บริจาคเงินให้ศูนย์ฯ ในช่วงปิดศูนย์ฯ ได้บุญไหม
A: ถามได้ดีค่ะ พี่สรุปแบบคร่าวๆนะคะ
ก่อนอื่น พึงทราบว่า บุญเกิดที่ ‘จิต’ ค่ะ
จิตที่เป็นกุศล ก็จะเกิดบุญแล้วค่ะ เช่น จิตมีเมตตา จิตมีศรัทธา(อย่างถูกควร)
การทำความดีด้วยจิตที่เป็นกุศล บุญจึงจะเกิดได้
ถ้าทำความดีที่เป็นเพียงกิริยาอาการ เป็นเพียงพฤติกรรมเฉยๆ
แต่ใจไม่เป็นกุศลไปด้วย บุญไม่เกิดค่ะ หรือเกิดน้อยมาก
บางทีเกิดบาปด้วยซ้ำ ทั้งๆที่กิริยาเป็นการทำบุญ เช่น ใส่บาตรใจนึกตำหนิพระ ใส่บาปโดยใจไม่เคารพทานไม่เคารพพระ บริจาคสิ่งของด้วยจิตหวังสร้างภาพพจน์ตนเอง กล่าวคำพูดอ่อนหวานชื่นชมคนอื่นด้วยหวังประจบเอาหน้า เป็นต้น
ส่วนบุญจะมากน้อยอย่างไร ขึ้นกับจิตประกอบด้วยอะไรบ้าง ขณะที่ทำความดีนั้นๆ เช่น ศรัทธา ปัญญา เมตตา สติ กรุณา ฯลฯ
ถ้าจิตขณะทำบุญประกอบด้วย ศรัทธา บุญก็เกิดด้วยศรัทธากุศล
ถ้าจิตตอนทำบุญประกอบด้วยปัญญา บุญก็เกิดเป็นปัญญากุศล
เป็นต้น
ยิ่งจิตประกอบด้วยกุศลหลายตัวในขณะทำความดี บุญก็มากขึ้น
ยิ่งจิตเกิดปีติโสมนัสมากในการทำความดีนั้นๆ บุญก็เกิดมากขึ้นตามไปด้วย
ยิ่งจิตมีความเป็นกุศลอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนานมาก บุญก็เกิดมากขึ้นยาวนานตามไปด้วย
กระนั้นก็ดี การบริจาคให้วัดวาอาราม ควรบริจาคด้วยปัญญา และมีความละเอียดถี่ถ้วนค่ะ
มีวัดไม่น้อยที่ก่อสร้างอาคารต่างๆขึ้นมากมาย บางครั้งมีภิกษุอยู่เพียงไม่กี่รูป และไม่มีศาสนกิจมากที่จำเป็นต้องมีอาคารมากมาย
พระภิกษุเองก็ดูแลอาคารเหล่านี้ไม่ไหว อาคารก็ไม่ได้ถูกใช้สอย กลายเป็นอาคารร้างเป็นที่อาศัยของนกพิราบและสัตว์ต่างๆในที่สุดอาคารก็ผุพังเสื่อมสลายลงตามกาลเวลา
กรณีเช่นนี้ควรพิจารณาให้ถี่ถ้วน และควรหารือกับท่านผู้ต้องการก่อสร้างเหล่านั้นด้วยจิตเมตตา
การที่เราจะทำบุญการก่อสร้าง จึงพึงมีความละเอียดพิจารณาด้วยปัญญาเสมอ
การสร้างอาคารที่ได้ใช้สอยเพื่อประโยชน์สุขของผู้คนให้ได้ธรรมะ ให้คนได้มาทำความดี ให้คนได้มีความสุขกายใจ ย่อมเป็นสิ่งที่ได้บุญมาก
และยิ่งเมื่อสถานที่นั้นๆได้เกิดประโยชน์ต่อเนื่องไป เราก็จะได้บุญในจิตทุกครั้งที่ระลึกถึง
