- จะปฏิบัติเพื่อไม่ให้โมโห /รีบดูเวทนา กลัวไม่ทันเวลา /ควรนั่งเวลาเดิมทุกวันหรือไม่
วันหนึ่งมีความโมโหในอาการเรื้อรัง พยายามปฏิบัติเพื่อไม่ให้โมโห…
มีคำถามมาแบ่งปันค่ะ
ข้อ 1:
A: การที่เราต้องประสบเหตุที่ไม่ดีต่างๆ เป็นผลของวิบากที่ได้จังหวะมาทวงคืน เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ยิ่งถ้าเราขาดสติเผลอไผล หรือมีจิตขุ่นมัว โอกาสส่งผลร้ายๆจะมาเร็วหรือแรงขึ้นได้
ในเมื่อยังไงก็หลีกวิบากไม่ได้ ก็ใช้คืนเร็วหน่อย แต่ใช้แบบได้กำไรไปด้วยนะคะ คือพยายามไม่เพิ่มความขุ่นมัว หรืออกุศลในจิตเวลาที่เราประสบสิ่งเหล่านี้ คือไม่สร้างกรรมใหม่เพิ่มน่ะค่ะ
🌿
ความเจ็บป่วยเป็นธรรมดาของสังขาร มีขันธ์ 5 ก็ย่อมมีแต่ทุกข์เพราะมัน ต้องรับมันอย่างเดียวค่ะ จนกว่าจะไม่มีขันธ์เท่านั้น
🌿
แต่พวกเราผู้ปฏิบัติธรรม ย่อมฉลาดที่จะใช้ทุกๆความทุกข์จากขันธ์ของเรานี้ มาสร้างบุญกุศลให้ได้ทุกเวลา
🌿
บางครั้งใจเราอาจขุ่น อาจหงุดหงิด อาจรำคาญบ้าง
ก็เพราะเรามีความไม่ดีเก่าๆเหล่านี้นอนเนื่องอยู่ในจิต ในขันธสันดานพอประสบสิ่งไม่ดี หรือความ’ซวย’ ที่เป็นผลชองวิบากจากกรรมเก่า ตัวอนุสัยกิเลสต่างๆของเราก็จะลอยออกมา ทำให้เราเกิดโทสะชนิดต่างๆ (เช่น เกลียดกลัวกลุ้มโกรธหงอยเศร้าเซ็งซึม)
ถ้าจิตเกิด ความรู้สึกแบบนี้ถี่ เกิดบ่อย เกิดนาน เกิดมาก แสดงว่าความเศร้าหมองในจิตเรามีมาก มีลึก มีหนาแน่น
🌿
แต่ถ้าเราตามรู้ให้ทัน ว่าจิตกำลังคิดไม่ดี จิตกำลังลงต่ำ เราได้กำไร
เวลาที่เราตามรู้นั้น จะรู้ช้าเร็ว ขึ้นอยู่ที่ตัว “สติ” ของเรา คนที่ฝึกสติมามาก จะรู้ได้เร็ว จับได้ทันตามจิตที่ดิ้นพล่านไป
คนนั้นก็จะเห็นกิเลสความไม่ดีในตัวได้มาก ได้ทันบ่อยๆ
จนบางทีอดตกใจทำไมตนจึงมีความคิดชั่วร้ายมากมายขนาดนี้ ถี่ขนาดนี้
นี่เพราะจิตที่ถูกฝึกมา จะเห็นจิตตนเองบ่อยขึ้นๆๆๆ
จึงเห็นกิเลสในตัวบ่อยขึ้นๆๆๆ
เพราะเท่าทันมันเร็วขึ้นนั่นเอง
🌿
ระวังนิดนะคะ เวลาที่เห็นความขุ่นต่างๆในจิตของตน อย่าไปหงุดหงิดผิดหวังตนเอง จะไปเพิ่มกำลังให้กิเลสตัวอื่นๆขึ้น เลยดันไปสร้างกรรมขึ้นอีก
🌿
เมื่อเห็นจิต เป็นแบบนี้แล้ว ให้เปลี่ยน mode ให้เกิดกุศลให้ได้
