← 🍃ธรรมมรรคา
17818 มี.ค. 65อ่าน ~15 นาที

ความเข้าใจเกี่ยวกับ ผี วิญญาญ

❓ ปุจฉา (คำถาม)
ได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิญญาณต่างๆ เช่น วิญญาณที่เร่ร่อน อยู่ตามที่ต่างๆ วิญญาณเหล่านี้เขาคือภพภูมิใดครับ ?

ถ้าเป็นอบาย เช่น เปรต อสุรกาย สัตว์นรก แล้วทำไมยังสามารถมาอยู่บนโลก และบางทียังติดต่อกับคน หรือเข้าสิง หรือทำอันตรายกับคนได้ครับ ?

เขาไม่ต้องไปรับผลในภูมิของเขาหรือครับ?
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: วิญญาณ คือ สัตว์ที่มี ‘กายละเอียด’ หรือ ‘กายทิพย์’ ซึ่งต่างจากมนุษย์ และสัตว์เดรัจฉานที่มี ‘กายหยาบ’

🍀ถ้าจะอธิบายเรื่องนี้ ต้องขอแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับภพภูมิ และกำเนิดของสัตว์พอสังเขป

ภพภูมิ ในพุทธศาสนา หมายถึง โลก หรือ ที่อาศัยอยู่ของเหล่าสัตว์ผู้มีกิเลส เหล่าสัตว์ผู้เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏฏ์ เราคือหนึ่งในสัตว์เหล่านั้น

ภพภูมิ มี 31 ภพภูมิ

1. อบายภูมิ 4 คือ นรก อสุรกาย เปรต เดรัจฉาน

2. มนุสสภูมิ 1 คือ ภพของมนุษย์

3. เทวภูมิ 6 ชั้น หรือ สวรรค์ 6 ชั้น ได้แก่ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี และ ปรนิมมิตวสวัตดี

4. รูปภูมิ 16 ชั้น หรือ พรหมที่มีรูป มีกาย(ทิพย์) และนาม (หรือจิต)

5. อรูปภูมิ 4 ชั้น หรือพรหมที่ไม่มีรูป มีแต่นามหรือจิต

กำเนิดของสัตว์โลก มี 4 อย่าง

1. สัตว์ที่เกิดในมดลูก คือ มนุษย์ และสัตว์เดียรัจฉานที่คลอดออกมาเป็นตัว

2. สัตว์ที่เกิดในไข่ สัตว์เดียรัจฉานที่ออกมาเป็นไข่ก่อนแล้วจึงฟักออกมาเป็นตัว

3. สัตว์ที่อาศัยเกิดจากต้นไม้ ผลไม้ ของโสโครก เถ้าไคล ความชื้น เชื้อรา

4. สัตว์ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยอดีตกรรมอย่างเดียว เมื่อเกิดก็เติบโตทันที ได้แก่ สัตว์นรก เปรต เทวดา พรหม เรียกพวกนี้ว่า โอปปาติกกำเนิด

ในจำนวน 31 ภพภูมินี้ มีเพียงภพมนุษย์ และเดรัจฉาน ที่มีกายหยาบ และมีกำเนิด แบบที่ 1 หรือ 2 หรือ 3

ส่วน สัตว์นรก อสุรกาย เปรต เทวดา พรหม เป็นสัตว์โลก ที่มีกายละเอียด เป็นกำเนิดแบบที่ 4 ที่เรียกว่า โอปปาติกะ ]]]]]🍀

วิญญาณที่เราพูดถึงกันทั้งหลายนั้น คือสัตว์พวกที่มีกำเนิดแบบ โอปปาติกะ สัตว์ที่ผุดเกิดขึ้นมาทันทีหลังจากตายจากภพก่อน

คนไทยโบราณ มักเรียก วิญญาณชนิดต่างๆรวมกันว่า ผี

วิญญาณ หรือผี จึงมีความหมายเดียวกัน ในสำนวนคนไทยรุ่นก่อนๆ

(หมายเหตุ: วิญญาณในที่นี้ ต่างจาก วิญญาณ ที่ใช้ในภาษาธรรมะ ที่หมายถึง จิต หรือ ตัวรู้)

