← 🍃ธรรมมรรคา
1587 ส.ค. 64อ่าน ~11 นาที

สัมมาทิฏฐิ ต่อกระแสข่าวทางโลก

❓ ปุจฉา (คำถาม)
อยากตรวจสอบอารมณ์และความคิดตนเอง ว่าอย่างไรคือมิชฉาทิฐถิหรือสัมมาทิฐถิ ท่ามกลางความขัดแย้งที่เลือกข้างเลือกฝ่าย คิดว่าน่าจะเป็นกันส่วนใหญ่ รวมทั้งในกลุ่มนี้ เมื่อเราได้รับฟังข่าวและกระทบกับทั้งความรู้สึกและความเชื่อจากข้างไหนก็ตาม เราเกิดความขุ่นมัว แสดงว่าเรากำลังวางใจไม่ถูกต้องหรือเปล่า เราจะเอาความขัดแย้งเหล่านี้มาตรวจสอบความก้าวหน้าในการปฏิบัติได้อย่างไร

อย่างไรเรียกสอบผ่าน อย่างไรเรียกสอบตกคะ เพื่อเป็นแนวทางในการฝึกสติตนเองค่ะ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: ต้องขอแยกอธิบายเป็นประเด็นนะคะ อาจไม่เรียงตามลำดับคำถามมานะคะ


เรื่องแรกขอยกตรงคำถามที่ว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางความเห็นต่างๆ ที่กระทบจิตให้หวั่นไหว ไม่ว่าจะเป็นความขุ่นมัว หรือความพึงพอใจ นั้นแสดงว่าเราวางใจไม่ถูกหรือไม่

ความเห็นในโลกที่เป็นกันอยู่นั้น เป็นเรื่องของความเชื่อ การสั่งสมประสบการณ์ทุกๆด้าน การเรียนรู้ การศึกษา สภาพแวดล้อม สังคม ครอบครัว ฯลฯ ที่หล่อหลอมให้บุคคลหนึ่งๆมีพื้นความคิดเห็นแบบของตน ซึ่งไม่เหมือนกัน ต่อให้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมเดียวกัน

ในทางพุทธ คือ ขบวนการสั่งสมสังขารต่างๆในจิตของเราแต่ละคน ตั้งแต่อดีตชาติเนิ่นนานมาจนถึงปัจจุบัน ขอใช้คำว่าสังขารเป็นภาพรวมๆนะคะ ขอไม่แยกอธิบายคำนี้

เราทุกคนเป็นส่วนผสมของการสั่งสมสังขารต่างของเราเอง

ทั้งบุญทั้งบาป ทั้งในแง่การกระทำกรรม และในแง่ของการสั่งสมกิเลสจนเป็นอุปนิสัยต่างๆ

เราจึงเป็นคนเช่นนี้ มีนิสัยแบบนี้ มีความชอบแบบนี้ มีความเห็นแบบนี้ มีความสามารถแบบนี้ มีความอ่อนแอหรือเข้มแข็ง ความขลาดหรือองอาจ ความมุทะลุหรือรอบคอบ ความแข็งกร้าวหรืออ่อนโยน ความฉลาดหรือเขลา ความถือตัวหรือถ่อมตัว ความเพียรหรือเกียจคร้าน ฯลฯ สารพัดที่บรรจุในตัวเรา

เรามีทุกอย่างเป็นส่วนผสมในตัว มากน้อยขึ้นกับเราบ่มเพาะอะไรไว้มากน้อยอย่างไร

เป็นภาพวาดสีน้ำมันที่เต็มไปด้วยสีสันต่างๆ มีทั้งสีบริสุทธิ์อ่อนโยน สีที่สดใสสวยงามและสีที่แข็งกร้าว หม่นหมอง มืดมน อยู่ที่ว่าแต่ละครั้ง เราจะปาดสีอะไรลงไปในภาพ ทุกครั้งที่เราปาดสีแห่งความมืดมนลงไป ภาพก็จะเปลี่ยนไป ถ้าปาดซ้ำๆๆๆ ในที่สุดภาพทั้งภาพก็จะมืดมนลงไปเรื่อยๆ