และให้เร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้
เพื่อไม่ก่อสังขารใหม่ที่บาดลึกลงไปในจิต
🌿
ถ้าจะต้องเกิดสังขารบ้างก็ขอให้เป็นแค่กรีดลงบนผิวน้ำ หรืออย่างมากก็กรีดลงบนพื้นทราย อย่าให้เป็นขั้นแกะสลักตอกลึกลงไปบนแผ่นหิน หรือขั้นหลอมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันจนเปลี่ยนวัสดุจากทองคำเป็นทองเหลือง
🌿
การเปลี่ยน mode จิตให้เป็นกุศล เราฝึกมาหลายวิธีการ ต้องอาศัยปัญญาใช้ให้เป็น ใช้ให้ถูก
และอย่าลนลาน อย่าดิ้นรน อย่าคาดหวังว่าเมื่อใช้แล้ว จิตจะสงบระงับในทันที
ถ้าตั้งความหวังนั้น จิตจะยังใช้ตัณหามาแก้ไขจิตที่กำลังปั่นป่วน
สถานการณ์จึงยิ่งย่ำแย่
🌿
พึงรู้ว่า ขณะใดที่จิตมี “สติ” รู้นั้น จิตเป็นกุศล ณ ขณะนั้นทันที
ขณะนั้น มีผลทำลายกิเลสทันที
🌿
ถ้ามีสติรู้ขณะเดียว ก็ขจัดได้ขณะนั้นขณะเดียว
ถ้ามีสติรู้หลายขณะขึ้น ก็ขจัดกิเลสได้หลายขณะขึ้น
ถ้ายิ่งนานขึ้นๆและต่อเนื่องกันเป็นสายไม่ขาดจากกัน
ซ้ำยังมีปัญญา และมีกุศลจิตตัวอื่นๆเข้ามาช่วยในจิตด้วย (เช่น เมตตา อุเบกขา ศรัทธา หิริโอตตัปปะ ปัสสัทธิ ขันติ ฯลฯ เหล่านี้) เราก็จะยิ่งทำลายกิเลสนั้นออกไปได้มาก และจิตก็ยังได้พัฒนากุศลต่างๆเพิ่มขึ้นมามากด้วย
🌿
ดังนั้น จากคำปรารภข้างต้น…
เวลาจิตเกิดความโมโหเพราะความเจ็บปวดเรื้อรัง
เมื่อรู้แล้วว่าจิตเริ่มโมโห หรือเริ่มไหลลงต่ำ อย่าไปหงุดหงิดตัวเอง
และอย่าไปดิ้นรนพล่านไปเพื่อพยายามหยุดความโมโหนั้น ด้วยการกำหนดลมอย่างฟืดฟาด หรือกำหนดเวทนาแบบเอาเป็นเอาตาย จะต้องรู้เวทนาชัดเจนเข้มข้นให้ได้เพื่อดับความโมโห
กล่าวคืออย่าไปใช้ความพยายามด้วยจิตที่พล่านไปมา เพื่อพยายามระงับหรือหยุดความโมโหนั้น นี่เป็นการเพิ่มความรุนแรง อาการอื่นๆจะตามมา เช่น อึดอัด หายใจไม่ออก ปวดหัว ปวดไมเกรน ฯลฯ
🌿
ใช้ความเข่นในการทำเวทนาหรือลมหายใจด้วยจิตเช่นนั้นไม่ได้ผลค่ะ เพราะกลายเป็นใช้ตัวโทสะชนิดอื่น (หงุดหงิด) มาจัดการโทสะชนิดที่กำลังส่งผลอยู่ (โมโห)
เลยกลายเป็นไป ‘เบิ้ล’โทสะ
(เหมือนเอาน้ำมันไปดับไฟ)
🌿
ตอนนั้นจิตไม่มีคุณสมบัติในการเกิดสันติสุข
ย่อมไม่มีความเหมาะควรต่อการงาน
🌿
ถอนจิตออกจาก scene นั้น จากสภาพนั้นก่อน
