← 🍃ธรรมมรรคา
13131 ส.ค.63อ่าน ~11 นาที

คุณไสย ไสยศาสตร์ กับวัตถุมงคล

เรื่องการสวมพกพาพระ ค่อนข้างเป็นความพอใจและความเชื่อส่วนตัวอยู่มากค่ะ


ถ้าเราเป็นคนดี มีศีลมีธรรม บำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมเป็นประจำ เราย่อมได้รับการดูแลรักษาจากธรรมะ จากกุศลของเรา ตามกำลังความดีของเรา กระนั้นก็ดี ระดับการพ้นจากความเดือดร้อนทุกข์ภัยต่างๆก็ขึ้นกับเหตุปัจจัยอื่นๆอีกมากมายด้วย ยิ่งจิตมีกำลังกุศลแรง มีความบริสุทธิ์จากกิเลส มีกำลังสติ มีกำลังสมาธิแรงมาก เรายิ่งได้รับการคุ้มครองโดยธรรมะของเรามากขึ้นด้วย


อย่างไรก็ดี ทุกสิ่งขึ้นกับเหตุปัจจัยต่างๆ ของเรา

เราอาจมีความดีจริง หมั่นฝึกสติจริง แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธผลของกรรมได้ ไม่อาจปฏิเสธผลของเหตุปัจจัยทั้งหลายทั้งมวลได้


เหตุปัจจัย เช่น อดีตกรรมที่สร้างมามีกำลังแรง สั่งสมมามาก สั่งสมมานาน เมื่อเวลาที่กาลเวลาแห่งการส่งผลมาถึง เราก็ย่อมต้องเสวยวิบากต่างๆนั้น

แต่มากหรือน้อย ขึ้นกับความหนักหนาสาหัสของตัววิบากนั้นๆ และกรรมหรือเหตุปัจจัยใหม่ๆที่เราสร้างว่ามันคานกัน ลดทอนกัน หรือมันเพิ่มกำลังกรรม

และคนเราเมื่อถูกวิบากไม่ดีส่งผล ก็มักไม่รู้เท่าทัน เกิดความทุกข์ใจ เผลอ ปล่อยจิตให้ตกอยู่ในกระแสวังวนของกิเลส คือเกิดความเศร้าหมอง เกิดจิตตก กังวล ไม่พอใจสารพัด

เมื่อจิตตก จิตนี้ย่อมเป็นอกุศล จิตย่อมขาดจากสติ ภยันตรายต่างๆย่อมได้โอกาสส่งผล ทำให้เกิดที่เคราะห์กรรมหนักขึ้นที่เรียกว่า ผีซ้ำด้ำพลอย


ก็เหมือนกับความทุกข์ภัยเดือดร้อนชนิดอื่นๆที่เกิดขึ้นเสมอๆในชีวิตมนุษย์ เช่น อุบัติเหตุ ถูกปล้น ถูกโกง ถูกทำร้าย ถูกใส่ความ เป็นโรคร้าย ผู้เป็นที่รักมีอันต้องจากไป ฯลฯ เป็นต้น การถูกคุณไสยก็ทำนองเดียวกัน


สิ่งเหล่านี้เป็นวิบากเนื่องมาจากผลของกรรมอดีตของเราเอง รวมทั้งกรรมร่วมกันของหมู่คณะ ของสังคมคนที่เราอยู่ร่วมในขณะนั้น ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อถึงเวลาการส่งผลของมัน แม้เราจะกำลังทำความดีอยู่ก็ตาม


ต่อให้เราทำความดีมามากมาย เราปฏิบัติกรรมฐาน เราหมั่นรักษาสติ ก็ใช่ว่าจะหลีกเลี่ยงผลของกรรมได้ทั้งหมดเวลามันถึงเวลาให้ผล

แม้พระอรหันต์ที่ดำรงสติอยู่ไม่ขาด ก็ยังคงต้องรับผลของกรรม หรือแม้พระพุทธองค์ก็ยังมีเศษเสี้ยวของผลกรรมที่ต้องเสวยเช่นกัน