ในที่นี้ขอใช้วิญญาณแบบที่คนไทยคุ้นเคยกัน ที่หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่ลึกลับที่ตายไป จากกายเนื้อ มีสภาพลึกลับเป็นพลังงานบางอย่าง ที่จับต้องหรือเห็นไม่ได้ทั่วๆไปด้วยตาเนื้อ เว้นแต่มีเหตุที่ถูกทำให้เห็น หรือสัมผัสได้

วิญญาณ หรือ โอปปาติกะ มีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้าย

ฝ่ายดี ได้แก่ สัตว์ในเทวภูมิ และพรหมภูมิ

ฝ่ายร้าย ได้แก่ สัตว์ในอบายภูมิทั้งหลาย และเทวดาชั้นล่างบางจำพวก

🍃 ส่วนสัตว์กายละเอียดที่มาจากอบายประเภทสัตว์นรก เขามีสถานที่ของเขาค่ะ ต่ำลงไปจากดินแดนมนุษย์ลึกลงไป แต่เพราะนรกนั้นมีสี่ร้อยกว่าขุม จึงอาจมีบางขุมที่ทับซ้อนอยู่กับสถานที่บางแห่งของโลกมนุษย์ได้ แต่ไม่มากนัก ดังนั้น เราจะไม่ได้พบวิญญาณที่เป็นสัตว์นรกง่ายๆ เพราะมีการควบคุมโดยฑูตที่ทำงานลงทัณฑ์ในนรก เว้นแต่เขาหนีเล็ดรอดหนีออกมาจากนรกด้วยเหตุบางอย่าง

🍃 สัตว์กายละเอียดในอบายในกลุ่มอสุรกาย สัตว์พวกนี้ก็อาจเป็นสัตว์นรกที่เล็ดรอดขึ้นมาจากนรกก็มี หรือเป็นสัตว์ในอบายจำพวกที่มีความเกรี้ยวกราดรุนแรงและมีพลังอำนาจเลวร้ายสูงก็มี ถ้าเทียบกับฝรั่งคงจัดเป็นพวกซาตานบางชนิด เป็นปิศาจ หรืออาจเป็นสัตว์ที่ตายจากมนุษย์ที่เคยจิตใจเหี้ยมโหดและมีกำลังจิตด้านร้ายสูงมาก หรือมนุษย์ที่ตายด้วยจิตที่เคียดแค้นรุนแรงมาก สัตว์กายละเอียดเหล่านี้จึงมักดุร้ายเหี้ยมโหดและมีพลังทำร้ายคนที่รุนแรงมาก อาจอยู่บนแผ่นดินร่วมกับมนุษย์ได้ แต่มักเป็นสถานที่ที่รวมของความชั่วร้ายประหลาดบางอย่างไว้ ไม่ได้อยู่ทั่วไปร่วมกับมนุษย์ไปทุกแห่งเหมือนพวกเทวดาชั้นล่างๆ อาจเป็นสัตว์ที่ตายอย่างคับแค้นใจ และไม่มีความดีในใจ ทำให้สิงหรือวนเวียนตามที่ที่เคยอยู่ เคยตาย อย่างคับแค้นใจ

🍃 สัตว์กายละเอียดจำพวกเปรต พวกนี้อยู่ทั่วไป มีทั้งอยู่ในป่าเขา มีทั้งอยู่บนพื้นดิน ตามบ้านเรือน และมีทั้งที่อยู่ในสถานที่เฉพาะของตน ในที่ต่ำลงไปจากแดนมนุษย์ แล้วแต่กรรมจัดสรรให้ พวกนี้อาจไม่ได้มีความร้ายกาจเท่าอสุรกายบางประเภท เพราะมีแต่ความทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากกรรม สัตว์ประเภทนี้ ยังรวมพวกวิญญาณเร่ร่อนที่ก่อนตาย ไม่มีความดี มีความโลภสูง หวงแหนสูง

จึงเป็นวิญญาณประเภทที่สิงตามข้าวของที่ตนหวงแหน ตามบ้านที่ตนเคยอยู่ อย่างหวงแหน อย่างมึนๆ

ดังนั้น วิญญาณที่เราเจอๆกัน จึงเป็นไปได้หลายประเภทดังที่กล่าวข้างต้น

นี่อธิบายพอคร่าวๆนะคะ รายละเอียดมีมากกว่านี้ มีข้อยกเว้นพิเศษอีกหลายอย่าง แล้วแต่กรรม แต่เหตุ แต่ปัจจัยของแต่ละคนค่ะ

