← 🍃ธรรมมรรคา
1493 มี.ค. 64อ่าน ~20 นาที

การเข้าไปรับรู้ความรู้สึกภายในร่างกาย (การทะลุ)

❓ ปุจฉา (คำถาม)
เรียนถามเรื่องการจับความรู้สึกทะลุตัวจากซ้ายไปขวา จากหน้าไปหลัง

ต้องรู้สึกแบบไหนที่เรียกว่าทะลุเข้าไปอย่างถูกต้อง

และทุกครั้งที่ปฏิบัติจำเป็นต้องทะลุเข้าไปไหมคะ?
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: ความหมายของการทะลุเข้าไป หมายถึง การเข้าไปรับรู้ความรู้สึกภายในร่างกาย

ซึ่งก็เหมือนเวลาเราตามรู้ความรู้สึกบนพื้นผิวกายนั่นแหละค่ะ

เพียงแต่ให้รับรู้ผ่านเข้าไปภายในกาย ผ่านเข้าไปเรื่อยๆจนผ่านออกไปอีกฝั่งของกายตรงส่วนนั้นๆ


และก็เหมือนกับที่เรารับรู้ที่พื้นผิว ว่าให้รับรู้ตัวความรู้สึก ว่าเป็นความรู้สึกชนิดหนึ่งๆ บนกาย ไม่ได้ต้องการให้สนใจความเป็น คิ้ว ตา แขน ขา หรืออวัยวะอะไรบนกาย

เวลาสำรวจเข้าไปภายในร่างกายก็เช่นกัน เราต้องการรับรู้ความรู้สึกหนึ่งๆภายในกายเมื่อจิตเราผ่านเข้าไปสำรวจ ไม่ได้ต้องการให้ความสนใจความเป็นตับ ไต หัว ใจ ปอด กระดูก


ท่านอาจารย์ ไม่ได้ให้เราฝืนพยายามสำรวจเข้าไปภายในถ้าจิตเรายังไม่พร้อม คือ ถ้าจิตยังหยาบอยู่ จิตยังไม่ผ่อนคลาย ปล่อยวาง เบาอย่างมีอุเบกขา ก็ไม่ต้องเข้าไปสำรวจภายใน


จิตที่หยาบ จะรับรู้เวทนาได้แต่เวทนาหยาบ

หรือ แม้แต่รู้เวทนาที่ละเอียดขึ้น ประเภท ความรู้สึก ซ่าๆ ยิบๆ เบาๆ สั่นๆ ขนลุก โหวง ฯลฯ ตรงนั้นตรงนี้ ยังถือเป็นเวทนาที่หยาบ แต่หยาบน้อยลงกว่าความเจ็บ แน่น แข็ง ตึง ทึบ

จิตยังไม่จักว่าละเอียดอ่อน ยังเป็นการรู้เวทนาที่หยาบน้อยลงเท่านั้น

จิตแบบนี้ยังไม่ใช่จิตละเอียดพอ ยังไม่ควรสำรวจเข้าไปภายใน


ท่านอาจารย์ให้เทคนิคการปฏิบัติหลักๆไว้ครบถ้วนในหลักสูตร 10 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีประสบการณ์อย่างที่ท่านบอกไว้ทั้งหมดภายใน 10 วัน

สำหรับคำสอนในวันที่เก้านั้น ถ้าฟังคำสอนให้ดี ท่านจะเน้นว่า เมื่อร่างกายมีความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนเบาสบายทั่วตัว (หมายถึงทุกอณูที่เล็กที่สุดทั่วตัว) จึงให้ลองกวาดเข้าไปภายในดู


ท่านไม่ได้มุ่งหวังให้ผู้ปฏิบัติ ต้องทำให้ได้ ต้องพยายามทะลุให้ได้

แต่ท่านให้สำรวจอย่างเป็นธรรมชาติ

ถ้าธรรมชาติของเราตอนนั้นเป็นเช่นนั้น ก็ผ่านเข้าไป

ถ้าธรรมชาติของเราตอนนั้นเป็นอย่างอื่น ก็ทำงานสำรวจอย่างปกติไป


ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปก็ได้

และยิ่งไม่ควรเข้าไปเลย ถ้าจิตยังหยาบ และเวทนายังไม่ละเอียด อ่อนเบาทั่วทุกส่วนของตัวจริงๆ


