← 🍃ธรรมมรรคา
1597 ส.ค. 64อ่าน ~7 นาที

ควรทำเช่นไร หากจิตกระเพื่อมไหวด้วยความไม่พอใจ

❓ ปุจฉา (คำถาม)
หนูรับรู้จิตของตัวเอง ที่กระเพื่อมรุนแรง มากน้อย ทุกครั้งเมื่อรับรู้สิ่งที่ไม่ถูกใจตัวเอง แล้วหนูก้อเลยพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ให้ตัวเองได้มีโอกาสรับรู้ สิ่งที่ไม่ถูกใจ เช่น ไม่เจอคนที่ไม่ชอบ ไม่อ่าน ไม่ฟังข่าว ที่รู้ว่าจะทำให้จิตไม่สงบ เป็นทุกข์

ต่อมาหนูรู้สึกว่า การหลีกเลี่ยงแบบนี้ ไม่น่าจะถูกต้อง เราต้องอยู่ให้ได้ ท่ามกลางสิ่งที่ไม่ชอบ โดยจิตไม่กระเพื่อมอย่างรุนแรง หรือถ้ากระเพื่อม ก้อสงบลงในเวลาไม่นาน

หนูเลยเริ่มนำพาตัวเองเข้าไปในความสับสนที่เคยหลีกเลี่ยง และ พยายามอยู่อย่างเข้าใจ และทำใจ และวางลง ให้ได้ ..

บ่อยๆเข้า จิตก้อกระเพื่อม แบบไม่เด้งสูง .. ไม่รุนแรงเหมือนแต่ ก่อน.. (อาจเป็นเพราะเคยชิน หรือเปล่าค๊ะ)

บางครั้ง จิตก้อเด้งสูงเหมือนเคย ๆ แต่พอรู้ตัว ก้อจะค่อยๆ เบาลง ค่ะ

แบบนี้ถูกต้องหรือเปล่าคะ

กราบรบกวนอาจารย์เมตตาชี้แนะ ว่าหนูควรทำอย่างไรต่อไปค่ะ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: การรับรู้ว่าจิตตนเองกระเพื่อมไหวด้วยความไม่พอใจ เกิดจากสำนึกจาก ‘สติ’ ค่ะ

คนทั่วไปที่ไม่ได้เคยฝึกสติมาก่อน จะไม่รับรู้ว่าภายในจิต กำลังมีการกระเพื่อมไหวรูปแบบใดแบบหนึ่งอยู่

เขาจะถูกรุมเร้าด้วยความโกรธนั้นเต็มที่ โดยไม่รู้สึกตัว

เขาจะถูกเผาลนด้วยความโกรธนั้น จนกระทั่งการเผาลนนั้น เผาเขาจบคอร์สของมันไปเอง ถึงจะคลายตัวจากความโกรธลงได้

หรือ จนกว่าจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ความโกรธนั้นหยุดลง หรือเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น


คนที่เคยฝึกสติ จะต่างไป

สติที่ถูกฝึกแล้ว จะเป็นตัวยับยั้งความชั่วร้าย หรืออย่างน้อยก็บั่นทอน ทำให้มันหยุดก่อนที่มันดำเนินไปจนจบครรลองของมัน

ทั้งนี้ขึ้นกับว่า มีสติเข้มแข็งมากแค่ไหน

สติที่ยิ่งเข้มแข็ง จะยิ่งสามารถยับยั้งขบวนการก่อหวอดของกิเลสในจิตได้เร็วขึ้น สติที่เท่าทันนั้นจะรับรู้ถึงสิ่งที่มากระทบทางทวารต่างๆได้ไว เช่น มีสิ่งใดกระทบตา สติก็รู้อยู่ที่ตรงนั้น

ที่เร็วมาก ที่ไวตั้งแต่ขั้นตอนการรับรู้สิ่งกระทบ และมีปัญญา

การที่หนูรู้ตัวว่าจิตมีการกระเพื่อมไหว มีความไม่พอใจเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ดี แสดงว่าเราถูกเตือนด้วยสติแล้ว

