การปรุงแต่งจิต
A: เมื่อไม่ได้หลับ มีสติอยู่ และกำลังภาวนา
ความเป็นไปได้สามแบบนะคะ
1. เกิดจากการปรุงแต่งจิต
2. เกิดจาก(โอปปาติกะ)ภายนอก
3. เกิดจากการถอดจิต
🌷 1. แบบแรก หรือ เกิดจากการปรุงแต่งจิต เป็นกรณีที่เกิดมากที่สุดและเป็นไปได้สูงสุด โดยเฉพาะในหมู่ผู้ปฏิบัติ 🌱
ทั้งนี้ไม่ใช่ไม่เกิดกับผู้ที่ไม่ปฏิบัตินะคะ แต่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติจะไม่ค่อยมีสติรู้เท่าทันจิตตนเองว่ากำลังเกิดอะไร เมื่อเห็นสิ่งต่างๆปรากฏในจิต ก็ไม่ค่อยรู้ทัน และไม่ได้ใส่ใจที่จะทำความเข้าใจว่ากำลังมีอะไรเกิดในจิตอยู่ ผู้ไม่ปฏิบัติจึงได้แต่มีปฏิกิริยาตอบโต้ทันที (ว่าชอบและชังไปตามกิเลส) ต่อสิ่งที่เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้กลิ่น ที่รู้รส ได้สัมผัส ได้คิด เหล่านั้น 🌱
ตรงข้าม ผู้ที่ฝึกปฏิบัติ มักจะสนใจใส่ใจว่า เมื่อประสบสิ่งต่างๆใน จิต เช่น เห็นภาพในจิต ได้ยินเสียงขณะปฏิบัติ ฯลฯ (เช่น กรณีที่ได้เล่ามาและในกรณีของผู้ปฏิบัติท่านอื่นๆ) กล่าวคือ เมื่อผู้ปฏิบัติสังเกตสิ่งต่างๆที่เกิดในจิต ก็จะใสใจอย่างจริงจัง และพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ 🌱
หากแต่ความเข้าใจที่แต่ละคนเข้าใจหรือตีความไปนั้น ย่อมมีทั้งที่ถูกจริง ที่ถูกเพียงบางส่วน ที่ถูกเล็กน้อย และที่คลาดเคลื่อนไปจากความจริงทั้งหมด 🌱
การที่เราตีความเข้าใจถูกบ้างผิดบ้างเหล่านี้ ขึ้นกับ ‘สัญญา’ ของแต่ละคน ที่สั่งสมมาช้านานนับชาติไม่ถ้วน เป็น perception ที่แต่ละคนได้สั่งสมมาที่เป็นทั้งบุญและบาป ทั้งกิเลสตัณหาอุปาทานและกุศล ที่ล้วนฝังลึกอยู่ในจิต 🌱
ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาความเป็นจริงอย่างถูกต้อง ก็สามารถตีความคลาดเคลื่อนจากความจริงได้ทุกคน แม้กระทั่งพระอริยบุคคลโดยเฉพาะท่านที่ไม่เคยศึกษาพุทธพจน์ ก็ยังสามารถตีความสิ่งที่ประสบคลาดเคลื่อนจากความจริงได้ 🌱
(แต่การตีความคลาดเคลื่อนของพระอริยบุคคลไม่ได้เกิดจากกิเลสอย่างปุถุชนเราๆที่ทำให้เข้าใจผิดเห็นผิด แต่ท่านเกิดจากความไม่ได้รอบรู้ไปเสียทุกสิ่งเพราะมิได้เป็นสัพพัญญู ผู้ที่รู้จริงทุกสรรพสิ่งอย่างไม่มีส่วนเหลือ มีแต่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น) 🌱