ถ้า ‘จิต’ ละเอียดอ่อนจริง ขอย้ำ เน้นตัว ‘จิต’ นะคะ ที่ต้องละเอียด ไม่ใช่ตัวเวทนาละเอียด

จิตแบบนี้ จะสามารถเข้าไปเองได้

เพราะความหยาบภายนอกถูกหลอมละลายด้วยจิตที่เป็นอุเบกขาจริงๆ จิตก็จะรับรู้เข้าไปภายในได้ง่าย

จิตที่ละเอียดจริงๆ สมดุลจริงๆ จะละลายความแข็งตึงและความหยาบของเวทนาลงเอง จนเป็นความเบาละเอียด จับเวทนาเข้านอกออกในได้อย่างลื่นไหล


เมื่อจิตละเอียด เวทนาบนกายก็จะละเอียด

เมื่อเวทนาละเอียดแล้วเราจะรู้สึกเข้าไปข้างในได้เอง ไม่ต้องไปพยายามเข้าให้ได้

เมื่อเข้าไปได้เองอย่างผ่อนคลาย เบา ก็ตามสำรวจความรู้สึกภายในและเคลื่อนต่อไปให้ลึกขึ้นไป และก็เคลื่อนจิตผ่านไปจนออกไปทางอีกฝั่งของร่างกาย


แต่พึงทราบว่า… นี่ไม่ใช่ขบวนการอะไรพิเศษ เป็นเพียงเทคนิคที่ทำให้เราสังเกตความรู้สึกทั้งภายนอกบนพื้นผิว และภายในกายไปด้วย

โดยสำรวจแบบเดียวกัน คือจิตวางเฉย ผ่อนคลายและตามรู้ไปเรื่อยๆเหมือนเวลาที่เราตามรู้ทีละส่วนนั่นแหละ


จากนั้นถ้าพร้อม ก็แค่เคลื่อนความสนใจทำนองเดียวกันนี้เข้าไปภายใน ก็จะผ่านเข้าไปได้อย่างสบายและลื่นไหล ได้ความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน ละมุนละไม อ่อนเบาทุกๆอณู


ส่วนคำที่ท่านอาจารย์ใช้ว่า penetrate ที่ใช้เป็นภาษาไทยว่าแทงทะลุ ทำให้บางคนอาจเห็นภาพเป็นการเจาะเข้าไปเป็นทรงแท่งๆ

ขออย่าใช้จินตนาการใช้ภาพเข็มเจาะ หรือแท่งบางอย่างเจาะแบบเข้าไปเป็นรูๆนะคะ อันนั้นกลายเป็นภาพจากการปรุงแต่ง

เมื่อมีภาพ เดี๋ยวจะยาว…


ท่านอาจารย์ หมายถึงให้เข้าไปรับรู้เวทนาภายในกาย

เวทนาที่ลึกลงไปจากพื้นผิว

คล้ายๆว่า เวลาที่เราสำรวจบนพื้นผิวกาย แล้วเราสำรวจด้วยเนื้อที่ประมาณ 2-3 นิ้ว เมื่อเราสำรวจภายในร่างกาย ก็ให้สำรวจประมาณนี้ เช่นกัน คือกวาดความสนใจผ่านเข้าไปภายในด้วยเนื้อที่ประมาณนี้

แต่ต้องกวาดเข้าไปอย่างผ่อนคลาย ละเอียดจริงๆ

และไม่นึกภาพเจาะเข้าไปเป็นเข็ม เป็นแท่ง เป็นกระบอก


เมื่อใจเราพร้อมจริงๆ คือ มีจิตละเอียดจริงๆ…การสำรวจเข้าไปในทุกๆพื้นที่ประมาณขนาด 2-3” เราก็จะสามารถรับรู้ความรู้สึกไปทั้งหมดทุกอณูที่เล็กๆละเอียดกว่าขนาดของ cell

รู้ทุกๆอณูทุกๆส่วนบนพื้นที่นั้นทั้งหมดอย่างไม่มีช่องว่าง

และยังเป็นความรู้สึกแบบเดียวกันทั้งหมดทุกอณูด้วย

เฉพาะเมื่อเวลาที่จิตละเอียดเป็นสมดุลอย่างต่อเนื่องกันไปเท่านั้น ที่จิตจะพัฒนาการรับรู้ความละเอียดอ่อนของเวทนาเป็นรายอณูเล็กที่สุดทุกๆอณูของพื้นที่นั้นได้