ปฏิกิริยาของเราต่อสิ่งต่างๆ ก็เพราะจิตเป็นภาพสีอะไร คนที่มักคิดลบๆเสมอ จิตมักระแวง มืดมน เมื่อมีสิ่งภายนอกมากระทบ ย่อมมีปฏิกิริยาแตกต่างจากคนที่จิตเป็นภาพสีที่อ่อนโยน

การมีปฏิกิริยาของเรา จึงขึ้นกับกิเลสที่ฝังรากลึกอยู่ในใจเรานั่นเอง


เมื่อมีสิ่งมากระทบจากภายนอกทางทวารต่างๆ เช่น ทวารตาเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้เป็นภาพเดียวกัน แต่ละคนกลับมีปฏิกิริยาต่างกัน บางคนชื่นชม บางคนรำคาญ บางคนขัดใจ บางคนเฉยๆ ฯลฯ

หรือเมื่อมีเสียงมากระทบที่ทวารหู เช่น มีข่าวสาร มีเรื่องราวต่างๆ ก็มีปฏิกิริยาต่างกัน บางคนชื่นชม บางคนรำคาญ บางคนขัดใจ บางคนเฉยๆ ฯลฯ


ทำไมจึงต่างกันเช่นนี้ และใครถูก ใครผิด

สิ่งแรกคือ เรื่องที่ได้ยินมานั้น ภาพที่เห็นอยู่นั้น ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดของมัน เพราะมนุษย์เรารับรู้สิ่งต่างๆได้อย่างจำกัด คือรับรู้ได้เท่าที่ความสามารถแต่ละคนจะเข้าถึงได้เท่านั้น เราจึงไม่เคยรู้ความจริงทั้งหมด

การตีความที่เกิดขึ้น จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความจริงทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจของเราแต่ละคนที่สั่งสมอะไรกันมา และเรามีสีสันอะไร เราจึงโน้มเอียงไปในทางต่างๆ มีความเห็นต่างๆ ฯลฯ

การที่ความเห็นแตกต่างกัน จึงเป็นเรื่องปกติ

ส่วนความเห็นใดถูก ความเห็นใดผิด ไม่ใช่แค่ดำกับขาวสองสีเท่านั้น แต่มีสีระหว่างดำไปถึงขาวอีกนับเฉดไม่ถ้วน ตั้งแต่ดำสนิท ดำอ่อน เทาเข้ม เทา เทาอ่อน ไปเรื่อยๆจนขาวใส

จึงไม่มีใครถูกทั้งหมด และไม่มีใครผิดทั้งหมด ในเรื่องความเห็นต่อข่าวสารที่กระทบเราอยู่ทุกวันทางโลก


สิ่งที่เราพึงกระทำให้มากคือ หมั่นรักษาจิตให้สะอาด สว่าง สงบไว้ให้มากที่สุด ไม่หวั่นไหวไปกับกระแสโลก รับฟังแต่น้อย และไม่เอาตัวเราไปตัดสินเรื่องราว หรือตัดสินผู้คน

แต่มองให้ถึงที่สุดว่า มันไม่ได้มีแก่นสารอะไรให้เราต้องเสียจิตแม้สักนิด สู้เราเอาเวลา เอาจิตไปทำสิ่งที่ดีๆ สิ่งที่ยังประโยชน์ตน ยังประโยชน์ผู้อื่น ให้เราเป็นสุข ให้เขาเป็นสุข ย่อมดีกว่าไปจมอยู่กับสิ่งที่ทำให้จิตเราเป็นทุกข์ และทำให้คนอื่นเป็นทุกข์


ปัจจุบันข่าวสารมีแต่เรื่องที่บั่นทอนสุขภาพใจ หากเรายิ่งหวาดกลัว ยิ่งหวั่นไหว เราจะถูกกระแสทั้งเร่าร้อนทั้งมืดมนเหล่านั้นกระชากเราลงต่ำไปเรื่อยๆ


ส่วนที่ว่าจะเป็นสัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐินั้น ความเห็นถูกในทางพุทธ คือ การเชื่อเรื่องกรรมมีจริง ผลของกรรมมีจริง อดีตของเราที่นานกว่าชีวิตนี้มีจริง อนาคตที่เลยภพชาตินี้มีจริง ฯลฯ เป็นความเห็นที่ทำให้เราหมั่นสร้างกุศล และละบาป จึงเป็นสัมมาทิฏฐิ