เมื่อสติเตือนให้รู้ว่าจิตเสียสมดุลแล้ว

หน้าที่ของเราในฐานะผู้ปฏิบัติ ก็จะต้องใช้วิธีการต่างๆที่ทำให้จิตกลับมาสู่สมดุลให้เร็วที่สุด


ส่วนทางเลือกว่า จะหลีกเลี่ยง หรือจะอยู่เผชิญหน้า กับสิ่งที่ทำให้จิตกระเพื่อมไหวนั้น เราอาจเลือกไม่ได้ถ้าวิบากไม่ดีมันถึงจังหวะส่งผล จึงทำให้เราต้องถูกสิ่งไม่น่าชอบใจมากระทบอย่างเลี่ยงไมได้


แต่เราสามารถใช้วิบากแย่ๆเหล่านั้นมาฝึกจิตเรา พัฒนาจิตของเราให้เราสูงขึ้น แกร่งขึ้นในคุณความดีต่างๆ มั่นคงขึ้นในกัศลธรรม มีสติขึ้น เป็นต้น


แต่การหันหน้าไปหาวิบากเองนี่ พี่ก็ไม่คิดว่าจำเป็นนะคะ ให้เป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า สิ่งใดส่งผล เราก็ใช้ประโยชน์จากมันไป ถ้ามันไม่ได้ส่งผล ก็ไม่ต้องแกว่งนิ้วไปหาเสี้ยนนะคะ


ไม่แนะนำให้เอาตัวเอาใจเข้าไปในสถานการณ์ที่เป็นอโคจรของเรานะคะ เช่น ปกติเราไม่ไปในที่ๆทำให้เราเสียความดีของเรา (เช่น ไม่ไปบ่อนการพนัน ไม่ไปบาร์คลับที่ผิดศีล)

ในที่นี้เราอยู่กันแต่ในบ้าน การเสพข่าวสารบางประเภททางมีความเท็จมากกว่าความจริง ข่าวสารเหล่านี้จึงจัดเป็นที่อโคจรของจิตเราค่ะ

เสพแล้วเสียความดี เสพแล้วใจยิ่งบาป


นอกจากนั้น กระแสข่าวเหล่านี้มีคลื่นความสั่นสะเทือนที่หม่นหมอง และเร่าร้อนมาก ตอนส่งก็ส่งออกมาจากจิตที่หม่นหมองด้วยกิเลส ด้วยบาป ทำให้เกิดเป็นกระแสคลื่นร้อนๆรอบตัวเรา

บางคนหย่อนการทำความดี หยุดสร้างกุศล ไม่สวดมนต์ภาวนา ไม่ปฏิบัติ ปล่อยจิตให้คิดไม่ดีต่างๆ ฯลฯ ใจว้าวุ่นหวาดผวาเสียความสุขเย็นในจิต

อันนี้ก็ต้องมีสติให้มาก ต้องใช้ชีวิตให้ฉลาด

อย่าให้ความหวาดกลัวครอบงำ


ความกลัวคือโทสะกิเลสที่มีกำลังแรงมาก ที่กลัวเพราะรัก ‘ตัวเอง’ มาก ที่กลัวเพราะมีความเกลียดชังรุนแรงต่อสิ่งที่อาจทำร้าย ‘ตัวเอง’

ความกลัวจึงมีผลให้เราไปประทุษร้ายชีวิตอื่น ด้วยเหตุผลว่าปกป้องตนเอง ความกลัวทำให้เราหวาดระแวงคนอื่น ความกลัวทำให้เรารังเกียจผู้อื่น ความกลัวจึงเป็นโทสะที่รุนแรง ขอให้ระวังระไวเรื่องนี้ด้วย เดี๋ยวนี้กระแสข่าวมีผลทางการกระตุ้นความกลัวมากขึ้นทุกวัน


ขอให้ใช้ชีวิตให้ดีๆนะคะ ใช้ปัญญาให้มาก

รักษาความสุขสงบของจิตไว้