ต่างจากการรับรู้ ที่จิตยังหยาบอยู่ ที่จะรู้เป็นความรู้สึกรวมๆของเนื้อที่ 2-3”นั้นไป (ไม่รู้ทุกอณูอย่างละเอียด)

หรือ อาจรู้แค่ส่วนใดบนบริเวณเนื้อที่นั้น แต่ไม่รู้ทุกอณูทุก cell ทั้งนอกในของเนื้อที่นั้น


ที่ว่า…เวทนาละเอียด อ่อนเบา สบายนั้น ที่ท่านกล่าวถึงนั้น

ไม่ใช่ความรู้สึกแบบเบาๆ เย็นๆ ซ่าๆ ยิบๆ ขนลุก สั่นสะเทือน

และไม่ใช่ความรู้สึกเบาๆแบบผิวเผินที่ความรู้สึกรวมๆไปรู้ทั้งตัว

แต่เป็นความรู้สึกที่ละเอียดลงไปในทุกอณู ที่รับรู้ได้ในระดับอณู รับรู้เป็นรายอณูต่ออณูในเนื้อที่หนึ่งๆ รับรู้ได้หมดทุกส่วนของอณูในเนื้อที่นั้น

จิตต้องมีความละเอียด (สงบ สมดุล อุเบกขา) ละเอียดจนสามารถรับรู้ความรู้สึกทุกอณูได้ชัดเจน การรู้นี้ จะรู้อย่างไม่มีการแทรกแซงด้วยนิวรณ์ (ฟุ้ง คิด ง่วง) ใดๆเลย

เป็นการรู้ด้วยจิตที่มีสติ และสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์


สรุป จิตที่ละเอียดอ่อนเท่านั้น จึงค่อยเข้าไปได้

การดันเข้าไปเอง ด้วยความพยายาม หรือ ด้วยความอยากได้ผล หรือความใคร่รู้ ใคร่ลอง จิตจะยังไม่สมดุล

ถึงทะลุผ่านเข้าไป ก็ไม่ได้เข้าด้วยจิตที่สมดุลเป็นอุเบกขา จึงไม่มีผลในทางละกิเลส


แต่ถ้าขณะสำรวจพื้นผิวภายนอกอยู่ แล้วจิตรู้สึกเข้าไปข้างในเองในบางส่วน ตื้นบ้าง ลึกบ้าง ก็ตามนั้นค่ะ ไม่ต้องตื่นเต้นเห็นค่าอะไรกับมัน

มันจะรู้ก็ตามรู้มันไป

แม้ว่าจะรู้เข้าไปลึกกว่าพื้นผิวมากน้อยเพียงใดในบางบริเวณ รู้ลึกบริเวณนั้นบริเวณนี้บ้าง ก็รู้ไป ไม่มีอะไรดีไม่ดี

ตามรู้ไปอย่างที่มันจะเป็น ด้วยใจเป็นกลาง สงบอยู่ วางเฉยอยู่ อย่าไปอุ๊ต๊ะ เราเข้าไปข้างในได้ด้วยล่ะ

เพราะนี่ไม่มีอะไรพิเศษสักนิดค่ะ

การที่เราเข้าไปรู้ภายในได้ ไม่ได้หมายความว่าเราก้าวหน้าขึ้น มันแค่สภาวะการรับรู้ของเราขณะนั้นเท่านั้น


แต่ถ้าใจเราเฉยกับมันได้

รับรู้ตามมันไปด้วยจิตที่สงบ สมดุล เบา ไม่กระโตกกระตากตื่นเต้น

เราจึงกำลังก้าวหน้าจริง เพราะเราสามารถคงใจในอุเบกขาได้

ดังนั้นฝึกที่จิต ฝึกให้จิตผ่อนคลาย เบา มีสมดุลไว้เสมอ


จริงๆแล้ว ขบวนการเข้าไปดูภายในนี้ จึงไม่ใช่ขั้นตอนที่จำเป็นต้องทำในทุกๆคอร์ส หรือทุกๆการสำรวจ

แต่ให้ทำได้เมื่อจิตพร้อม จะเป็นตอนไหนก็ได้ และให้เป็นไปตามธรรมชาติ


อีกกรณี…

ในกรณีที่เรากำลังสำรวจไปเรื่อยๆได้สักระยะหนึ่ง และจิตเริ่มเบาลง เบาลง สงบลง จิตละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น จิตตื่นตัวมีสติคมขึ้น ชัดขึ้น จิตเป็นเป็นอุเบกขาต่อเนื่องไป ต่อเนื่องไป ต่อเนื่องไป

