ชอบเวทนา เบา สบาย วางอุเบกขาไม่ได้
จิตยึดติดกับเวทนานั้นๆ ที่เกิดขึ้นในกาย ผัสสะ เปิดตลอดเวลา ทั้งยามตื่น ยามหลับ แบบอัตโนมัติ
เห็นกายมีแต่คลื่น กระแส สั่นสะเทือน เย็นๆ ไหวไปมาทั่วทั้งตัว ไม่มีอะไร นอกจากคลื่นและกระแสแบบนี้
สลับไปสลับมา กับความแน่น ความตึง
อยากจะเลิกดู ก้อเลิกไม่ได้
อยากจะเปลี่ยนมาดูลมหายใจอย่างเดียว ก้อดูไม่ได้
มันแน่นๆมากๆ เห็นแต่เวทนาแบบเดิมๆ
จะทำอย่างไรดีคะ ???
A: ตอบตามประเด็นที่ถามมานะคะ
🌿 ที่หนูเขียนว่า
“เราไม่รู้ตัวว่าทำผิด เพราะวางอุเบกขาไม่ได้ ชอบเวทนาเบา สบาย เยือกเย็น ต่อเนื่อง…”
ตรงนี้ หนูอย่าไปกังวลมากไปนะคะ เวทนาประเภทนี้ ใครๆก็ย่อมพึงใจมากกว่าเวทนาหยาบ นี่เป็นธรรมดาของมนุษย์ค่ะ อย่าไปกังวลเกินไป และก็อย่าไปคิดว่าเป็นเวทนาที่ดีหรือไม่ดี
มันแค่เป็นปรากฏการณ์ชนิดหนึ่งในหลากหลายชนิดบนกายเราเท่านั้น ไม่ให้ความสนใจกับมันเป็นพิเศษ ว่ามันสบาย เบา ละเอียด เห็นมันแค่เป็นประสบการณ์หนึ่งเท่านั้น
หนูแค่รับรู้มันตามที่มันเป็น ในขณะนั้นๆ
คือเฝ้าดูมันไปอย่างที่มันปรากฏให้เราดูในแต่ละขณะไป
ใจที่ตามดู ตามรู้ อย่างวางๆ เห็นมันเป็นไปอย่างนี้อย่างนั้น เป็นใจที่มีอุเบกขาอยู่ในตัวค่ะ
แต่ถ้าเราพอใจ คิดว่ามันเป็นของดี เราตกเป็นเหยื่อแล้วค่ะ จิตเราได้หวั่นไหวตามความเคยชินของกิเลสไปแล้ว
ดังนั้น หนูก็แค่รู้ตัว (มีสติรู้จิตตัวเอง) และก็วางมันไป
วางทั้งตัวเวทนา วางทั้งจิตที่รู้ว่าหวั่นไหว วางทุกความคิด และเฝ้าดูปรากฏการณ์บนกายอันต่อๆไป
🌿 ที่หนูเขียนว่า
“จิตยึดติดกับเวทนานั้นๆ ที่เกิดขึ้นในกาย ผัสสะ เปิดตลอดเวลา ทั้งยามตื่น ยามหลับ แบบอัตโนมัติ… “
บางที หนูอาจไม่ได้ถึงกับ ’ยึดติด’ หรอกค่ะ เพียงชื่นชอบความที่เรารู้สึกว่าเรารับรู้เวทนาละเอียดได้บ่อยขึ้นเท่านั้น
เพราะเรามีตัณหา เราจึงพึงใจกับสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีเป็นธรรมดา แต่อาจไม่ถึงกับมีอุปาทานยึดติดเหนียวแน่น
หนูต้องทราบนะคะ ว่าเวทนาละเอียด ไม่ใช่ของดีอะไร และก็ไม่ใช่ของไม่ดี มันเป็นแค่ปรากฏการณ์บนกาย
เวทนาละเอียด เบาสบาย เป็นคลื่น ฯลฯ ไม่ใช่ความสำเร็จจากการปฏิบัติค่ะ
เป็นแค่ประสบการณ์ธรรมดาชนิดหนึ่ง ที่แม้คนไม่ต้องปฏิบัติธรรมก็มีกันทุกคนค่ะ
