จักรวาล
▪️คุณ X: ผมจำได้ว่าพี่ลินดี้ เคยแปะคลิปเล็กๆ เพื่อให้เห็นว่าจักรวาล ใหญ่ขนาดไหน รวมถึงจะมีจักรวาลอื่นอีกไม๊ ภาพจาก Jame Webb ล่าสุด เราน่าจะเจอกับ จักรวาลข้างเคียงแล้ว ซึ่เก่าแก่กว่าจักรวาลของเรามากๆ
▪️คุณ Y: ผมเข้าใจว่าความหมายของพหุจักรวาล (Multiverse) มี 2 นัยยะ
-นัยยะหนึ่ง ภาพยนต์ชอบเอามาสร้างกันตอนนี้
คือ เป็นพหุจักรวาลแบบที่มิติซ้อนทับกัน มีตัวเราในแต่ละจักรวาลนับไม่ถ้วน แต่ตัวเราจะมีความแตกต่างกันตามการเลือก รวมถึงคนอื่นๆด้วย
เช่น จักรวาล A เราเป็นวิศวกร จักรวาลเ B เราอาจเป็นครู
ซึ่ง Multiverse ในความหมายนี้จะไม่ได้คำนึงถึงขอบเขตพื้นที่อาจซ้อนทับกันในพื้นที่เดียวกันได้
-อีกนัยยะหนึ่ง คือ มีจักรวาลหลายๆจักรวาลจริง ซึ่งจะอยู่กันคนละพื้นที่กัน
แบบที่สองนี้พิจารณาในแง่ทางกายภาพแบบปกติทั่วไป
เกิดขึ้นได้จากการเกิด Bigbang คนละรอบกัน
พหุจักรวาลในแบบแรกค่อนข้างขัดแย้งกับสามัญสำนึกของคนทั่วไป
ส่วนในแบบที่ 2 นั้นไม่ได้ขัดแย้งอะไร แค่มีจักรวาลอื่นๆรอบๆจักรวาลเรา ที่กำเนิดจาก Singularity (ภาวะเอกฐาน) คนละอันกัน
สุดท้ายมันเป็นแค่ทฤษฎีนะครับ อย่าง Multiverse ที่มีตัวเราหลากหลายตามทางเลือก ฟังดูแล้วค่อนข้างเหลือเชื่อเกินครับ แบบนี้ อาจจะมี ตัวเราที่บรรลุอรหันต์แล้วในบางจักรวาล และอาจมีเราที่เป็นโจรหรือกำลังใช้กรรมในอบายภูมิอยู่เช่นกัน จะกลายเป็นจิตวิญญาณคนละดวงวงกันเลย
▪️คุณ X: มันมีความเป็นไปได้ที่จะมีหลาย big bang นะคุณ Y
▪️คุณ Y: ใช่ครับ มีความเป็นไปได้เลยครับ เหมือนพหุจักรวาลในความหมายที่ 2
ซึ่งการมีหลายจักรวาล ไม่ได้หมายความว่าจะมีตัวเรา อยู่ในจักรวาบอื่นๆด้วยครับ
▪️คุณ X: ภาพถ่ายล่าสุดจาก James Webb ล่าสุด แสดงถึง galaxy ที่เก่าแก่กว่าจักรวาลเราถึง 10 เท่า หมายถึง
1) big bang theory ผิด ... ไม่น่าผิดเพราะคำนวณจาก การกระจายของ galaxy ออกไปทุกทิศทาง
2) galaxy จากจักรวาลข้างเคียง เดินทางมาใกล้ จักรวาลเรา .. แสดงว่า multiple universe อาจเป็นจริง
พี่ลินดี้คิดว่าไงครับ ในเรื่องนี้?
