Ego กับ ความมั่นใจในตัวเอง
ขออนุญาตเรียนถามคำถามอาจารย์...
"Ego" กับ "ความมั่นใจในตัวเอง" ความหมายมันใกล้กันมากเลยค่ะ โดยส่วนตัวคิดว่าการมี Ego นั้นมันเป็นสิ่งไม่ดี
แต่การมีความมั่นใจในตัวเองมันไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีเสียทั้งหมด
คำถามคือ
1.หนูกำลังกลัวว่าตัวเองจะเป็นคนที่มี Ego มากจนไม่รู้ตัว
2.ถ้าเราเป็นคนมี Ego ไปแล้วเราจะทำอย่างไรดีเพื่อไม่ให้เรามี Ego แล้วไปเบียดเบียนคนอื่นเห็นคนอื่นต่ำกว่า ไม่มีเหตุผลเท่าเรา..คนพวกนั้นไม่ดีเท่าเรา
การปฏิบัติเช้าเย็นนี้จะช่วยเราได้อย่างไร หรือมันมีวิธีทางอื่นเพื่อช่วยลด Ego เราได้ค่ะ
A: พี่ตอบภาพรวมๆนะคะ
คำว่า ego คือ ‘มานะ’ ในทางธรรม เป็นอกุศลจิตที่ละได้ยาก ต้องเป็นอรหันต์เท่านั้น ดังนั้นแม้พระอริยบุคคลขั้นรองๆลงมาก็ยังคงมีมานะ แต่ขั้นของมานะไม่หยาบช้าเหมือนของปุถุชน
การมี ‘ตัวตน’ เป็นใหญ่ หรือ การมีมานะ ให้ความสำคัญกับตัวเอง ต้องค่อยๆปฏิบัติจนละได้ในที่สุด
ยิ่งมานะมากยิ่งทำร้ายตนเองมาก
คนมีโมหะมากจะมีมานะมาก และจะปรารภตัวเองไปทุกเรื่อง เอาตัวเข้าไปเกี่ยวกับทุกเรื่อง ตัดสินทุกเรื่องจากความเห็นของตน เอาความคิดของตนเป็นที่ตั้งใครมาแตะไม่ได้
แตะเมื่อไร ขนพองตั้งเป็นเม่นหนามแหลม เป็นตัวอันตรายทันที
ยิ่งมีโมหะมาก หรือหลงตนมาก ก็ยิ่งมีโทสะมาก ยิ่งมีราคะมาก
บาปชนิดต่างๆก็เพิ่มมากขึ้น ทั้งทางใจ วาจา กาย
เพราะโมหะเป็นที่ตั้งของราคะ และโทสะ
จะเห็นได้ว่าคนเราที่หลงตัว มีมานะมาก จิตใจจะแกว่งไกวมาก มักหวั่นไหว โกรธง่าย ปลื้มง่าย หลงง่าย ใจมักมีปฏิกิริยาไปกับเรื่องต่างๆ อย่างรวดเร็ว ใจมักเร่าร้อน
เดี๋ยวปลื้ม เดี๋ยวกราดเกรี้ยว ขึ้นๆลงๆสลับไปมาเหมือนคนวิกลจริต
ความมีมานะแรง เป็นความอ่อนแออย่างยิ่งของจิต เป็นความขลาดเขลาอย่างยิ่งของจิต ภายใต้ท่าทีที่ดูเหมือนเชื่อมั่น
คนที่มีดีจริง จะมั่นคง หนักแน่น แต่ก็จะเบาละมุนในจิต จะเบิกบานผ่องใสภายในอยู่เป็นปกติ ภายในจิตจะนิ่งสงบ เป็นสุขเย็น
ยิ่งตัวตนมาก ภายในจิตคือความอ่อนแอที่มาก ซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีที่เชื่อมั่น นิ่งสงบ เคร่งขรึม เคร่งครัด มักวิจารณ์ติติงผู้อื่น และชื่นชมตนเอง
จิตแบบนี้จึงเป็นจิตที่ไม่องอาจ ไม่กล้าหาญ ไม่เข้มแข็ง
เป็นจิตกระด้าง หักโค่นง่าย ไม่มีความยืดหยุ่น อ่อนโยน ละมุนละไม
ส่วนความเชื่อมั่นนั้น เมื่อเชื่อมั่นในธรรมะย่อมเป็นสิ่งที่ดี
ความเชื่อมั่นที่ไม่ปรารภตนเป็นศูนย์กลาง
แต่เชื่อมั่นในความถูกต้อง เชื่อมั่นในความดีงาม เชื่อมั่นในธรรมะ เชื่อมั่นในกฏแห่งกรรม ฯลฯ เหล่านี้ จึงจะเป็นสิ่งมีคุณ