🌿🌿 ที่ถามว่าวิญญาณ อยู่ในภพภูมิไหนบ้าง ก็ได้ตอบไปแล้วข้างต้นนะคะว่า คือสัตว์ที่เป็นโอปปาติกะกำเนิดทุกชนิด หรือสัตว์ในภพภูมิที่มีกายละเอียด มีทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่วร้าย

🌿🌿ส่วนที่ถามว่า ถ้าเป็นอบาย เช่น เปรต อสุรกาย สัตว์นรก ทำไมสามารถมาอยู่บนโลก และบางทียังติดต่อกับคน หรือเข้าสิง หรือทำอันตรายกับคนได้นั้น

ตอบว่า สัตว์ในอบายบางจำพวก รวมถึงเทวดาบางจำพวก จะดำรงอยู่ซ้อนอยู่ร่วมกับมนุษย์และเดรัจฉานค่ะ

ที่อยู่ของสัตว์กายละเอียดเหล่านี้ อยู่บนพื้นแผ่นดินเดียวกันกับมนุษย์เราได้ค่ะ

🍃 ถ้าเป็นเทวดาประเภทที่จะอยู่ซ้อนกับแผ่นดินมนุษย์ ก็เป็นเทวดาชั้นล่าง ที่เรียกว่า เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ไม่ได้เป็นเทวดาที่อยู่ในอากาศอย่างเทวดาชั้นสูงขึ้นไป

เทวดาพวกนี้ได้แก่ ภุมเทวดา (เทวดาชั้นล่างที่อยู่บนพื้นดิน หรือตามศาลพระภูมิ ศาลตี่จูเอี้ย ศาลปู่ตา ผีบ้านผีเรือน เจ้าที่ เจ้าป่า เจ้าเขา ฯลฯ ), รุกขเทวดา (เทวดาชั้นล่างที่อาศัยต้นไม้เป็นที่อาศัย นางไม้ นางตานี นางตะเคียน ฯลฯ)

เทวดาเหล่านี้เหมือนมนุษย์ค่ะ มีโลภ โกรธ หลง ครบทุกรสเหมือนเราๆ ทำดี ทำชั่วได้เหมือนเราๆ ถ้าคนตายไปเป็นเทวดาพวกนี้ ก็ยังคงสภาพจิตใจเหมือนตอนที่ก่อนตายจากมนุษย์ไปอย่างครบถ้วน จึงมีทั้งดีไม่ดี สุกๆดิบๆ แบบคนเรานี่เอง

ถึงกระนั้นก็ดี ในเทวดาในชั้นนี้เอง ก็มีหลายระดับค่ะ เหมือนคนเราที่มีหลายประเภท หลายระดับคุณธรรม มีทั้งนักบุญ มีทั้งโจร เทวดาชั้นนี้ก็มีทั้งที่ใจบุญ มีศีล และมีทั้งที่พร่องคุณธรรม

ส่วนเทวดาชั้นสูง นับจากดาวดึงส์ขึ้นไป จะไม่อยู่ปะปนกับมนุษย์บนแผ่นดินแล้วค่ะ เพราะเหม็นกลิ่นบาปของจิตมนุษย์ เหม็นกลิ่นความไร้ศีล และเหม็นกลิ่นกายมนุษย์ที่มาจากอาหารหยาบที่มนุษย์เสพ

สถานที่อยู่ของเทพชั้นสูงขึ้นไปนี้ อยู่ในอากาศที่สูงกว่าโลกไปมาก

เทวดาชั้นสูงขึ้นไปเหล่านี้ ย่อมไม่ลงมาสถิตย์ตามรูปปั้นต่างๆ อย่างที่เราเข้าใจ เทวดาที่สถิตย์ตามสถานที่ต่างๆ ที่มนุษย์ตั้งขึ้น มนุษย์อาจเรียกว่าศาลพระอินทร์ ศาลพระพรหม ฯลฯ และมนุษย์คิดไปเองว่าได้อัญเชิญท่านลงมาประทับสิงสถิตย์นั้น จะไม่ใช่ท่านเหล่านั้นจริงค่ะ ถ้ามีเทวดาตนใดมาสถิตย์ ก็จะเป็นเทวดาในชั้นจาตุมหาราชิกาที่มาทำงานตรงนั้นค่ะ