🔲คำตอบ:
ที่น่าสังเกต คือพระพุทธเจ้ากล่าวถึงจักรวาล มีในในไตรปิฎกในหลายแห่ง 2000 กว่าปี กล่าวถึงอนันตจักรวาล คือนับไม่ถ้วน
ทรงตรัสถึงนานปีก่อนที่วิทยาศาสตร์จะพูดถึง จะมีก็นักปราชญ์ในยุคโบราณที่มีความสามารถทางจิตสูงส่ง มีฌานอภิญญาเท่านั้น ที่จะเดินทางไปในจักรวาลต่างๆได้ และก็ได้มีบันทึกอยู่ใน คัมภีร์โบราณในหลายความเชื่อ
นี่แสดงให้เห็นว่า multiverse เป็นเรื่องจริง และน่าจะเป็นในความหมายที่สอง ของคุณ Y
🌿เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มีข้อจำกัดมาก และก็จะเป็นเช่นนี้ตลอดไปเพราะความสามารถทางวัตถุไม่มีทางเหนือกว่าความสามารถทางจิต
ความสามารถปัจจุบันทางวิทยาศาสตร์ยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาสามัญ ที่ไม่มีความสามารถทางจิตประดิษฐ์คิดค้นขึ้น จึงมีข้อจำกัดมากมายตามข้อจำกัดของการเป็นมนุษย์
🌿จะเห็นว่าตั้งแต่เกิดวิทยาศาสตร์ขึ้นมาในโลกใบนี้ มีความคิด และความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ไม่เคยเสถียร ไม่เคยมีเรื่องใดที่จริงแท้แน่นอน ดังนั้นจึงเป็นศาสตร์ที่ไม่นิ่งและเชื่อถือไม่ได้ทั้งหมด เราเคยเรียนเป็นตุเป็นตะเรื่องสสารในฟิสิกส์ กว่าจะถึงยุคที่สสารไม่มี ทุกอย่างเป็นแค่คลื่นพลังงานพลังงานก็ นานนับ 100 ปี
ต่อจากนี้ไปคงจะเกิดวิทยาศาสตร์ขึ้นมาใหม่ๆ ที่มาลบล้างความรู้เก่าไปเป็นลำดับ
🌿ต่างจากความจริงในธรรมะ ที่เป็นความจริงแท้ อธิบายธรรมชาติของสรรพสิ่งได้อย่างทะลุปลุกโปร่ง ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แห่งร่างกายมนุษย์และสัตว์ ศาสตร์แห่งจิตมนุษย์ และศาสตร์แห่งธรรมชาติต้นไม้ ดิน น้ำ ลมฟ้าอากาศ จักรวาล
ธรรมะเป็นความจริงที่เสถียร แม้ 2500 ปีมาก็ยังถูกต้อง ยังไม่เคยถูก็เปลี่ยนแปลง ไม่เคยมีสิ่งใดที่มากท้าทายได้ วิทยาศาสตร์มีแต่ตามหลังธรรมะเป็น พันๆ ปี ถึงจะค้นพบความจริงกระผีกหนึ่งที่ธรรมะแสดงให้เห็นมานานแล้ว
🌿เรื่องของจักรวาลที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ว่าเป็นอจินไตย ก็เพราะว่าพวกเราจะคิดคำนึงอย่างไรก็ไปไม่ถึง พวกเราจะศึกษาอย่างไรก็ไม่มีเครื่องมือที่จะไปให้ถึง จึงได้แต่อนุมานเอาตามสมองและเครื่องมือที่หาได้เท่านั้น
🌿แม้ปัจจุบันศาสตร์แห่งการคำนวณจะลึกซึ้งขึ้นมากๆ จนสามารถคำนวณระยะทางต่างๆในจักรวาลออกมาได้ แต่ก็ยังคงไม่สามารถพิสูจน์ว่าสิ่งที่คำนวณได้นั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องจริงหรือไม่