ดังนั้น ประสาอะไรกับปุถุชนที่สติมีๆหายๆ ความดีขึ้นๆลงๆ ที่ย่อมหลีกเลี่ยงกรรมของตนไปไม่ได้ แม้เรามีสติอยู่ กรรมก็ส่งผลได้ค่ะ และการส่งผลของกรรมก็มาหลายรูปแบบ การถูกต้องของไม่ดี คุณไสยต่างๆ ก็เป็นการส่งผลของกรรมด้วยเช่นกัน


กำลังหนักเบาของผลกรรมที่เราต้องรับนั้นแตกต่างกันไป

กุศลกรรมดีต่างๆย่อมช่วยบรรเทาความหนักหนาของวิบากกรรมลงได้ ทำใหญ่ให้น้อยได้

ยิ่งกุศลขั้นสูงก็ยิ่งลดความรุนแรงของวิบากกรรมได้มาก ทั้งยังสามารถตัดกรรมบางอย่างให้เป็นอโหสิกรรมไปเลย หมดกำลังหรือหมดโอกาสจนไม่สามารถส่งผลได้เลยก็มี เช่น การบรรลุเป็นพระอริยบุคคล กรรมที่ชาติหน้าต่อๆไปต้องตกไปในอบายภูมิก็หมดโอกาสส่งผลโดยสิ้นเชิง เป็นต้น


เรื่องของไสยศาสตร์ก็ทำนองเดียวกัน ถ้าเราจับพลัดจับผลูต้องมาเดือดร้อนเพราะสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นไปได้มากที่จะเนื่องมาจากเหตุปัจจัยของเราเอง หรือมาจากกรรมในอดีตของเราเอง เราต้องเคยเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับสิ่งเหล่านี้มาก่อน หรือเคยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพราะสิ่งเหล่านี้มาก่อน


หากเราได้เคยประทุษร้ายผู้อื่นด้วยสิ่งใดมาก่อน สิ่งนั้นก็เหมือนเป็นของแสลงของเรา สิ่งนั้นมักจะเป็นจุดอ่อนที่กรรมอาศัยในการส่งผลต่อเราได้

เช่น ในอดีตเคยว่าร้ายใคร เราก็มักตกเป็นเหยื่อการนินทาว่าร้ายของคนอื่น ถ้าเคยทำร้ายสัตว์ด้วยมีด ก็มักมีอุบัติเหตุด้านของมีคม หรือถูกทำร้ายด้วยมีด คนที่เคยใช้สิ่งไม่สะอาดอย่างคุณไสยในอดีต ก็มีความเสี่ยงที่จะที่จะทุกข์ร้อนเพราะของจำพวกนี้ได้ เป็นต้น


ยิ่งถ้าบุคคลนั้นสร้างกรรมสร้างสังขารหนักใหม่ด้านนี้เพิ่มเข้าไปอีก เช่น ชาตินี้ก็ยังสั่งสมกรรมด้านนี้เข้าไปอีก เขาย่อมต้องเผชิญกับความสาหัสสากรรจ์ของผลจากกรรมอย่างเต็มที่ ยากจะหลีกเลี่ยงได้

หรือ ถ้าเขาพอมีกุศลบ้างที่จะมาช่วยบรรเทา หรือตัดทอนความรุนแรงของกรรม แต่เป็นกุศลที่มีนั้นมีกำลังน้อย กำลังกรรมชั่วแรงกว่ากำลังกุศล คือทำดีไว้น้อย ย่อมไม่สามารถต้านกำลังกรรมเลวในอดีตได้ เขาก็ย่อมต้องได้รับความทุกข์ภัยเดือดร้อนนั้น


การที่สวมพระไว้แล้วจะช่วยไหมนั้น ก็ขึ้นกับเหตุปัจจัยเช่นกัน เช่น ถ้าเป็นคนไม่สร้างกุศลในชีวิต แม้อยู่ใกล้พระเถระผู้ทรงคุณหรือมีพระคล้องตัวอยู่ ก็ไม่สามารถพ้นภัยได้

