัน และดูด้วยความรู้สึก ‘เดียวกัน’ ตลอดสาย คือความรู้สึกที่นิ่ง เบา สงบ สมดุล ปล่อยวาง ผ่อนคลาย


การที่ใจเราเห็นทุกเวทนาเท่าเทียมกันได้จริง แสดงว่าใจเรากำลังมีอุเบกขา


ถ้าใจเราสามารถจดจ่ออย่างสมดุลในแต่ละส่วนของกายได้จริงๆ เวทนาที่เจ็บปวดในส่วนอื่นๆที่กำลังเกิดขึ้น จะไม่ทำให้ใจเราหวั่นไหว จะไม่ทุกข์ทรมานมาก


แต่ถ้าใจเราสนใจ กังวล ห่วงใย หวั่นไหว เวทนานั้นจะทุกข์ขึ้นเป็นทวีคูณ


ดังนั้น หลัก จึงอยู่ที่ ‘ใจ’ ที่ ‘สมดุล’


ยิ่งรักษาใจให้สมดุลได้มาก ได้นาน และได้ต่อเนื่อง…

ใจเราก็ยิ่งพัฒนาไปอย่างน่าอัศจรรย์ อย่างไม่หยุดยั้ง


นี่คือขบวนการขุดรากถอนโคนสันดอนกิเลสของจิต

ทำมากๆๆๆๆ จิตจะเบาขึ้น นิสัยจะค่อยๆเปลี่ยนไปอย่างถาวร