← 🍃ธรรมมรรคา
1573 ส.ค. 64อ่าน ~11 นาที

อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์

❓ ปุจฉา (คำถาม)
กราบเรียนถามอาจารย์ค่ะ ที่หนูได้ยินตลอดจากครูบาอาจารย์พระวัดป่าทั้งหลายว่า อุปาทาน ขันธ์ 5 นั้นคือทุกข์ และในธรรมะบรรยายของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า หนูจำไม่ได้ว่าวันไหน

ท่านอาจารย์ก็บอกว่า ธรรมชาติของเราที่ยังไม่ได้รับการฝึก สังขารจะคอยปรุงแต่ง ชอบ ชัง ต่างๆ เราจึงต้องฝึกอุเบกขา เพื่อจะไม่สร้างสังขารต่อ สังขารก็จะอ่อนกำลังลง ตัวรู้ หรือ วิญญาณนี้ก็จะเข้มแข็งขึ้น รู้ไป ไม่ชอบ ไม่ชัง รู้ไปเฉยๆ

หนูเข้าใจต่อเองว่า เมื่อนั้น เราก็จะคลายความยึดถือ ปรุงแต่ง ต่างๆ ลงได้ เป็นลำดับๆไป หนูเข้าใจถูกไหมคะ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: เรื่องอุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์นั้น พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงในปฐมเทศนาหลังทรงตรัสรู้ ในบทธัมมจักกัปปวัตนสูตร มีกล่าวถึงความสุดโต่งสองทางยังให้เกิดทุกข์

กล่าวถึง การเกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากสิ่งที่รักชอบ ประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบแห่งทุกข์ ฯลฯ ว่า คือทุกข์

ทุกข์ทั้งหมดนี้รวมลงที่ ขันธ์ 5


การมีขันธ์ 5 คือทุกข์

การมีอุปาทาน คือยึด ในขันธ์ 5 คือทุกข์


ขันธ์ 5 คือ ตัวทุกข์

ขันธ์ 5 มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ย่อลงเป็น รูป กับ นาม


รูป คือกายนี้ กายนี้เป็นตัวทุกข์อย่างแท้จริง

มีกาย ก็ย่อมมีป่วย มีเจ็บ มีร้อน มีหนาว

อวัยวะภายใน ภายนอก ของกายนี้ ไม่เคยได้อยู่ดีๆ ไม่คงทน ไม่ถาวร

มีแต่เสื่อมถอยไปทุกเวลา ไม่มีหยุดยั้ง

เสื่อมไป เพื่อไปสู่การดับสูญของมันในแต่ละชาติ

แล้วก็เป็นเช่นนี้ ชาติแล้วชาติเล่า ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร


การที่เราต้องคอยดูแลประคับประคอง ‘รูป’ หรือกายนี้

คอยทำความสะอาด คอยให้อาหาร คอยบำรุง คอยให้ยารักษา คอยกันลมกันแดด คอยหวีสางผม คอยเติมสีสันให้หน้าตา คอยทาผิวพรรณ คอยแต่งองค์ทรงเครื่องให้งามเป็นต่างๆ คอยเฝ้าระวังปกป้องจากสารพัดสิ่งที่ไม่น่าชอบใจเหล่านี้

แท้จริงแล้ว คือ ภาระอันหนักหนา

เราจะดูแลอย่างดีเพียงใด กายนี้ก็ยังคงเสื่อมสลายไป


แต่เพราะเราเคยชิน ด้วยโมหะ ด้วยอวิชชา ที่ปิดบังเราไว้

เราจึงทำสิ่งเหล่านี้ไปด้วยความหลง เป็นความหลงใหลอย่างที่สุด

เราหลงใหล หลงรักตัวเองมากที่สุดยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด


เราลืมความจริงว่ากายคือ ‘ตัวทุกข์’ เป็นตัวภาระ

เราลืมไปว่ากายนี้ไม่เที่ยง ยึดไว้ไม่ได้


ตัวเราที่เรายึดไว้เมื่อขณะที่แล้ว แท้จริงมันได้ก็ดับไปทันทีที่มันเกิดแล้ว มันได้เสื่อมไปแล้ว เปลี่ยนไปแล้ว