ในส่วนของศูนย์ปฏิบัติ ถ้าเป็นศูนย์ที่มีการจัดการอบรมตลอดเวลาอย่างที่ศูนย์ทางนี้เป็นอยู่นั้น ประโยชน์ใช้สอยของอาคารสถานที่ จะเกิดตลอดเวลาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยค่ะ การบริจาคทุกบาทได้ถูกนำมาใช้สอยด้วยการพิจารณาที่ละเอียดถี่ถ้วน
หากเป็นช่วงที่ไม่มีการจัดอบรม เงินบริจาคก็ถูกเก็บไว้เพื่อการอบรมในวันหน้า
ขณะนี้ที่บางศูนย์ ทางการยังไม่ให้จัดการอบรม ก็เป็นการชั่วคราว แต่สถานที่เหล่านี้ จะได้ยังคงรับการดูแลสม่ำเสมอ(จากผู้ปฏิบัติเก่า)เพื่อเตรียมรองรับการจัดอบรมทันทีที่สถานการณ์ดีขึ้น ดังนั้นเงินบริจาค ย่อมถูกใช้สอยอย่างระมัดระวังเพื่อประโยชน์สูงสุด
แต่อย่างที่กล่าวมาแล้ว บุญที่เกิดกับผู้บริจาคย่อมแตกต่างกัน แม้ยอดบริจาคจะเท่ากัน บุญก็ไม่เท่ากันค่ะ
บุญขึ้นอยู่กับ ‘จิต’ ของคนแต่ละคนในสามกาล (ก่อน ขณะ หลัง)
ว่า …จิตเป็นกุศลมาก เป็นกุศลน้อย เป็นบุญบาปผสมกัน หรือไม่เป็นบุญทำไปงั้นๆเอง หรือจิตเป็นบาป
ส่วนในแง่ว่า บุญขึ้นกับประโยชน์ของการใช้สิ่งของเหล่านั้นไหม ถูกค่ะ
การให้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เราก็ต้องแยกแยะให้ถี่ถ้วนขึ้นอีกชั้น
การให้ของพึงพิจารณาสิ่งของให้เกิดคุณประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับนั้น คือการใช้ปัญญาค่ะ
กระนั้นก็ดี ของบางอย่างอาจไม่เป็นประโยชน์ต่อคนรับ แต่ถ้าเป็นของที่มีประโยชน์ในตัวของมัน คนรับก็สามารถยกให้ผู้อื่นให้ใช้ประโยชน์ต่อไปได้ค่ะ
ตราบใดที่เราไม่ให้สิ่งของที่เป็นโทษ หรือของที่ไร้ประโยชน์จริงๆ และเราให้ด้วยจิตปรารถนาดี การกระทำนี้ย่อมเป็นบุญค่ะ
ของเป็นโทษ เช่น สุรา อันนี้ถือว่าวัตถุทานที่ให้เป็นบาปในตัวค่ะ อันนี้การให้คือบาปค่ะ เพราะจิตประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ
Q: ศรัทธากุศล กับ ปัญญากุศล อาจารย์ช่วยเมตตาขยายความตรงนี้ได้มั้ยครับ ระดับปัญญาผมน้อยผมตีความไม่ถูกต้องจริงๆ
A: คำเหล่านี้ พี่ใช้เพื่อใช้ในการอธิบายยกตัวอย่างค่ะ เพื่อสื่อว่า จิตที่เป็นกุศล เกิดได้หลากหลายชนิด
จิตจะเป็นกุศลประเภทไหน ก็อยู่ที่จิตขณะนั้นเป็นจิตที่ประกอบด้วย ‘ความดีงาม’ ตัวไหนอยู่
ตัว ‘ความดีงาม’ ที่ประกอบในจิตนี้ บาลีเรียกว่าโสภณเจตสิก
เป็นเครื่องประกอบจิตทำให้จิตเป็นกุศลจิตขึ้นมาได้
เครื่องประกอบจิต ‘ฝ่ายดีงาม’ นี้นั้นมีหลายชนิด อย่างที่กล่าวยกตัวอย่างไปบ้างแล้ว
