← 🍃ธรรมมรรคา
26815 เม.ย. 69อ่าน ~7 นาที

การบริจาค แนวทางท่านอาจารย์โกเอ็นก้า เป้าหมาย 5 ประเด็น

แนวทางที่อาจารย์วางไว้เกี่ยวกับการบริจาคทานในแนวทางของเรา ดังนี้

🌿แก่นหลักของการปฏิบัติแนวที่ท่าน อจ สอน คือ “ความบริสุทธิ์ของเจตนา”🌿

จากเป้าหมายนี้ของท่าน อจ โกเอ็นก้า อจ ขอสรุปเป็นประเด็นหลักๆตามนี้ค่ะ

🌿ประเด็นที่ 1.
การให้ ในแนวทางเรา ต้องมาจาก “ปัญญา & ศรัทธาแท้” เท่านั้น

เป็นแนวทางที่ยึดหลัก “ทานแบบบริสุทธิ์” คือ “ให้เพราะเข้าใจคุณค่าเอง” ไม่ใช่:
▪️ให้เพราะถูกชวน
▪️ให้เพราะเกรงใจคนชวน
▪️ให้เพราะรู้สึกกดดันจากสังคมรอบข้าง

เพราะถ้ามีการ “บอกบุญ” ผู้บริจาคอาจเกิดความรู้สึกกดดันลึกๆในจิตได้ เป็น subtle pressure ซึ่งทำให้ทานของเขาไม่บริสุทธิ์ 100%

🌿ประเด็นที่ 2.
แนวทางนี้ ป้องกันการเกิดสังขารแบบ “โลภะแฝง” ในกลุ่มผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องในองค์กร อาจารย์ผู้ช่วย กรรมการ เจ้าหน้าที่

เพราะถ้ามีการเปิดให้เรี่ยไรแบบที่ทำกันตามวัดทั่วไป หรือที่องค์กรกุศลอื่นๆ ทำกัน

🌱อาจทำให้ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับงานเกิดแรงจูงใจแฝง อย่างไม่รู้ตัวได้ เช่น เกิดความอยากให้ได้ทุนให้พอ

🌱ตามวัดหลายแห่งอาจเกิดการที่พระสงฆ์บางท่าน กรรมการวัดบางคน เจ้าหน้าที่วัดบางคน ไป favor ผู้บริจาคที่บริจาคมาก ไป favor ผู้ที่มีฐานะร่ำรวย ผู้มีขื่อเสียงอิทธิพล ฯลฯ

ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางของท่าน อจ ที่งานธรรมะเป็นงานอาสาสมัครล้วน เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ธรรมะอย่างบริสุทธิ์

แนวทางของท่าน อจ สามารถตัดวงจร “ธรรมะ กลายเป็นธุรกิจ” ออกไปได้ทั้งหมด

🌿ประเด็นที่ 3.
การวางหลักการการรับบริจาค ที่ผู้เข้าอบรมต้อง “รับธรรมะก่อนจึงบริจาค”

ด้วยการเข้าปฏิบัติให้ครบ 10 วันก่อนจากนั้น เมื่อมีศรัทธา มีปัญญา จึงค่อยตรองเอาเอง
เมื่อตัดสินใจบริจาค ก็จะมีเจตนาที่ถูกต้อง ที่เกิดเจตนาที่เกิดจากศรัทธาและจากปัญญา ใจของผู้ทำทานย่อมเต็มเปี่ยมด้วยกุศลบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

นี่คือการที่ท่าน อจ ให้ประโยชน์และธรรมะที่สูงที่สุดแก่ผู้บริจาค
ทำให้ทานของเขาไม่เป็นเพียงบุญทั่วไป แต่เป็น “ทานบารมี” อย่างแท้จริง

ทั้งนี้เพราะ คนที่ยังไม่เคยปฏิบัติ ย่อม “ยังไม่รู้จริง” ว่าธรรมะปฏิบัตินี้ มีคุณค่าแค่ไหน
จนกว่าจะ “ผ่านประสบการณ์ตรง” ด้วยตนเองก่อน