แต่คนที่ตั้งตนอยู่ในกุศลธรรมเสมอ ถึงไม่มีพระอยู่กับตัว ก็ยังสามารถปกป้องตนเองได้ตามระดับกุศลและระดับกรรมของเขา ตราบใดที่กุศลเขาคุ้มครองเขาได้ ซึ่งถ้าวิบากของกรรมหนักหนาสาหัสกว่า ยังไงก็ต้องชดใช้ค่ะ


กระนั้นก็ดีการมีพระอยู่กับตัวนั้น มีคุณประโยชน์อยู่ถ้าสวมหรือพกพาด้วยจิตที่เที่ยงตรงตามธรรม เพราะการเห็นพระพุทธเจ้า ย่อมช่วยให้เกิดโสมนัส เป็นพุทธานุสติ ช่วยให้จิตเกิดการน้อมระลึกถึงพระพุทธองค์

เมื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้าได้จริงจังแนบแน่นในจิต จิตจะเกิดสติ เกิดความสงบเย็นลง ไม่ตื่นตระหนกหวั่นหวาด จิตเกิดกุศล จิตคิดเมตตา จิตมีกำลังกุศลขึ้นมา

จิตแบบนี้แม้ประสบเภทภัย จิตก็ไม่หวั่นไหว ไม่สร้างสังขารใหม่ และเป็นจิตที่อาจหาญพร้อมยอมรับทุกข์ได้ พร้อมชดใช้กรรมเก่าได้ด้วยสติ ด้วยกุศลจิต


การสวมพระยังมีคุณทางการเตือนสติให้เกิดหิริ โอตตัปปะ เตือนใจผู้ที่ห้อยพระให้ไม่กล้าล่วงศีลทางกาย วาจา หรือคิดไม่ดีทางใจ เพราะมีพระห้อยคอเตือนสติอยู่


โดยสรุป คนดีมีกุศลในจิตเสมอๆ มีสติที่ฝึกดีแล้ว ย่อมเป็นที่พึ่งของตนได้ ไม่ว่าจะสวมพระหรือไม่สวมก็ตาม จะไม่กลัวความทุกข์ ไม่กลัวความตาย


สรรพสิ่งล้วนขึ้นกับเหตุปัจจัยที่สร้างมาค่ะ ถ้าสร้างเหตุดี สร้างกุศลชนิดต่างๆไว้มากและสร้างอย่างต่อเนื่อง ก็ย่อมรักษาตัวได้มาก

ยิ่งถ้าเหตุปัจจัยด้านดีสามารถมีกำลังเหนือกรรมเก่า เหนือเหตุปัจจัยด้านไม่ดีต่างๆของเรา เราก็สามารถปลอดจากภยันตรายได้ หรือถ้าต้องรับผลของกรรมก็มีการบรรเทาเบาบางลงได้


หรือคนที่มีปัญญา สั่งสมกุศลต่างๆมาต่อเนื่อง ก็อาจสวมพระได้เช่นกันค่ะ แต่เป็นการสวมด้วยสัมมาทิฏฐิ ด้วยจิตน้อมบูชาระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า สวมเพื่อคอยเตือนใจเตือนสติให้คิด พูด ทำ แต่สิ่งดีงาม สวมเพื่อคอยเตือนใจตนให้สำรวมระวังในศีล ในธรรมเหล่านี้ เป็นต้น


ส่วนการสวมพวกเครื่องราง หรือของขลัง ของอาคม ที่มีวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับโลกอยู่มากๆย่อมเป็นคนละทางกันกับธรรมะ ไม่สอดคล้องกับผู้ปฏิบัติตนที่ยังชีวิตอยู่เพื่อความหลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร

หากจะสวมใส่พระพุทธ หรือพระอริยสงฆ์ ก็สวมด้วยความเคารพ ด้วยความสักการะ สวมเพื่อเป็นอนุสติเตือนตนให้เป็นคนดีหรือเตือนตนให้ระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย เตือนตนให้มีสติ