แม้ตอนเราใช้ชีวิตธรรมดาก่อนรู้จักการปฏิบัติธรรม เราก็มีเวทนาบนกายต่างๆ อยู่ตลอดเวลา บางทีก็ผ่อนคลาย บางทีก็เบา บางทีก็เย็น บางทีก็สบาย บางทีก็อึดอัด บางทีก็เจ็บ บางทีก็คัน บางทีก็แน่นตึง สารพัดความรู้สึก
เพราะตราบใดที่เรายังมี ’กาย’ ที่รับสิ่งกระทบ(ผัสสะ)ตลอดเวลาได้อยู่ เราย่อมต้องมีความรู้สึก(เวทนา)ต่างๆไปกับสิ่งที่กระทบเหล่านั้นได้เป็นธรรมดา และเพราะเรามี ‘จิต’ ที่ทำหน้าที่รู้ เราจึงรู้สึกถึงความรู้สึกเหล่านั้นได้
ที่ต่างกันระหว่างผู้ที่ได้ฝึกจิตแล้ว กับผู้ที่ไม่ได้ฝึกจิต อยู่ที่ตัว ‘สติ’ เท่านั้นค่ะ
ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเวทนาที่มากระทบเลย
เพราะสิ่งมากระทบเรานั้น มันก็กระทบของมันทุกขณะไม่เคยหยุดอยู่แล้ว
เพียงแต่เราไม่มี ‘สติ’ รู้เท่าทันมันเท่านั้นเอง
พอเราเริ่มฝึกสติจากการปฏิบัติวิปัสสนา จิตเราเริ่มไว จึงมีสติรับรู้กับสิ่งที่กระทบกายขึ้นมา จึงเริ่มสังเกตเห็นประเภทของเวทนาบนกายขึ้นมาบ่อยขึ้น
เรา ที่ฝึกจิตแล้ว ย่อมเห็นเวทนาต่างๆเหล่านั้นได้บ่อยขึ้นตาม ’กำลังสติ’ ที่เราฝึกได้มา โดยอาจไม่ต้องไปพยายามกำหนดรู้มันตลอดเวลา มันก็รู้ได้เองเป็นอัตโนมัติขึ้น เพราะจิตมันถูกฝึกให้เริ่มคม เริ่มไว เริ่มเท่าทัน กับสิ่งที่เกิดบนร่างกายนี้ (รวมทั้งเริ่มเท่าทันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเราด้วย)
ถ้าเรายิ่งฝึกจิตเรามาก สติเราก็ยิ่งไวมาก การรับรู้กาย การรับรู้จิตของเราก็ยิ่งไวขึ้น อัตโนมัติขึ้น
มันเป็นธรรมดาของผู้เคยฝึกจิตให้มีสติเท่านั้นเองค่ะ
แต่ถ้าเราเผลอ ไปชอบ/ไปชัง นี่คือเรามีแต่สติ แต่ไม่มี ‘สัมปชัญญะ’ หรือไม่มี ’ปัญญา’ ค่ะ
การทำงานของจิตในทางละทุกข์ จึงยังไม่สำเร็จค่ะ เราไปได้แค่ครึ่งทาง คือแค่ ‘รู้’ แต่ไม่ได้ ‘ละ’
ท่านอาจารน์ถึงย้ำตลอดเวลาว่า เมื่อรู้เวทนา จิตที่ไปรู้เวทนานั้นต้องวางเวทนานั้นไปด้วยอุเบกขา
‘สติ’ ทำให้เรารู้ตัวขึ้นมาเท่านั้น
แต่ถ้าไม่มี ‘สัมปชัญญะ’ คือ ปัญญาที่รู้จักวางมันไป (เพราะมันล้วนเป็นอนิจจัง)
วาง โดยใช้อุเบกขาเป็นเครื่องมือ
ก็เท่ากับว่าเรายังไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนาเลยค่ะ
เราแค่ ‘รู้’ แต่เรา ’ไม่ละ’
เรา ‘รู้’ แต่ เรายัง ’เอา’
🌿ที่หนูเขียนว่า
“เห็นกายมีแต่คลื่น กระแส สั่นสะเทือน เย็นๆ ไหวไปมา ทั่วทั้งตัว ไม่มีอะไร นอกจากคลื่นและกระแสแบบนี้
สลับไปสลับมา กับความแน่น ความตึง…”