ทานนี้จึงเกิดจาก “ปัญญา” ไม่ใช่ศรัทธาแบบงมงาย

🌿ประเด็นที่ 4.
การจัดการเช่นนี้ ยังเป็นรักษาความเท่าเทียมกันด้วย เพราะถ้ามีการเรี่ยไร มักทำให้คนรู้สึกกดดันว่า “ต้องจ่าย”

หากมีความกดดันนี้ อาจมีผลทำให้คนที่ขัดสน ไม่กล้าเข้าคอร์ส ทำให้เขาพลาดโอกาสได้รับธรรมะไป

ดังที่ท่าน อจ ทำให้เราเข้าใจชัดเจนว่า ขอให้ผู้คนทั้งหลายมีโอกาสเข้ามาปฏิบัติกันก่อนเถิด ไม่ว่าเจตนาแรกของเขาเหล่านั้นจะเป็นเพราะที่นี่มีอาหารให้ทานฟรีก็ตาม

นี่เป็นวิธีการที่ทำให้ทุกคนที่เข้ามาปฏิบัติมีความเท่าเทียมกันหมด ใครจะเป็นใครอยู่สถานะไหน ตำแหน่งอะไร เป็นใครในสังคมก็ตาม ก็นั่งเหมือนๆกัน พักห้องพักแบบเดียวกัน กินอาหารเหมือนกัน

🌿ประเด็นที่ 5.
ผลในทางธรรมะ
สิ่งที่มีคุณค่ามากๆ อีกประการในการวางวิธีการรับบริจาคเช่นนี้ คือผลในทางธรรม เพราะเมื่อไม่บอกบุญ ไม่เรี่ยไร ย่อมเป็นการที่ไม่เข้าไปแทรกแซงกรรม (กรรม แปลว่า การกระทำ) ของคน กล่าวคือ ไม่ก่อให้เกิดการสร้างสังขารในใจของผู้บริจาค

เพราะการชวนให้คนทำบุญ เท่ากับได้เข้าไปมีส่วนใน ”เจตนา“ ของเขาไปด้วย
ทำให้เขาอาจทำด้วยเจตนาแฝงที่ ”อยากได้“ อะไรบางอย่าง เช่น ชื่อเสียง หน้าตา ความมั่งคั่ง ฯลฯ
หรือ แม้แต่เจตนา ‘ทำเพราะอยากได้บุญ’ หรือ ‘ทำเพราะอยากปฏิบัติให้ได้ผล‘ ก็ยังคงเป็น “ความอยาก“ อันเป็นสังขารด้านโลภะ เจตนาก็ยังคงไม่บริสุทธิ์ 100%

ผลของทาน ก็จะด้อยลงมาตามระดับความไม่บริสุทธิ์ของเจตนาไปด้วย

นี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์วางไว้อย่างลึกซึ้งมากในการให้ธรรมะของท่าน ทำให้ผู้บริจาคได้รับประโยชน์ในจิตสูงสุด

แนวทางเกี่ยวกับการรับบริจาคจึงต้อง ไม่มีการชี้นำ ไม่มีการ push แต่มุ่งให้ผู้ที่คิดจะบริจาค ต้องเห็นธรรมะ → เข้าใจธรรมะ → และตัดสินใจเพราะมีธรรมะ

หลักๆ คือ ”ธรรมะ จะต้องไม่ถูกแลกหรือลดคุณค่าด้วยเงิน และทานต้องเกิดจากอิสรภาพของจิต 100%”

ผลที่เกิดขึ้นคือ
▪️ผู้บริจาคได้ฝึก “ปล่อยวางเงิน”
▪️ผู้ทำงานในองค์กรทุกคนได้ฝึก “ไม่ยึดในเงิน”
▪️และผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนและกรรมการได้ฝึก “ไม่ยึดในอำนาจหรือตำแหน่ง” ซึ่งคือ การไม่ก่ออัตตา

ซึ่งเมื่อพิจารณาตามแนวทางที่ท่าน อจ วางไว้ตลอดสายแล้ว นี่เป็นขบวนการปฏิบัติธรรมแบบ ‘ทั้งระบบ‘ เลย ไม่ใช่แค่การปฏิบัติในขณะนั่งสมาธิอย่างเดียว

15 เม.ย. 69
รายชื่อหัวข้อทั้งหมด
https://sites.google.com/view/list-question