🌿การใช้ปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อเพิ่ม ศักยภาพทางด้านปัญญา ก็ยังคงเป็นการนำความรู้ทั้งมวลที่มีอยู่ในโลกมาบรรจุใน ‘สมอง‘ ของปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่ความรู้ใหม่อันเกิดจากการค้นพบด้วยตนเอง
และแม้จะใช้ algorithm มาคาดการณ์ถึงสิ่งต่างๆจากข้อมูลที่มีอยู่ที่ป้อนใส่ AI ได้ ก็ยังคงเป็นการคาดการณ์อยู่นั่นเอง
🌿แม้ AI จะสามารถพัฒนาจนเอาชนะปัญญามนุษย์ เช่น ในการเล่นเกมหมากรุก, เกมโกะ (Go), เกมกีฬาต่างๆ ฯลฯ แม้ทำให้เกิดมีความสามารถใหม่ๆขึ้นจากการประมวลความรู้ความสามารถเดิมของมนุษย์ทั้งหมดในโลกมารวมกัน ก็ยังเป็นความรู้ความสามารถที่บิดเบือน ยังคงไม่ครบถ้วนหาถูกต้อง ยังคงห่างไกลจากความเป็นจริง อยู่นั่นเอง
เพราะมนุษย์(ที่เป็นปุถุชน และไม่ได้พัฒนาศักยภาพทางจิต) ย่อมไม่ใช่ผู้รู้ความจริงของทุกสรรพสิ่ง จิตมนุษย์ยังพัฒนาไปไม่ถึงซึ่งองค์ความรู้ในต่างมิติเหล่านั้น
🌿ในปัจจุบัน อาจมีหุ่นยนต์ที่นอกจากจะถูกบรรจุความรู้ไว้มากมาย ยังถูกบรรจุอารมณ์การตอบสนองแบบมนุษย์ หรือ emotion ของมนุษย์ลงไปด้วย เนื่องจากความพยายามที่จะสร้างหุ่นยนต์ให้มีอารมณ์ความรู้สึกคล้ายคลึงกับมนุษย์ที่สุด
แต่กระนั้นก็ดี หุ่นยนต์เหล่านี้ก็ยังคิด พูด และทำเลียนแบบมนุษย์ไม่ได้
ไม่ได้อย่างชนิดที่เทียบกันไม่ติด
ทั้งนี้เพราะอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกในใจมนุษย์นั้น คือ ตัวเจตสิก หรือ สังขาร หรือ การปรุงแต่งจิต อันมีรากเหง้ามาจากอนุสัยกิเลส ที่มนุษย์แต่ละคนสั่งสม เก็บเกี่ยว หมักดอง ต่อเนื่องมา ในแต่ละภพชาติของแต่ละคน ก็นับเป็นหลายล้าน ล้าน ล้าน ชาติ หุ่นยนต์ที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ ไหนเลยจะเทียบความสามารถในการพลิกผันทางอารมณ์ และการพัฒนาทางจิตของมนุษย์ได้
🌿แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวของ AI นั้นมีมากเกินกว่าจะบรรยายได้
เพราะผู้ที่บรรจุข้อมูลหลากหลายลงในหุ่นยนต์ AI เหล่านี้ ต่างก็เป็นปุถุชนที่หนาไปด้วยความโลภ โกรธ หลง
ข้อมูลที่บรรจุเข้าไป ก็เต็มไปด้วยความบิดเบือน ตามสิ่งที่ตนเองเชื่อ อันมาจากจากการค้นพบของมนุษย์ที่ยังไม่สมบูรณ์ และไม่มีวันสมบูรณ์ และเมื่อแถมความคิดในการทำลายล้าง ในการแข่งขัน ในการต่อสู้ ความเห็นแก่ตัว การมีตัวตน แลซึ่งมักแฝงความโหดร้ายในจิตมนุษย์เข้าไปด้วย เมื่อเกิด algorithm ที่ประมวลผลออกมาให้หุ่นยนต์เหล่านั้นทำปฏิกิริยา ก็จะกลายเป็นหุ่นยนต์ ai ที่มีความรู้มาก (ความรู้ที่ประมวลจากสิ่งที่ป้อนเข้าไป ) และมีอารมณ์การตอบสนองเหมือนมนุษย์ที่ร้ายกาจ มากๆคนหนึ่งได้ทีเดียว