ตั้งสติรู้ตัวขึ้น ดึงใจออกจากความคิดที่หมกมุ่นอยู่ในเรื่องนั้น ให้มาสนใจสิ่งอื่น เช่น
อาจสังเกตความเกร็งตึง หรือผิดปกติของกายส่วนใดก็ได้
(คนเราเวลาจิตหยาบ ร่างกายจะเกร็งขึ้นในบางส่วน เช่น ขบกรามแน่น กำมือจนเหงื่อออก ไหล่เกร็ง ลมหายใจติดขัด ลมหายใจสั้นและถี่ หรือกลั้นลมหายใจอยู่ เป็นต้น)
🌿
เมื่อสังเกตตรงไหนอยู่ ให้ผ่อนคลาย relax คลายความตรึงเครียดของบริเวณนั้นๆลง (โดยจิตสนใจอยู่ที่บริเวณนั้นเท่านั้น)
จากนั้นก็ค่อยๆสูดลมหายใจยาวๆลึกๆช้าๆ (โดยจิตสนใจอยู่ที่ลมเท่านั้น)
🌿
สำหรับจิตที่กวัดแกว่งแรง จนสงบไม่ลงเอาเลย ก็อาจเพิ่มกำลังของสติให้มีการจดจ่อกับลมมากขึ้นด้วยวิธีต่างๆได้
(เช่น อาจใช้วิธีของการฝึกลมหายใจเพื่อสุขภาพบางชนิด ตัวอย่างเช่น เมื่อหายใจเข้ายาวนับ 1,2,3,4 ขณะดึงหายใจเข้าไปจนสุดปอด แล้วกลั้นหายใจนับ 1,2,3,4,5,6,7,8 แล้วปล่อยลมหายใจออกนับ 1,2,3,4,5,6,7,8 ทำสัก 5-10 ลมหายใจ เป็นต้น)
🌿
ทั้งนี้มีหลายวิธี แล้วแต่ใครจะมีกุศโลบายลดกำลังโทสะของตนเองลงมาพอประมาณก่อน (เพื่อให้จิตมีความพร้อมขึ้นในการทำวิปัสสนาเพื่อดูเวทนาอย่าง’ได้ผล’ต่อไป)
เป้าหมายเพื่อดึงจิตออกจาก mode ที่มีอกุศลที่รุนแรงให้คลายลงก่อน
ให้เพียงพอที่จะทำวิปัสสนาให้ได้ผล
🌿
ที่สำคัญ ความสนใจ”ทั้งหมด”ของจิตต้องอยู่ที่การงานนั้นๆ
🌿
สำหรับผู้ที่ฝึกวิปัสสนาจนเปลี่ยนจิตภายในไปได้มากแล้ว คือจิตมีสติรู้และมีอุเบกขาปล่อยวางได้เร็ว ก็มักไม่ต้องใช้กุศโลบายคลายความกวัดแกว่งรุนแรงของกิเลสในจิต
เพราะจิตจะไม่ swing ขึ้นๆลงๆรุนแรงมากนัก กล่าวคือเมื่อจิตขุ่นมัว จะไม่แกว่งขึ้นสูงมาก และมักจะสามารถผ่อนคลายในระดับที่จะตามดูเวทนาด้วยอุเบกขาจิตได้เลย
🌿
สรุปคือ มีสติรู้เท่าทันจิต ผ่อนคลายกายใจลดความรุนแรงเพื่อให้จิตมีคุณสมบัติเหมาะในการทำวิปัสสนา เมื่อจิตคลายลงก็ทำวิปัสสนาเพื่อขุดรากถอนโคนกิเลสในใจขณะนั้นจนจิตสงบ เบิกบาน ปล่อยวาง ได้สิ้นเชิง
🌿🌿🌿
ข้อ 2:
Q: จิตที่โมโห จากนั้นพยายามระงับความโมโห ต่อมาก็เข้าใจว่าที่ไม่หายเพราะไม่ดูเวทนาให้เข้มข้นพอ ได้แต่ผ่านไปอย่างลวกๆเพราะกังวลว่าจะไม่ทันเวลา
ความคิดไหนที่ไม่เป็นสาระต่อการปฏิบัติ?