จิตนี้จะไปหลอมละลายให้เวทนาหยาบสลายไปเองอย่างรวดเร็ว

แม้ขณะนั้นกำลังสำรวจทีละส่วนอยู่ และยังไม่ทันได้สำรวจครบรอบ แต่เวทนาหยาบกำลังดับสลายลงไปอย่างรวดเร็ว และสลายลามไปสู่ส่วนต่างๆ

ให้ตามรู้ตามความเป็นจริงนั้น ปล่อยให้มันดับสลายไปเองตามธรรมชาติ

เฝ้าโดยตามรู้ไปทุกๆส่วน ไม่ฝืน ไม่หยุดมัน แค่สำรวจไหลตามไปรู้อย่างที่มันเป็นไปตามจริง เพียงคอยประคองจิตไว้ให้เบาเป็นอุเบกขาอยู่เสมอตลอดขบวนการนี้ สามารถเข้าไปสำรวจภายในกายได้เลย ไล่สำรวจได้ทั้งภายในภายนอก


ถ้าไม่มีเงื่อนไขอย่างข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว ก็ไม่ต้องเข้าไปข้างในค่ะ

ให้ปฏิบัติตามหลักที่ท่านอาจารย์สอน คือ การสำรวจเวทนาทีละส่วนบนร่างกาย และการสำรวจกวาดเวทนาแบบหลายๆส่วน อย่างเป็นธรรมชาติ


ขบวนการฝึกการรับ ‘รู้’ เวทนาด้วยจิตที่สงบ เบา อ่อนโยน ปล่อยวางเป็นขบวนการที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติ

เพราะนี่คือการพัฒนาปัญญาให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของเวทนา ของนามและรูป

ซึ่งปัญญาญาณที่เห็นความจริงจะเกิดขึ้นได้ จิตต้องเป็นอุเบกขา วางเฉย สงบระงับ จากกิเลสนิวรณ์ทั้งหลาย เท่านั้น


ส่วนการตั้งหน้าตั้งตาสนใจเวทนาก็ดี

ความพยายามจับความรู้สึกบางอย่างให้ได้ก็ดี

ความพยายามเข้าใจว่าเป็นความรู้สึกแบบไหนก็ดี

การให้ค่า เรียกชื่อ ความรู้สึกว่าเป็นต่างๆก็ดี

เหล่านี้ ไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำ


การรู้เวทนา ก็ไม่ต้องทำให้เป็นขบวนการที่สลับซับซ้อนหรือเวทนาต้องชัดเจนแบบจะจะ

เมื่อจิตวางอยู่ที่ใด (ใจสนใจอยู่ตรงไหนของร่างกาย) ตรงนั้นกำลังได้รับการสำรวจแล้ว

ณ ขณะนั้นเรากำลังรับรู้ความรู้สึกบางอย่างตรงนั้นเข้าแล้ว

กล่าวคือ…ถ้าจิตรับรู้บริเวณนั้นได้ ด้วยการไปตั้งจิตที่ตรงนั้นได้ ก็หมายถึงจิตกำลังรับรู้ความรู้สึกบริเวณนั้นอยู่

งานตรงนั้นสมบูรณ์แล้ว

ไม่ต้องทำงานอื่นเพิ่มด้วยการพยายามอธิบายว่านี่ความความรู้สึกอะไร หรือต้องพยายามทำให้มันชัดเจน มันจะเครียดและเหนื่อย


เพราะความรู้สึกส่วนใหญ่ไม่มีชื่อหรือคำเรียก เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ ก็อย่าไปพยายามอธิบายมัน ให้ชื่อมัน แค่รู้ถึงการมีอยู่ของมัน เท่านี้ก็จบแล้ว

ไม่ต้องไปให้ค่ามันมากกว่านั้น

ไม่ต้องไปจดจ่อหาความรู้สึกอื่นที่ชัดเจนขึ้นกว่านั้น

ไม่ต้องพยายามให้มันเป็นความรู้สึกที่เราคุ้นกว่า

ไม่ต้องพยายามอธิบายความรู้สึกนั้นออกมาเป็นภาษาที่คุ้นเคย


มันคือความรู้สึกหนึ่งเท่านั้น ที่ไม่มีชื่อ หรือความสลักสำคัญ

ความสำคัญของมันมีอยู่แค่เรื่องเดียว คือขณะนี้ว่ามันเกิดขึ้นอยู่ แล้วเดี๋ยวมันก็ดับไป