พระอินทร์ เป็นพระโสดาบันย่อมไม่มาคลุกคลี มาสิงอยู่ในศาลที่มนุษย์ทำขึ้นมา

ส่วนพระพรหมทั้งหลาย มีที่อาศัยทิพย์สูงห่างจากโลกของมนุษย์มาก มีชีวิตด้วยพรหมวิหาร ไม่เสพอาหาร ไม่เสพกามสุข ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมาสถิตย์ในศาลต่างๆที่มนุษย์อุปโลกขึ้นมาเหล่านั้น

🌿🌿 ที่ถามว่า ทำไมวิญญาณยังติดต่อกับคนได้

ตอบว่า มีได้หลายกรณีค่ะ

โดยปกติแล้ว เราจะไม่เห็นเขา และเขาก็ไม่เห็นเรา เพราะต่างก็มีมิติของตนเอง เรามีมิติหยาบ เขามีมิติทิพย์ ที่อาจเหมือนกันหรือต่างกันก็ได้

กายทิพย์ก็จะอยู่ในโลกทิพย์ สภาพแวดล้อมที่เขาเห็นแม้จะเป็นต้นไม้ภูเขาลำธาร บ้านเรือน ก็จะเป็นสภาพทิพย์หรือละเอียด และอาจเหมือนกับที่มนุษย์เห็น หรืออาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ได้

ทั้งที่โดยเนื้อแล้ว ในด้านของ ‘เทศะ’ หรือ ‘สถานที่’ ทั้งโลกทิพย์ทั้งโลกหยาบ อาจกำลังทับซ้อนกันบนพื้นแผ่นดินเดียวกันอยู่ ก็ได้

สิ่งที่กายหยาบอย่างมนุษย์เห็น กับ สิ่งที่กายกายละเอียดเห็นอย่างวิญญาณ จึงอาจมีสภาพทั้งที่แตกต่างกันได้ และทั้งที่เหมือนกัน คืออยู่ที่เดียวกันได้

นอกจากนี้ กายละเอียด กับกายหยาบ ยังอยู่ใน ‘กาละ’ หรือ ช่วงเวลา ที่ต่างกันได้ด้วย เช่น อาจแตกต่างกันชนิดคนละยุคสมัย ไปเลยก็ได้

เพราะเวลาในแต่ละภพภูมิ จะยาว สั้นไม่เท่ากัน

ส่วนการที่กายหยาบกับกายละเอียดจะมองเห็นกันได้ หรือเห็นสภาพแวดล้อมอันเดียวกันได้ ติดต่อ สื่อ ถึงกันได้ เกิดได้จากเหตุปัจจัยหลายอย่าง

เช่น มนุษย์บางคนมีความสามารถทางจิต มีตาทิพย์ ฯลฯ เป็นต้น หรือมนุษย์บางคนมีความผูกพันบางอย่างกับวิญญาณ หรือกายละเอียดนั้น หรือวิญญาณ หรือกายละเอียดนั้นใช้ความพยายามทำให้กายตนหยาบขึ้น เพื่อปรากฏตัวต่อสายตาของกายหยาบ ฯลฯ

บางครั้ง วิญญาณหรือกายละเอียดบางตน ก็อาจมาเข้าสิงคน หรือมาลักเอาตัวคนไปซ่อนหรือบังตาไว้

บางครั้ง คนก็อาจพลัดหลงเข้าไปดินแดนของวิญญาณ หรือโลกทิพย์ของกายละเอียด เช่น ลับแลหรือดินแดนทิพย์โดยเหตุใดเหตุหนึ่ง

🌿🌿 ที่ถามว่า เขาไม่ได้ไปรับผลของเขาในภพภูมิของเขาหรือนั้น

ตอบว่า เขากำลังรับกรรมอยู่ค่ะ แต่จะรับแบบไหน ในร่างแบบไหน ในสภาพแวดล้อมไหน อยู่บนดินแดนไหน แล้วแต่กรรมแต่เหตุของเขาแต่ละคนค่ะ

กรรมของเขาแต่ละคน ไม่เพียงจัดการให้มีรูปร่าง สภาพหน้าตา สภาพร่างกาย ที่เป็นไปต่างๆเท่านั้น

แต่ยังจัดสถานที่อาศัย สภาพแวดล้อม สภาพความเป็นอยู่ และเครื่องการลงทัณฑ์ไว้ให้ด้วย