ตรงนี้ คิดว่าคำตอบข้างต้นน่าจะครอบคลุมส่วนนี้ไปมากแล้ว
คลื่น กระแสสั่นสะเทือน การไหวอ่อนเบา ฯลฯ คือเวทนาชนิดหนึ่งๆเท่านั้นค่ะ
เราทุกคนก็มีได้ และเราก็มีได้ทุกเวทนา ตามเหตุ ตามปัจจัยของมัน ไม่ว่าเราจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็ตาม
ส่วนที่ว่าสลับกับแน่น ตึง ก็เป็นธรรมดาของกายเราที่รับผัสสะชนิดต่างๆ ก็รู้สึกไปต่างๆค่ะ
ถ้าเราให้ความสนใจมัน คิดว่าเราได้เห็นอะไรแล้ว เราพัฒนาไปแล้ว ต้องขอตอบแบบอาจทำให้อกหักนะคะ… “ยังค่ะ”
เพราะความพึงพอใจยังเกิดอยู่เลย
เราแค่รู้จักบางอย่างในตัวเราขึ้นมาเท่านั้นเอง
ยังไม่ได้พัฒนา “ตัวละวาง” เลย เราแค่เพิ่งเห็น กายกับจิต เพิ่งรู้จักกายกับจิต ขึ้นมาหน่อยเดียวเอง
เมื่อใดที่เราสามารถไม่รู้สึกรู้สาอะไรแม้แต่กระผีกเดียวอีกเลยได้ ต่อทุกๆประสบการณ์ ทุกๆเวทนา คือไม่มีแม้แต่ความสนใจมันเลยว่ามันจะเป็นแบบไหน จะมีมันหรือไม่ ใจเราก็ยังคงนิ่ง วาง เย็น สงบ อยู่แบบเดียวกันสนิท เมื่อนั้น เท่านั้นที่เราเริ่มเข้าสู่วิปัสสนาปัญญาได้
🌿 ที่หนูเขียนว่า
“อยากจะเลิกดู ก้อเลิกไม่ได้
อยากจะเปลี่ยนมาดูลมหายใจ อย่างเดียว ก้อดูไม่ได้ มันแน่นๆมากๆ เห็นแต่เวทนา แบบเดิมๆ …”
ก็ไม่ต้องไปอยากสิคะ
ไม่ต้องอยากเลิกดู ไม่ต้องไปอยากเปลี่ยนไปดูลมหายใจ ไม่ต้องไปสนใจ ว่ามันจะแน่นๆมากๆ หรือ มันจะเป็นเวทนาแบบเดิมๆหรือไม่เดิมอะไรเลย
แค่ปล่อยวางด้วยใจเป็นกลาง ใจสงบ
แล้วก็ดูมันไป ไม่ต้องดิ้นรนทำโน่นนี่ทั้งนั้น
อะไรที่มันเกิดอยู่เฉพาะหน้าในแต่ละขณะ คืองานของเราค่ะ
งานที่เรามีหน้าที่ ‘ตามดู’ ‘ตามรู้’ และ ‘วาง’ มันไปให้สนิทเท่านั้น
เรามีงานเพียงเท่านี้เองค่ะ
รู้เท่าทันสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาตลอดเวลา และรู้มันด้วยใจที่วางสงบอย่างสนิท
🌿สโต สมาหิโต สัมปชาโน🌿
ผู้ปฏิบัติ ต้องมีสามอย่างนี้ตลอดเวลาในการปฏิบัติค่ะ สติ สมาธิ สัมปชัญญะ จึงจะเรียกว่ากำลังปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์อย่างถูกต้องจริงๆ
นอกนั้น เช่น เกิดปรากฏการณ์อะไรขึ้นบนกายหรือในจิต เกิดเวทนาน่าอัศจรรย์อะไรต่างๆ เกิดภาพนิมิตในจิตเป็นต่างๆ เห็นแสง เห็นพระพุทธองค์ เห็นโน่นนี่นั่น มีนิมิตต่างๆ เกิดความคิดว่าเรารู้แจ้งในธรรมแล้ว เราเข้าใจธรรมะแล้ว ฯลฯ ล้วนเป็นการปรุงแต่งจากจิตเราค่ะ ถ้าเราหลงไปใส่ใจ เราโดนกิเลสหลอกแล้ว