🌿🌿🌿
A: ก่อนอื่น จะเข้มข้น หรือลวกๆ ดูที่สติค่ะว่าอยู่ที่ตัวงานที่ทำไหม
ถ้ามีสติ อยู่กับงานจริงๆ แม้จะดูอยู่ที่เวทนาที่เดียวอย่างเฝ้าดูทีละส่วนช้าๆชัดๆ หรือแบบกวาดความสนใจผ่านไปอย่างเร็ว ก็ได้ทั้งนั้น
แต่…สติและความสนใจต้องรับรู้อยู่กับงานนั้น’ทั้งหมด’ ในแต่ละขณะ
คือ สนใจจริงๆกับเรื่องนั้นเรื่องเดียว
🌿
เวลาปฏิบัติที่ได้ผล
จิตแต่ละขณะควรมีสามตัวนี้ สโต สมาหิโต สัมปชาโณ คือ
มีสติรู้ว่าจิตกำลังอยู่ที่กายตรงไหน คือสโต
มีสมาธิตั้งมั่นเป็นหนึ่งอยู่ที่ตรงนั้นเท่านั้น เรื่องนั่นเท่านั้น คือสมาหิโต
มีอุเบกขาปล่อยวางยอมรับทุกอย่างตามที่มันเป็น คือสัมปชาโณ
🌿
ดังนั้นเวลาปฏิบัติ เร็วหรือช้า กวาดรวมหรือทีละส่วน ไม่เป็นสาระสำคัญ
สิ่งสำคัญคือ จิตต้องตามรู้เรื่องนั้นตามที่มันเป็น
รับรู้ด้วยความผ่อนคลายขณะตามรู้ไป
และด้วยความสนใจทั้งหมดของจิตที่ตรงนั้นเรื่องนั้น
🌿
ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา อย่าให้จิตเกิดวิตก อะไรมันเป็นแบบไหน ก็คือความจริงตามนั้น รับรู้อย่างผ่อนคลายไปเสมอ
ข้อ 3:
Q: ถึงเวลานั่ง แต่มัวยุ่งกับอย่างอื่น เลยเริ่มเครียด ไมเกรนมา ควรรีบนั่งหรือรีบทานยา ขอคำแนะนำ
A: อันนี้ตึงไปค่ะ
🌿
ตอนนี้ยังไม่ได้นั่ง เพราะมีเหตุบางอย่าง เราก็ไปนั่งสายหน่อยได้
ไม่ใช่เป๊ะว่าต้องให้ได้ตามนี้นั้น จนจิตกลับเสียหายจนต้องเป็นไมเกรน
เลยกลายเป็นการนั่งที่ไม่ได้คุณภาพค่ะ
🌿
ในทางตรงข้าม การฝึก discipline ที่จะนั่งอย่างสม่ำเสมอ
ก็พึงทำ แต่ทำด้วยการตั้งจิตให้เกิดเป็นบารมีไปด้วย
เราจะได้เพิ่มพูน สัจจบารมี กับ อธิษฐานบารมี
ถ้าทำเป็นประจำในเวลาเดียวกัน ก็ทำได้ค่ะ แต่อย่าทำด้วยใจที่ตึง เกร็ง การนั่งจะได้ผลน้อย เลยเป็นไม่คุ้มเวลา ไม่คุ้มสภาพจิต ไม่คุ้มกุศลที่พึงได้ ทั้งๆที่อุตส่าห์นั่งปฏิบัติ
🌿
ให้ทำใจให้สบายๆ นิ่งๆ สงบสุขุมขึ้นเรื่อย
ก่อนถึงเวลานั่งสัก 10-15 นาที ให้เริ่มค่อยๆเตรียมตัว wind down จากเรื่องต่างๆ
🌿
ถ้าเหตุปัจจัยทำให้ทำไม่ได้จริงๆ ก็ยอมรับมัน
อันนี้เป็นอุเบกขาจิต (ระวังอย่าให้เป็น excuse เพราะโกสัจชะ ความเกียจคร้าน) ได้อุเบกขาบารมี
หรือใช้ปัญญาทำด้วยวิธีอื่น เช่น มีสติรู้อิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย หรือ ฯลฯ ทั้งได้ปฏิบัติ และได้ปัญญาบารมี
🌿
สรุป รักษาเวลาประจำได้ถ้าต้องการ แต่ถ้าไม่ได้ก็ให้ปรับตามสถานการณ์ อย่าตึงเกินไป และอย่าหย่อนเกินไป
จิตควรมีความพร้อม มีความสงบเย็นลงในระดับหนึ่ง
รักษาสมดุลในจิตไว้ค่ะ ให้เกิดความดีในหลายๆด้าน
🌿
10/1/21