← 🍃ธรรมมรรคา
20127 พ.ย. 66อ่าน ~6 นาที

ความแตกต่างของบุญจากการ ภาวนา -ให้ทาน -ให้ธรรมะ

❓ ปุจฉา (คำถาม)
ทำไม action ของการนั่งภาวนา (ทำสมาธิ)จึงทำให้เกิดบุญคะ เคยอ่านพบว่าเป็นบุญกุศลใหญ่กว่าการทำทาน

Q2: หากเปรียบบุญของการให้ธรรมะ/ช่วยให้คนปฏิบัติธรรม กับบุญจากการภาวนา อย่างใดจะมากกว่าคะ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A1: ขณะที่เราทำสมาธิภาวนา(ต้องทำอย่างถูกต้องด้วย) จิตเราจะบริสุทธิ์ที่สุด บริสุทธิ์จากบาปทั้งปวง บริสุทธิ์จากอกุศลทั้งปวง

และสำคัญที่สุด จิตจะบริสุทธิ์จากความหลง(โมหะ)

หลงเพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงในธรรมชาติของสรรพสิ่ง

หลงติดอยู่ในอวิชชา ในความไม่รู้ อวิชชา เป็นรากฐานแห่งการทำบาปทั้งปวงของหมู่สัตว์

ขณะที่เรากำลังรู้ลมหายใจอยู่ หรือกำลังรู้ความรู้สึกบนร่างกายอยู่ และรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง (อุเบกขา) ขณะนั้นจิตของเราจะบริสุทธิ์ที่สุด จิตจะปราศจากความคิดในทางไม่ดีทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นความอยากได้ใคร่ดี(โลภะ) ไม่ว่าจะเป็นความขุ่นใจไม่พอใจ (โทสะ) หรือความหลงว่าเราเป็นตัวเป็นตน (โมหะ)

แต่การทำบุญกุศลชนิดอื่นๆ ไม่อาจทำให้จิตใจบริสุทธิ์ระดับนี้ได้เลย

บุญส่วนใหญ่สามารถลดทอนความโลภในจิตใจได้บ้าง แต่ก็ได้บ้างเฉพาะช่วงที่จิตกำลังเกิดกุศล ซึ่งก็ได้แค่ในขณะนั้นๆเท่านั้น

แต่ไม่สามารถขุดรากถอนขนรากเหง้าของโลภะกิเลสในจิตออกไปได้

ตัวอย่างเช่น ขณะเราทำบุญ หรือช่วยเหลือผู้คน จิตขณะนั้นเป็นกุศลจากการต้องการเสียสละ (กุศลคือ จาคะ) จิตเกิดกุศลจากความสงสารเห็นใจ (กุศลคือ เมตตากรุณา) จิตเกิดกุศลจากความเลื่อมใสในพระสงฆ์ (กุศลคือ ศรัทธา)

จิตจึงเกิดบุญขึ้นในขณะนั้น

ขณะนั้นๆ จิตกำลังปราศจากโลภะกิเลส โทสะกิเลสอยู่ชั่วคราว เพราะจิตกำลังมีความต้องการอยากช่วยเหลือผู้อื่นหรืออยากเสียสละอยู่ แต่เมื่อความเป็นกุศลนั้นหมดไปจากจิต เราก็สามารถเกิดอกุศลในจิตต่อได้ทันที เช่น อาจเกิดหงุดหงิด ไม่พอใจ หรืออยากให้ผลบุญที่ทำนั้น ทำให้เราร่ำรวยกว่าใคร มีชื่อเสียงชนะคนอื่น แม้ในขณะที่กำลังทำบุญอยู่ ก็ใช่ว่า เราจะมีจิตใจที่เป็นกุศลอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอด จิตสามารถเกิดอกุศลแทรกอยู่ได้ตลอดเวลา

ที่สำคัญที่สุด คือ ขณะที่ทำบุญต่างๆ เหล่านี้ จิตยังคงมีโมหะนอนเนื่องกำกับการทำงานทุกอย่างอยู่

ยังมีตัวเราเป็นผู้ทำบุญ ยังมีตัวตนของเราอยู่ ไม่ว่าจะทำแล้วหวังผลหรือไม่หวังผล ตัวตนของเราก็ยังคงอยู่ เมื่อมีตัวตนตัวตนมีตัวเราของเราไม่ว่าอย่างไรจิตก็ยังคงไม่บริสุทธิ์

เพราะความหลงนี้เป็นรากฐานของโลภะและโทสะที่จะสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

เพราะมีความหลง ยึดมั่นในความเป็นตัวตน เราจึงมีความอยากต่างๆ

และเพราะมีความหลง ยึดมั่นในตัวตน เราจึงโกรธ เสียใจ กลัว เศร้า ฯลฯ

กุศลขั้นสูงสุด จึงเป็นกุศลที่ต้องสามารถขจัด กิเลสออกจากจิตได้อย่างขุดรากถอนโคน

การปฎิบัติวิปัสสนาเป็นการใช้ปัญญา(ระดับภาวนามยปัญญา) ดับเสียซึ่งความหลง หรืออวิชชานี้อย่างถาวร

ดับเสียซึ่งความมีตัวตนของเรา

ต่อเมื่ออวิชชาดับไปจนหมดสิ้นเท่านั้น โลภะและโทสะจึงจะไม่มีเหลืออีกเลย

A2: บุญจากการให้ธรรมะแก่ผู้อื่นจัดเป็นธรรมทาน เป็นทานบารมีที่สูงสุดเหนือทานประเภทอื่นๆ - สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ - การให้ธรรมะเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง เพราะทำให้คนเกิดปัญญาและละทิ้งบาปอกุศลทั้งปวงได้

การชักชวนให้ผู้อื่นไปปฎิบัติธรรมก็สามารถสงเคราะห์ได้ในข้อนี้ คือทำให้คนปฏิบัติจนเกิดปัญญา สามารถพาตนเองให้พ้นทุกข์ในที่สุด

แต่ก็ยังจัดอยู่ในทานกุศล ไม่สามารถทำให้ตัวเราพ้นจากบาปอกุศลของตนเองได้

มีแต่การปฎิบัติภาวนาด้วยตนเองเท่านั้นที่จะเป็นกุศลสูงสุดสำหรับตัวเราเอง

เพราะการปฎิบัติภาวนา จะทำให้เราเกิดปัญญาขึ้นเป็นลำดับ

เกิดการละ การวาง การปล่อย

เกิดความสุขสงบขึ้นในจิตใจ เป็นลำดับ เมื่อกิเลสค่อยๆลดลง

และในที่สุดเราก็จะพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงเมื่อจิตไม่เหลือกิเลส ไม่เหลือความไม่บริสุทธิ์ใดๆในจิตอีกต่อไป