ได้แก่ ศรัทธา ปัญญา สติ หิริ โอตตัปปะ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ฯลฯ
ถ้าจิตเรามี “ศรัทธา” ประกอบ จิตจะเกิดกุศลเนื่องด้วย “ศรัทธา” นี้
เมื่อทำความดีด้วยจิตนี้ จิตจะมีความอิ่มใจ สุขใจ ปีติในความดีที่กระทำนั้นๆ
ตัวอย่าง เช่น ถ้าเรามีศรัทธาต่อพระสุปฏิปันโน เมื่อเราได้มีโอกาศถวายภัตตาหาร/ไทยทานแด่ท่าน จิตเราก็จะอิ่มเอิบเกิดปีติ เกิดความสุขอย่างยิ่ง จิตที่ทำบุญเช่นนี้จึงทำให้เป็นบุญที่มีคุณภาพสูง เพราะจิตมีคุณภาพสูงด้วยศรัทธามาประกอบ
เสริมนิดเรื่อง ศรัทธา
เราต้องเข้าใจคำว่า ศรัทธาในทางพระพุทธศาสนาให้ถูกต้องด้วย ซึ่งจะต่างจากคำว่าศรัทธาที่เราใช้ๆกันในภาษาโลกทั่วไป ศรัทธา ที่เป็นตัวกุศลนี้ ต้องเป็นศรัทธาที่ตั้งอยู่บนความเห็นที่ถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ) เท่านั้น
ส่วนการทำความดี ด้วยจิตที่ประกอบด้วย “ปัญญา” นั้น มีหลายระดับ ตามขั้นของปัญญาที่เราไปถึง
ยิ่งเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญาขั้นสูง จิตยิ่งเกิดกุศลขั้นสูงด้วย ปัญญาขั้นสูงสุดย่อมนำไปสู่นิพพาน
คนบริจาคโดยใช้ปัญญา ขั้นพื้นฐานก็เช่น รอบคอบในการเลือกวัตถุทานที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลเขา, ใช้วัตถุทานที่บริสุทธิ์ปราศจากบาป (ไม่ไปปล้น ไปโกงมา), สรรหาวัตถุทานที่มีความประณีต เป็นต้น
กุศลที่เกิด ย่อมมากกว่าการสักแต่บริจาคไปโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ไต่อคนรับ ให้ของที่เราได้มาอย่างไม่ชอบธรรม หรือให้ของไม่ดีไม่ได้คุณภาพ ของหยาบ
ส่วนการใช้ปัญญาในการทำความดีขั้นสูง เช่น ขณะที่กำลังทำความดีอยู่นั้น จิตสงบนิ่งปล่อยวางสนิทด้วย”ปัญญา”ในไตรลักษณ์ เข้าถึงความไม่มีไม่เป็นของสรรพสิ่ง ขณะนั้น ไม่ว่าจะกำลังความดีประเภทใดอยู่ ความดีนั้นย่อมบริสุทธิ์ มีคุณภาพสูง เพราะเป็นความดีที่ทำด้วยจิตที่ปราศจากกิเลสครอบงำ เหล่านี้เป็นต้น
ขอยกตัวอย่างแค่สองตัวนี้ คือ ศรัทธา กับ ปัญญา พอสังเขปเท่านี้นะคะ
จริงๆแล้วทุกๆตัวมีความลึกซึ้งมากมายที่เราควารู้ค่ะ การทำความดีต่างๆของเราไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหนกลับสามารถมีพลังกุศลที่สูงมาก
เรื่องนี้คุยกันได้ยาวค่ะ แต่พอพิมพ์คงต้องจำกัดเพียงเท่านี้