🌿มนุษย์นั้น แต่ละคน จะพัฒนาจิตใจตนเองออกมาได้ทุกรูปแบบ อย่างที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพราะสิ่งที่อยู่ในจิตมนุษย์นั้นพลิกผันไปตามแต่เหตุและปัจจัยต่างๆรอบตัวเรา
ขณะที่ AI ที่ถูกป้อนข้อมูลเข้าระบบ พร้อมทั้งรับข้อมูลแบบมนุษย์มี่ react ด้วยกิเลสเข้าไปด้วย ย่อมมีตรรกะที่ผิดเพี้ยนและไร้มนุษยธรรมได้ง่าย
AI เหล่านั้น จะสามารถพัฒนาไปเป็นภัยพิบัติแก่มวลมนุษยชาติได้ ถ้าไม่ได้รับการควบคุมอย่างถูกต้อง
🌿นอกจากนี้ความรู้ ที่เป็นความรู้จริง ความรู้แท้ ที่เกี่ยวกับโลกมนุษย์ จักรวาล และสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ ที่จะรู้ได้ด้วยการเข้าถึงจริง ก็มิได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด จากการประมวลของปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้
แถมยังจะถูกบิดเบือน หักเหออกนอกทาง ไปไกลขึ้น
🌿ต่อให้วิทยาศาสตร์มีการค้นพบสิ่งใหม่ๆ แต่เราก็ไม่สามารถเห็นภาพรวมอย่างแท้จริงของสิ่งเหล่านั้นได้จริง ไม่ว่าจะวิวัฒนาการถึงขั้นไหน
🌿นี่คือความจำกัดของโลกทางวัตถุ และขีดความสามารถของมนุษย์ปุถุชนที่อยู่ฝั่งโลกวัตถุ
ที่ไม่สามารถก้าวข้ามมิติของกาลเวลาและของความไพศาล อันเป็นอนันต์ ของสรรพสิ่งที่ดำรงแท้อยู่แท้จริงได้
🌿ไม่ต้องพูดถึงความรู้ที่ต้องออกไปนอกโลก แม้ภายในโลกใบนี้ เรายังไม่รู้ถึงความจริงของสรรพสิ่งในโลกใบนี้เลยด้วยซ้ำ
แค่สรรพสัตว์มีกี่ประเภทใต้ท้องสมุดลึกเรายังค้นไปไม่พบ
สรรพสัตว์กำเนิดต่างๆ (เช่น โอปปาติกะ เช่น สัตว์ประหลาด) ที่กล้องจับภาพได้ในหลายแห่ง เราก็ยังไม่รู้จักและค้นไปไม่ถึง
โลกภายใต้พื้นโลกซึ่งมีอุณหภูมิต่างๆเราก็ยังไปได้ไม่ถึง ว่ามีมีสิ่งมีชีวิตหรือไม่ เพราะสิ่งมีชีวิตบางอย่างสามารถอยู่ได้ในความร้อนถึงขีดสุด
บรรยากาศรอบโลกมีอะไรบ้างเกิดจากอะไรเราก็ยังไม่รู้
ทฤษฎี Big Bang ที่เราเชื่อกันในทางวิทยาศาสตร์ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องจริงเพราะมีการค้นพบใหม่ๆที่ทะยอยมากลบฝังความคิดเก่าตลอดเวลา
🌿สิ่งที่ไอน์สไตล์ค้นพบและมีข้อสรุปก็ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้ายเป็นเพียงหนึ่งในข้อสรุปของนักคิดนักค้นคว้าคนเดียวเท่านั้น
การที่บอกว่าพระพุทธเจ้าพบและไอนสไตน์เห็นนั้น ถือว่าเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาของพวกเรามาก
🌿ไอนสไตน์เป็นนักปราชญ์ แต่ไม่มีความสามารถทางจิต ที่จะหยั่งรู้สิ่งต่างๆได้จริง
เขาอาจเป็นนักปราชญ์ที่ชาญฉลาดที่สุดคนหนึ่งในโลก แต่ไม่มีทางนำมาเปรียบกับพระสัพพัญยุตญานของพระพุทธเจ้าได้เลย