ดังนั้น ผู้ปฏิบัติเมื่อได้ประสบกับสิ่งต่างๆขึ้นมา ตัว perception จะทำงาน ด้วยการตีความตามสัญญาตน จากสิ่งที่เลือนรางก็เริ่มชัดขึ้นเพราะความใส่ใจกับการตีความของตน จากนั้นอุปาทานจะปรุงแต่งจิตให้เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา กลายเป็นเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา จนค่อยๆเป็นตุเป็นตะ จนที่สุดเป็นความจริงสำหรับบุคคลคนนั้นไป จากนั้นถ้าปล่อยให้ขยายความต่อให้พัฒนาต่อ และสนใจมากทำให้ให้เกิดขึ้นอีกซ้ำๆได้ ถ้าเกิดขึ้นนานๆก็จะกลายเป็นความเชื่อที่ฝังใจ และไปถึงขั้นกลายเป็นอคติความลำเอียงความเข้าข้างได้… 🌱
อย่างกรณีนี้ อาจเริ่มจากเมื่อปฏิบัติ จิตแว่บกระหวัดอย่างรวดเร็ว(เร็วจนไม่รู้ตัวว่าแว่บไปแล้ว)ไปถึงคนสักคน แต่การเห็นนี้ยังค่อนข้างเลือนราง จิตถัดไปที่ยัง(แอบ)ใส่ใจกับสิ่งนั้นทำให้เกิดภาพคนนั้นเป็นตัวเป็นตนขึ้น ชัดขึ้นๆเป็นลำดับ เช่น เห็นว่ามองตนอยู่ตรงหน้า จากนั้นจิตก็ปรุงแต่งต่อไปว่าหน้านั้นคือหน้าใคร (บางทีก็เห็นว่าเป็นหน้าคนไม่รู้จัก บางทีก็เห็นเป็นหน้าคนรู้จักที่ตายจากไปนาน บางทีก็เห็นเป็นหน้าคนรู้จัก บางทีก็เห็นเป็นหน้าตนเอง)
จากนั้นจิตถัดมาก็เกิดอุปาทานต่อเนื่องว่า หน้านั้นกำลังจ้องตนเองอยู่ อุปาทานนี้ก็จะพัฒนาต่อไปๆ จนเป็นตุเป็นตะขึ้น ภาพนั้นก็จะคงอยู่นานขึ้น เพราะเริ่มมีความสนใจใส่ใจของจิตที่ไปสร้างเพิ่มเติมให้สิ่งนั้นๆชัดขึ้น 🌱
หลายคนอาจปรุงแต่งต่อเป็นเรื่องราวว่า มีญาติที่จากไปมาหา หรือบางคนก็คิดว่ามีเทวดามาบอกข่าว บ้างก็เข้าใจว่าธรรมะขั้นสูงกำลังเกิดกับตน บ้างก็เข้าใจไปว่าได้สำเร็จวิชาจึงสามารถติดต่อกับเทพกับครูบาอาจารย์ถึงขั้นติดต่อพระพุทธเจ้าได้ ฯลฯ เหล่านี้ 🌱
บางคนเมื่อนั่งปฏิบัติครั้งต่อๆไป จิตที่ “เชื่อ” ไปแล้วว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงเป็นเรื่องเป็นราวที่จริงจัง ก็จะดึงเหตุการณ์ให้เกิดอีกได้ เหมือนเวลาเราคิดถึงสิ่งใดที่เราเคยเห็นจำได้ สิ่งนั้นก็สามารถปรากฏในจิตได้ทุกครั้ง เมื่อภาพเดิมเกิดได้อีกครั้ง (เพราะจิตสร้าง) ก็จะยิ่งเชื่อมั่นและสนใจใส่ใจมากขึ้นเป็นจริงเป็นจังขึ้น ทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นเรื่องราวในใจของเราได้ ถ้าปล่อยไปเช่นนี้เรื่อยๆจิตจะปรุงแต่งออกนอกทางไปเรื่อยๆเช่นกัน ทำให้การปฏิบัติหยุดชะงักลงและหลงไปในทิศทางที่ผิดออกไปไกลได้ 🌱