แต่ละขณะคือกายใหม่ ที่ต่างไปจากกายเดิมแล้ว เป็นกายใหม่ทุกๆขณะ

ความเปลี่ยนแปลงแต่ละขณะนั้น เราอาจไม่สามารถรับรู้ แต่มันเกิดขึ้นตลอดเวลา

อย่างหยาบๆ วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า เซลล์นับแสนล้านในร่างกาย จะมีตายและมีเกิดใหม่ตลอดเวลา


เรายึดกายด้วย ‘จิต’

จิตที่ยึดเหล่านี้ คือจิตที่ทรงเรียกว่า ‘วิปลาส’

วิปลาสจากความเป็นจริงว่าสิ่งนี้ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนให้ยึดจับไว้

การที่จิตไปยึดกายไว้ ก็คือ ทุกข์

เพราะกายนี้ไม่ต่างกับท่อนไม้ท่อนหนึ่ง เมื่อกายนี้ไม่มีจิต (ตาย)


โดยสรุป ‘รูป’ หรือ กาย หนึ่งในขันธ์ห้า คือ ทุกข์


ส่วน ‘นาม’ หรือ ‘จิต’

คือ ขันธ์ 4 ตัว มี วิญญาณ สัญญา เวทนา สังขาร

ก็เช่นเดียวกัน เป็นทุกข์


นาม แต่ละตัวมีหน้าที่ต่างกัน วิญญาณทำหน้าที่ รับรู้

สัญญาตีความสิ่งที่รู้ เวทนาเสพสิ่งที่รู้ สังขารทำปฏิกิริยาตอบโต้ต่อสิ่งที่รู้

การทำงานรวมกันของจิตนี่เอง ที่ทำให้เราเป็นทุกข์

เมื่อมีสิ่งมากระทบ เช่น ตาเห็นภาพ สัญญาจะตีความว่าน่าใคร่หรือน่ารังเกียจ เวทนาคือความสุข ทุกข์ เฉยๆ ต่อสิ่งกระทบนั้น สังขารคือการตอบโต้เป็นความต้องการหรือการผลักไสสิ่งนั้น


จิตทั้ง 4 ทำงานตลอดเวลาขณะที่ตื่นอยู่ เกิดเป็นบุญ เป็นบาป ด้วยความหลง ความมีอวิชชา

แม้ขณะหลับจิตก็ทำงาน แต่งานที่ทำต่างกัน


เราก็ยึดจิตเป็นของเรา จึงคิดเข้าข้างตนเองเสมอ

เห็นตนเองสำคัญที่สุด เห็นตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ เห็นตนเองดีงาม เชื่อในความคิดเห็นของตนเอง หลงใหลในตนเอง

มีอุปาทานเหนียวแน่นยึดในตนเอง ฯลฯ


เมื่อมีสิ่งมากระทบ ใจเราก็จะตอบโต้ เป็นความชอบใจ ไม่ชอบใจ

ซึ่งคือการสร้างกรรมใหม่ ท่านอาจารย์เรียกว่า ‘สังขาร’


สังขาร มีความหมายต่างกันในแต่ละที่ที่ใช้

ในที่นี้ ท่านอาจารย์พูดถึง ‘สังขาร’ ตัวที่หมายถึง กรรมและวิบาก(ผลของกรรม) ไม่ใช่สังขารขันธ์ ในขันธ์ 5 ที่เป็นส่วนของนาม


ขบวนการของจิตเรา เป็นอยู่เช่นนี้ตลอดเวลาไม่เคยหยุดเลย

รับกระทบ-ตีความ-สุข/ทุกข์/เฉย-ตอบโต้

รับกระทบ-ตีความ-สุข/ทุกข์/เฉย-ตอบโต้

รับกระทบ-ตีความ-สุข/ทุกข์/เฉย-ตอบโต้


เพราะเราถูกขับเคลื่อนด้วยอวิชชา

ตัว “ความไม่รู้” นี่เอง


และ นี่ก็คือการสร้างเหตุ ให้เราไม่มีวันจบสิ้นภพชาติ…

เราต้องกลับมาเกิดแล้วเกิดอีก เพราะเรายังคงสร้างสังขารอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน


การฝึกวิปัสสนา คือการหยุดขบวนการนี้

เป็นทางสายเดียว

เป็นวิธีการเดียว

เมื่อเราฝึกจิต ให้เข้าถึงความเป็นจริงของสรรพสิ่งในโลก

คือ ถึงความเป็น อนิจจัง ของสรรพสิ่ง

ถึงความเป็น ทุกขัง

ถึงความเป็น อนัตตา

จิตเราจะวางลง

จิตจะปล่อยลง

จิตเป็นอุเบกขาต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ

ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นคลอน

สงบอยู่

อุเบกขาที่เกิดด้วยเห็นอนิจจัง จะมีความสงล ความเย็น ความเบา เพราะวางมันลงได้จริงแท้จากส่วนลึกของใจ

อุเบกขาที่เรายังต้องใช้ความพยายามวางให้ลง จะยังไม่สามารถขจัดขบวนการ ‘รับกระทบ-ตีความ-สุข/ทุกข์/เฉย-ตอบโต้’ นี้ได้หมดจดสมบูรณ์

จึงยังหยุดยั้งการก่อตัวของภพชาติไม่ได้อย่างแท้จริง


เมื่อจิตวางลงอย่างสนิทจริงๆต่อสิ่งกระทบในแต่ละขณะ ขบวนการรับรู้ทางวิญญาณ (ด้วยประสาทการรับรู้) ยังเกิดอยู่

แต่ความตีความกลายเป็นเห็นอนิจจังในสิ่งที่กระทบนั้น (เห็นด้วยจิตที่ขัดเกลาแล้วอย่างลึกซึ้ง)

ต่อให้สิ่งกระทบนั้นทำให้จิตเสพด้วยสุข/ทุกข์/เฉยทางกายใจ ก็เป็นแค่เรื่องของเวทนาเท่านั้น จิตจะไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ จิตในส่วนสังขารวางเฉยด้วยปัญญา


จิตที่มีขบวนการนี้เกิดขึ้น คือขบวนการหยุดการเกิดทีละเศษเสี้ยวเล็กๆของภพชาติ

เพราะเมื่อจิตหยุดสร้าง ‘เหตุ’ ให้เกิด หยุดสร้างสังขาร(กรรม)ใหม่ ก็จะหยุดการเกิดวิบาก(ผลของกรรม) ใหม่

ให้ต้องเกิด รูป นาม ขันธ์ 5 ได้หนึ่งขณะนั้น


เมื่อจิตฝึกให้เป็นเช่นนี้ได้มากๆ ได้ต่อเนื่อง ได้ยาวนาน

ย่อมค่อยๆลดการก่อภพชาติใหม่ เพราะไม่สร้างเหตุที่เป็นกรรมต่อ


นอกจากนั้น จิตที่ฝึกให้เป็นเช่นนี้ จะยับยั้งการเกิดกิเลสในขณะหนึ่งนั้นลงอย่างสิ้นเชิง

เมื่อจิตเป็นเช่นนี้นานเข้าๆ กิเลสถูกหยุดบ่อยๆ ถูกทุบตีบ่อยๆ กิเลสจะค่อยๆหยุดพัฒนาต่อยอด

ขณะเดียวกันสิ่งที่ตรงข้ามกับกิเลสต่างๆ (สติ ศรัทธา ปัญญา ฯลฯ) จะถูกพัฒนาขึ้นมาแทนที่

คนจึงค่อยๆเปลี่ยนนิสัยจากเร่าร้อน เป็นสุขุมสงบเย็นขึ้น

จากทุกข์ เป็นสุข

เพราะใจที่ถูกฝึกต่อเนื่องนี่เอง


การฝึกเช่นนี้ไปจนถึงที่สุด บุคคลนั้นก็จะบรรลุเป็นพระอริยบุคคล

พ้นจากทุกข์ทั้งปวงโดยสิ้นเชิง…