🌿ทั้งนี้ในหมู่ผู้ที่ปฏิบัติธรรมยาวนานเท่านั้น จึงจะเกิดปัญญา และมีความสามารถเห็นความจริงของโลกในมิติที่ลึกซึ้งขึ้น เป็นปัญญาที่ไม่ได้เกิดจากการคำนวน บวกกับการมโน
🌿ความรู้ในความเป็นจริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย ตั้งแต่โลกมนุษย์จนไปไม่มีที่สิ้นสุดนั้น จึงไม่อาจนำความสามารถของคนจำนวนหนึ่งที่ชาญฉลาดมาวัดได้
วิทยาศาสตร์ถูกฝังใส่ใจของพวกเราว่าเป็นสิ่งที่เลิศล้ำเหนือสิ่งต่างๆมาหลายศตวรรษแล้ว
🌿เราส่วนใหญ่จึงคิดว่าวิทยาศาสตร์คือศาสตร์สูงสุดที่น่าอธิบาย ปรากฏการณ์ทุกอย่างได้รวมทั้งปรากฏการณ์ทางจิต และพฤติกรรม ของมนุษย์ (เช่น วิทยาศาสตร์ ทางด้านจิตวิทยา)
🌿ก็เพราะไม่รู้ความจริงนี่เอง ผู้เชี่ยวชาญต่างคนต่างจึงมีข้อถกเถียง ที่สรุปไม่ตรงกัน
เกิดความคิดหลากหลายแนวคิด ต่างกันไป ทั่วโลก ไม่สามารถสรุปลงได้อย่างแท้จริง
ทั้งความเชื่อและความคิดต่างๆเหล่านั้น ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป อันอาจเกิดจาก
-ทฤษฎีใหม่ที่มนุษย์คนนั้นคนนี้จะคิดค้นขึ้นมา
-ข้อสังเกตบางอย่าง
-การอ่าน การค้นคว้าและการวิจัย
-การทดลอง
-การตั้งสมมุติฐาน
-การนั่งคิด และจินตนาการ
เป็นต้น
🌿ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติต่างๆ ทั้งภายนอกภายนอกตัวเรา และภายในตัวเรา นั้น มนุษย์ปุถุชนอย่างเราๆย่อมไม่สามารถค้นพบเอง จากการคิดเอาเอง ปรุงแต่งเอาเอง จากการผสมผสานข้อมูลที่อ่านมา ค้นมา และมามโนต่อยอดกันไปเองได้
🌿ความสามารถของมนุษย์ ที่ใช้ ศักยภาพไปเพียงน้อยนิด เพราะพึ่งพาแต่วัตถุ ย่อมไม่เพียงพอที่ก้าวข้ามไปสู่ความรู้อันไพศาลของสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่อย่างแท้จริงได้เลย
🌿การฝึกจิตเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพทั้งหมดของมนุษย์เท่านั้น จึงเป็นการพัฒนาความสามารถไปสู่มิติทุกมิติ สู่องค์ความรู้ทั้งมวลได้
🔲คำถาม: ขออนุญาตอาจารย์ค่ะ
จักรวาลที่กล่าวข้างต้นคืออะไรคะ แตกต่างจากภพภูมิในตัวเราอย่างไร เช่นขณะเรามีจิตโลภะ ขณะนั้นจักรวาลของเปรตวิสัยกำลังปรากฏ แต่ตอนที่ระลึกรู้ จักรวาลนั้นก็ดับลงแล้ว เพราะรวดเร็วมาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสสั่งสอนว่า ปัจจุบันขณะ สิ่งใดปรากฏสิ่งนั้นคือธรรมะ(ความจริง) นอกเวลานี้ไม่ใช่(จึงมีหลายจักรวาล( multiverses) ศิษย์เข้าใจแบบนี้ถูกต้องไหมคะ กราบอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
🔲คำตอบ:
จักรวาลที่วิทยาศาสตร์กล่าวถึงคือจักรวาลจริง ที่มีดวงดาวและมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ค่ะ
ในหลายแห่งก็อาจเรียกสิ่งมีชีวิตในดวงดาวอื่นว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว
แม้ว่าในพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาจะมีกล่าวถึงจักรวาลและอนันตจักรวาลในหลายที่
แต่จะไม่ขยายความหรือลงรายละเอียด หรือแม้แต่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะเป็นอจินไตย
หากคนเราหมกมุ่นมากในเรื่องไกลตัว พากันพูดกันไป ถกกันมา ตามความคิดเห็นหรือการตั้งสมมุติฐานหรือทฤษฎีต่างๆ เราอาจใช้ เวลาของชีวิตไปมากมายกับสิ่งที่เราไม่มีทางไปถึงความจริงที่แท้ของจักรวาลได้เลย
จิตของมนุษย์เรา(ที่เป็นปุถุชน) ยังพัฒนาไปไม่ถึงความสามารถนี้
ความสามารถที่จะก้าวข้ามข้อจำกััดทางกายภาพไปสู่ความสามารถขั้นสูง จนรับรู้สิ่งเหล่านี้ได้
การที่เราสงสัย ตั้งทฤษฎี ใช้เครื่องมือคำนวณ และถกเถียงกัน จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ในการนำไปสู่การพ้นทุกข์
พระพุทธองค์จึงไม่ไม่ทรงสอน หรือจัดในเรื่องเหล่านี้มาก ไม่ใช่ไม่ส่งรู้แต่เห็นว่า เป็นความรู้ที่ให้ประโยชน์น้อย
มนุษย์เรานั้นมีอายุขัยที่สั้นมาก หากเรามัวเสียเวลาไปถกเถียง หรือศึกษาเรื่องเหล่านี้มาก เรื่องที่เราไม่มีทางไปถึงความจริงได้ในชาตินี้ เราก็ตายจากไปเสียก่อน โดยไม่ได้พัฒนาความดีและศักยภาพของจิตที่สำคัญกว่านี้
ชีวิตเราก็จะวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏแห่งทุกข์ไม่มีสิ้นสุด
พระพุทธองค์จึงทรงปฏิเสธการศึกษาเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง
แต่ทรงสอนให้เราใช้เวลาอันน้อยนิดไม่ถึง 100 ปีของเรานั้น มามุ่งพัฒนาจิต ปฏิบัติธรรมให้เกิดปัญญา เพื่อนำพาให้เราพ้นทุกข์ก่อน
ใช่ว่าเมื่อเราปฎิบัติธรรมแล้ว เราจะสามารถพ้นทุกข์ในชาติเดียวนี้
งานของเรา คือหมั่นเพียรปฎิบัติธรรมไปเรื่อยๆ เพื่อสั่งสมบารมี ชาติแล้วชาติชาติเล่า จนกว่าเราจะพ้นทุกข์
ในการที่เราปฏิบัติภาวนาเพื่อพ้นจากความทุกข์นี้ คือการปฎิบัติวิปัสสนา การเจริญโพธิปักขิยธรรม
ขบวนการแห่งการพัฒนาจิตจะสร้างศักยภาพของจิตเราไปเป็นลำดับ
ในภายภาคหน้า ก็ย่อมสามารถพัฒนาฌานสมาบัติ พัฒนาอภิญญา พัฒนาความสามารถของจิตขั้นสูง พัฒนาปัญญา รวมทั้งญาณขั้นสูง อื่นๆ ได้แก่ ปฏิสัมภิทาญาณ บุพเพนิสานุสติญาณ เจโตปริยญาณ อนาคตังสญาณ ฯลฯ (แล้วแต่วาสนาบารมีและปณิธานของแต่ละคนด้วย)
ซึ่งเมื่อความสามารถเหล่านี้ได้รับการพัฒนา เราก็จะรู้เรื่องของจักรวาล เรื่องเหนือโลกเรื่องอื่นๆได้เอง