ฉะนั้น

สนใจแค่ว่าจิตที่กำลังทำงานรับรู้ความรู้สึกต่างๆอยู่นั้น เป็นจิตที่กำลังปล่อยวางผ่อนคลายอยู่ เป็นอุเบกขาอยู่ ตามรู้เวทนาไปเท่านั้นจริงๆอยู่

จิตไม่ได้กำลังเพ่ง ไม่ได้กำลังเกร็ง เข่น ไม่ได้กำลังตั้งหน้าตั้งตาเอาเป็นเอาตายกับการรับรู้นั้น


จิตเพียงทำงานตามรู้ที่หนึ่งๆนั้น ด้วยความตั้งมั่น ณ ที่นั้น ชั่วขณะนั้นอยู่

และการรับรู้นั้น เป็นการรู้เรื่องเดียว คือเวทนา จริงๆ (โดยจิตไม่แยกรับรู้ทั้งเวทนาไปด้วยและคิดไปด้วย) จะถือได้ว่ามีความสมบูรณ์ของสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ในขณะนั้นอย่างแท้จริง (สโต สัมปชาโน สมาหิโต องค์สามของการปฏิบัติที่สมบูรณ์)


ถ้ารู้เวทนาด้วยจิตที่คมโดยไม่มีความคิดแทรกควบกันไปด้วยเลย ย่อมเป็นการรู้ที่สมบูรณ์ ลึก และต่อเนื่อง

ถ้าการรู้เวทนา เกิดขึ้นควบคู่กับการคิดไปด้วย คือเวทนาก็รู้ ความคิดก็รู้ แบบนี้ แสดงว่าจิตเริ่มถูกนิวรณ์ความฟุ้งเข้ามาสลับจังหวะการรับรู้เวทนาของเราเข้าแล้ว เป็นการรู้เวทนาที่ไม่ต่อเนื่องทุกๆขณะจิตแล้ว


แบบแรก เป็นการรู้แบบตื่นตัวรู้มีสติสมบูรณ์และต่อเนื่องติดๆกันไป

แบบหลัง เป็นกำลังรู้แบบมึนๆซึมๆ คือ รู้สลับกับหลุด แต่จิตตามไม่ทันอาการรู้ๆหลุดๆนั้น จึงรู้สึกเหมือนกำลังรู้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน


ถ้าสามารถรักษาการปฏิบัติเช่นนี้ (แบบแรก) ได้ตลอดเวลา คือเฝ้าตามให้รู้เท่าทันทุกความเป็นไปของจิต จึงจะนับได้ว่ากำลังปฏิบัติอย่างได้ผลจริงๆ

และเช่นนี้เท่านั้น จึงเกิดผลในทางละกิเลสได้จริงๆ

และเมื่อทำเช่นนี้ ได้ต่อเนื่องไป ขณะแล้ว ขณะเล่า สังขารจึงจะค่อยๆลดลงๆ จริง


สุดท้าย…

อย่าไปสนใจไขว่คว้าหาสภาวะธรรมใดๆ

และอย่าตีความเข้าข้างตัวเพยงเพราะได้สภาวะธรรมใดๆ

เป็นต้นว่า…การที่เกิดเวทนาละเอียดอ่อน รับรู้เวทนาได้อย่างลื่นไหลอย่าไปเร่งตีความว่าต้องเป็นภังคะ

จิตเมื่อละเอียดขึ้น เวทนาก็ละเอียดขึ้น

ผู้ปฏิบัติก็อาจจะรู้สึกเช่นนี้ได้

แต่ไม่ใช่ว่าจิตละเอียดจนเวทนาละเอียดทั้งหมดแล้ว ต้องเป็นภังคะ {{ภังคะ คือ การดับสลายของสังขาร ดับทั้งนามรูป ดับทางกาย คือเวทนาทางกายต้องดับไปฝ่ายเดียว เป็นสภาวะการดับไปอย่างชัดเจนของความรู้สึกหยาบทั้งปวง ความเป็นกลุ่มก้อนจะสลายละลายต่อๆกันไปอย่างต่อเนื่องทั้งตัว ทางใจหรือนามก็เช่นกัน ความคิดไม่คงอยู่เป็นรูปเป็นร่าง จิตเจตสิกต่างๆดับสลายไปอย่างรวดเร็ว มีแต่การรู้การดับไป ไม่หลงเหลือความหยาบของนาม}}