ทางแก้ คือไม่ใส่ใจในสิ่งที่ปรากฏเหล่านั้น วางใจเป็นกลาง ไม่ให้ความสำคัญ เพราะสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด ล้วนมีแต่เกิดดับ ล้วนมาได้ก็ไปได้ จึงควรมองมันอย่างไม่เห็นมันเป็นสาระ 🌱
ให้เพียรเฝ้าดูว่า จิตขณะนั้น สมดุลอยู่หรือไม่ วางเฉยอยู่หรือไม่ เป็นกลางอยู่หรือไม่ กำลังอยู่กับเวทนาอยู่ไหม อยู่กับลมหายใจอยู่ไหม (หรืออยู่กับอารมณ์กรรมฐานอื่นที่ถูกต้อง เช่น เมตตา อสุภ พุทธคุณ ฯลฯ) อยู่หรือไม่ โดยไม่สนใจใส่ใจกับสิ่งปรากฏต่างๆ มีเพียงเท่านี้ที่กำลังเดินถูกทาง 🌱
🌷 2. แบบที่สอง คือ เกิดจากการติดต่อของส่ิงภายนอก (ที่มีกายละเอียด) เช่น มีผู้ที่เป็นกายละเอียดหรือกายทิพย์ติดต่อเข้ามา ทำให้เราเกิดภาพ ได้ยินเสียง ได้กลิ่น สิ่งนี้ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ เป็นได้กับคนทั่วไปถ้าเหตุปัจจัยอำนวย แต่ผู้ที่เป็น ‘มงคลตื่นข่าว’ ง่ายจะ in กับสิ่งเหล่านี้ เห็นอะไรก็เอาเข้าข่ายนี้หมด นี่ก็กันเป็นมากในกลุ่มผู้สนใจทางจิต 🌱
สิ่งนี้ไม่ได้เกิดบ่อย และไม่ได้เกิดเป็นปกติ 🌱
ต่างกับแบบแรกที่เกิดอยู่ตลอดเวลาในจิตเรา ไม่ว่าปฏิบัติอยู่หรือไม่ได้ปฏิบัติอยู่ เพียงแต่เวลาไม่ปฏิบัติก็อาจไม่ได้สังเกต 🌱
🌷 3. แบบที่สาม คือการถอดจิตออกจากร่าง กรณีนี้ต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถถอดจิตได้จากการฝึกฝนทางจิตมามากพอ หรือ เคยสามารถถอดจิตได้จากการฝึกในอดีตชาติ หรือ มีผู้มีฤทธิ์ที่อยู่ภพภูมิอื่นถอดจิตนำจิตไป หรือ เป็นพวกที่ตายแล้วฟื้น (ที่ฝรั่งเรียกว่า NDE) 🌱
เมื่อถอดจิตออกไป จิตจะเป็นเหมือนเป็นร่างทิพย์ เมื่อหันมามองตนเองจะเห็นว่าตนเองอยู่ในสภาพคนนอนหลับ นอนสลบ หรือนอนตาย กรณีนี้ย่อมไม่เกิดกับผู้ที่ปฏิบัติอยู่ และยังมีสติรู้ตัว 🌱
นี่คือที่สรุปคร่าวๆนะคะ พอให้เห็น
ดังนั้น ที่เห็นน่าจะเป็นกรณีที่หนึ่งค่ะ 🌱
เรื่องการแยกรูปแยกนาม หรือแยกกายแยกจิต ที่เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนา จะไม่เป็นภาพที่เกิดในจิต
แต่เป็นอาการที่จิตวางเฉยจากความรู้สึกต่างๆหรือเวทนาต่างๆทางกายได้จริง เพราะเข้าถึงความจริงว่า กายกับจิตนั้นเป็นคนละส่วนกัน ดังนั้นกายอาจกำลัง เจ็บ ร้อน ตึง สบาย เบา อยู่ในขณะนั้นๆ แต่จิตสามารถวางเฉยอยู่ ไม่ร่วมปรุงแต่งว่าเจ็บ ว่าร้อน ว่าตึง ว่าสบาย ว่าเบา แต่เห็นเพียงเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นอยู่เท่านั้น 🌱
29/01/21