การทำความดี สร้างกุศล การพัฒนาจิตให้สูง การละบาป อยู่ในศีล เหล่านี้เป็นการกระทำอันเกิดจากจิตที่มีสัมมาทิฏฐิ


ดังนั้นเราจะมีสัมมาทิฏฐิ ต่อกระแสข่าวทางโลก ก็คือเห็นมันเป็นอนิจจัง มันไม่ใช่เรื่องจริง มันไม่ได้เป็นเช่นนี้เสมอ มันมีเหตุปัจจัยที่ทำให้มันเกิดขึ้น มันไม่มีถูกผิดที่แท้ เพราะทุกอย่างมันเป็นสมมติ ที่ตั้งอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง แล้วก็ต้องเปลี่ยนไป

ดังนั้น เราจึงต้องใช้ปัญญา วางใจตนเองให้อยู่เหนือสิ่งเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง ดูมันอยู่ห่างๆอย่างผู้ที่อยู่เหนือมัน ไม่เป็นทาสของมันให้มันจูงเราไปซ้ายไปขวา ไม่ไปข้องแวะเอาตัวไปคลุกกับมันให้แปดเปื้อนจิต


ทำจิตให้ดีไว้ค่ะ

ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับอะไร ร้ายแรงขนาดไหน ถ้าจิตเราดีงามจริงๆ เราก็อยู่ได้ดี ถ้าต้องพลัดพรากจากไป เราก็ไปด้วยดี


ประเด็นสุดท้าย ที่ว่าเราจะตรวจสอบการปฏิบัติเราได้อย่างไร ที่ว่าสอบผ่านหรือสอบตกนั้น

สำหรับผู้ที่ใฝ่ดี แสวงหาธรรมะ จนถึงขั้นเข้ามาปฏิบัติต่อเนื่องแบบพวกเรา พี่คิดว่าเดินทางถูกอยู่แล้วค่ะ

แต่จิตของเราแม้ปฏิบัติกันแล้ว ต่อให้ปฏิบัติยาวนานหลายสิบปี หรือทั้งชาติ ในเราส่วนใหญ่ ก็ใช่ว่าเราจะไม่มีหลุดนะคะ เพราะกิเลสที่ฝังลึกในจิตของเรานั้นมันเยอะค่ะ

มันสะสมในจิตเรามานานนับชาติไม่ถ้วน ซ้ำเรายังพอกพูนมันทุกวัน ต่อให้เราปฏิบัติธรรมแล้วก็ตาม มันก็ออกไปบ้างบางส่วนเท่านั้นยังเหลืออีกมากมาย ดังนั้นเราย่อมมีหวั่นไหวใจตก

ยิ่งมาอยู่ท่ามกลางกระแสเร่าร้อนมืดมนอย่างปัจจุบัน เรายิ่งเห็นชัด


ถ้าจะดูว่าเราสอบผ่านไหม ก็คงดูที่ใจเรา กลายเป็นอกุศลไหมเมื่อเราถูกกระทบจากสิ่งภายนอก

ทุกครั้งที่ใจเราหวั่นไหวออกไป คือเราเสียสมดุลของจิต เราขาดตัวสติที่รักษากุศลขั้นสูงไว้ในจิต ตอนนั้นคือสอบไม่ผ่าน

ถ้าเรามีใจเป็นกลางๆ มีความเย็นใจเป็นปกติ มีความสงบสุขเป็นปกติ ไม่ว่าจะมีความกดดันใดๆ ใจเราก็ยอมรับมัน และอยู่กับมันอย่างสงบเย็น ไม่กระเพื่อมไหวมาก เราก็สอบผ่านค่ะ

ถ้าใจไปแล้ว เสียศูนย์แล้ว ปรี๊ดแล้ว กลับมามีสติ รู้ตัวและหยุดความเร่าร้อนนั้นได้ ใจกลับมาเป็นปกติสุขอยู่ได้ ก็เหมือนสอบตกแล้วสอบซ่อมจนผ่านได้ค่ะ


ที่พี่เขียนมานี้เป็นภาพรวมๆนะคะ มันมีรายละเอียดเป็นกรณีอธิบายแยกแยะได้อีกมาก ขึ้นกับคำถามเจาะลึกลงไปอีกที