ตราบใดที่ความเชื่อมั่นนั้นไม่มีตนเป็นศูนย์กลาง จิตจะเป็นกลาง คนๆนั้นจะหนักแน่น ไม่หวั่นไหว จะองอาจเข้มแข็งอยู่ภายใน
เรียกว่าคนมีดี…
คนมีดีนั้น ไม่จำเป็นต้องมีสถานะทางสังคมสูง หรือร่ำรวยสำเร็จ
พระพุทธเจ้าเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ในหลายๆชาติ ไม่ได้เกิดเป็นชนชั้นสูงเสมอ แต่ทรงเป็นคนเข็ญใจ เป็นพ่อค้าหาบเร่ เป็นสัตว์ ฯลฯ มากมายหลายชาตินับไม่ถ้วน
แต่จิตของท่านแม้ต้องกราบกรานพระราชาที่บารมีด้อย หรือก้มศีรษะผู้ที่มียศศักดิ์สูง (ในทางโลก) ที่คุณธรรมน้อยในแต่ละชาติ
ก็เพื่อการบำเพ็ญบารมี ฝึกขันติ ฝึกอ่อนน้อมถ่อมตน ฝึกสันโดษ ฝึกคุณธรรมด้านต่างๆให้สุกงอม
จิตท่านเข้มแข็ง สุขุม หนักแน่น ด้วยความดีงามขั้นเหนือกว่า
สิ่งที่อยู่ภายในนี้แหละที่เป็นของแท้ คนจิตหยาบย่อมมองไม่เห็น ย่อมวัดที่สถานภาพภายนอก
แต่เทวดาย่อมรู้ ท่านเองย่อมรู้
จึงเป็นการเป็นตัวเล็กๆ ที่ภายในยิ่งใหญ่อย่างที่สุด
สรุป
การมีมานะ หรือ ego ไม่ใช่สิ่งดี เป็นตัวทำลายฝ่ายเดียว
ส่วนการมีความเชื่อมั่น ต้องเชื่อมั่นในธรรมะในความดีงาม
รักษาความสูงส่งนั้นใน “จิต”
ไม่เชื่อมั่นที่ปรารภตนเอง ไม่คิดว่าตนเป็นคนดีกว่า เก่งกว่า เหนือกว่า
ความมั่นใจในธรรมะและความดีงาม จะทำให้คนๆนั้นเป็นคนองอาจ มีความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นคนมีดีอยู่ในตน ไม่หวั่นไหวกับคำครหาติฉิน หรือการยกย่องสรรเสริญ เพราะจิตตนนั้นนิ่งสงบอยู่ภายใน
คนแบบนี้เมื่อทำกิจใดๆ จะสำเร็จสูงสุด เพราะปรารภตัวงาน ปรารภผลของงาน ปรารภประโยชน์ของผู้อื่น จิตจะละเอียดอ่อน
แต่ถ้าปรารภว่าฉันเป็นคนทำ งานนี้ของฉัน ฉันเป็นคนคิด ฉันๆๆ บุญไม่เกิด แถมขัดแข้งขากัน ไม่พอใจกัน เพราะต้องการคนเห็นความสำคัญของตน เห็นว่าเป็นฝีมือตน ความเห็นตน ฯลฯ
ส่วนตอบคำถาม
ตอบข้อ 1. คนที่คิดแบบนี้ แสดงว่ามีสติค่ะ ต้องการทำสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ดังนั้นจึงเตือนตัวเองได้เอง แบบนี้จิตเป็นกุศลแล้วค่ะ
ตอบข้อ 2. เราขัดเกลาจิตตนเองไปด้วยการปฏิบัติให้มาก เมื่อใดที่รู้ตัวว่ากำลังมีอัตตา มีมานะ ให้หยุดสิ่งที่ทำนั้น แล้วปฏิบัติทันทีสัก 2-5 นาที ดูในกายให้จิตหลุดจากความคิด
อาจปฏิบัติโดยดูลมหายใจ หรือดูเวทนา หรือแผ่กรุณา หรือเดินด้วยสติไปมา
ตอนที่กำลังมีอาการ ego พองนั้น จิตมักจะเร่าร้อน จิตจะหยาบกรัด้าง ให้ผ่อนคลายกายและจิตให้เบาลงก่อน เช่น สูดลมหายใจเข้าออก ช้าๆยาวๆลึก สัก 3-4 ลม ค่อยๆทำจนเกิดสติ แล้วปฏิบัติต่อสัก 2-5 นาที เพื่อไม่ให้เกิดสังขารใหม่ขึ้น ทำจนจิตเบาลง