← 🍃ธรรมมรรคา
12514 ก.ค.63อ่าน ~13 นาที

การเผชิญความโกรธในชีวิตจริง และการทำใจให้สงบนิ่ง

เพราะในชีวิตจริง เมื่อต้องเผชิญกับคนเห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบ โดยเราไม่โต้ตอบ หรือคนในครอบครัวยอมผู้อื่นเพื่อหวังเงินเลี้ยงชีพซึ่งก็ไม่จำเป็นขนาดนั้น เราจะมีวิธีสงบจิต สงบใจนิ่ง ไม่พูดไม่ทำอะไรให้บัวช้ำ ..

แต่ใจสั่นรุ่มร้อน จะมีวิธีคิดอย่างไร ที่ทำใจนิ่งเป็นน้ำใสเย็นได้คะ


แบ่งเป็นประเด็นตามที่ถามนะคะ:

ประเด็นแรก

💬ที่ว่า “…เมื่อเราเป็นนักปฏิบัติ ระงับอารมณ์โกรธและฝึกจิตเพียรอดทนทุกสภาวะ แต่คงไม่มากพอ…”💬


สิ่งที่เราทุกคนสั่งสมมา มันหยั่งรากลึกมากๆ

จิตของเราถูกพันธนาการไว้อย่างเหนียวแน่น และหนาทึบ

ด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน


การที่เราเกิดมานานแสนนาน นานมากอย่างยิ่ง นับชาติไม่ถ้วนนั้น

การสั่งสมกรรม และ การพอกพูนกิเลสของเราแต่ละคน จึงมากมายอย่างยิ่งตามไปด้วย

ยิ่งพอกพูนกิเลสตัวใดไว้มาก ก็ยิ่งสั่งสมจนเป็นอุปนิสัยนั้นๆมากขึ้น


ที่น่ากลัวคือ ตราบใดที่ยังมีชีวิต ยังต้องเกิดอยู่ เราแทบจะไม่มีวันหยุดยั้งการสั่งสมเหล่านี้ได้เลย


ดังนั้น ทุกวันที่เราดำรงชีวิตปุถุชนอย่างไร้สติอยู่ ยังมีชีวิตตามกระแส มีภพชาติอยู่ที่เกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร

คือ ความเสี่ยงอย่างที่สุด


ดังนั้นแม้ว่าเราจะปฏิบัติธรรมมากันแล้ว

ต่อให้หลายปี หลายสิบปี

ต่อให้ทั้งชีวิต หลายชีวิต

ไม่ได้เป็นการการันตี ว่าเราจะอดทนอดกลั้นที่จะไม่ก่ออกุศลในจิตได้


เพราะของเก่าที่ทำไม่ดีมันมาก

ของใหม่ที่ดียังไม่เพียงพอ

แถมของใหม่ที่ไม่ดีก็ยังไม่ได้หยุดสร้าง


ถ้าเราอุดรูรั่วในเรือได้จริง (เช่น ด้วยศีลบริสุทธิ์) จากนั้นก็หมั่นเพียรวักน้ำที่ท่วมปริ่มในนาวาชีวิตของเราออกไปทุกเวลา (เช่น ด้วยการสร้างกุศล ปฏิบัติธรรม ทำจิตให้ผ่องแผ้วจากความรุ่มร้อน)

ในที่สุดเรือก็ลอยลำ มุ่งไปสู่พระนิพพานความดับทุกข์ได้จริง


ถ้าเราไม่อุดรูรั่ว น้ำก็ยังคงเข้าเรือ เรือย่อมหนักขึ้นด้วยน้ำเก่าและน้ำใหม่ ทำให้การพยายามวักน้ำออกเหนื่อยยากแสนสาหัสต้องใช้กำลังและเวลายาวนาน ยิ่งถ้าเจาะรูใหม่ๆเพิ่มขึ้น ในเรือมีน้ำเข้าตลอด ความทุกข์ย่อมยิ่งสาหัส การเอาทุกข์ออกยิ่งยากเข็ญ


ถ้าเราอุดรูรั่ว แต่ไม่หมั่นวักน้ำออกเรือ เรือก็ยังหนักด้วยน้ำเก่าแช่เช่นนั้น ไม่ไปไหน เหมือนคนมีกรรมเก่ามามาก ชาตินี้อาจถือศีลดีงาม หรือบวชเป็นพระเป็นชี แต่ไม่หมั่นวักน้ำปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียร เรือก็หนักด้วยน้ำเก่า เพราะไม่หมั่นวักออก ก็ย่อมแล่นไม่ไป จอดชุ่มแช่อยู่


นี่คือเหตุที่

ทำไมเราทั้งหลายปฏิบัติธรรมมาก็ไม่น้อย ความดีอื่นๆก็สร้างมาไม่น้อย

แต่…

ยังมีชีวิตย่ำแย่

ยังต้องอยู่ท่ามกลางกระแสที่เร่าร้อนจากคนรอบตัวทั้งหลาย

ยังหวั่นไหว ยังโกรธ ยังอยาก ยังหงุดหงิด ยัง…


เพราะรากเหง้าที่เป็นอกุศลในจิตเราแต่ละคนมันยังอยู่

และก็ยัง active อยู่

ที่เราขัดเกลาจิตตนเอง ด้วยการปฏิบัติ และด้วยการบ่มเพาะกุศลด้านต่างๆ

เป็น การตัด ถอน ฟัน เลาะ ริด ต้นไม้ที่มีรากใหญ่หยั่งลึกนี้ ด้วยเครื่องมือต่างๆ

แต่ตราบใดที่ยังไม่สามารถขุดถอนทั้งต้นทั้งรากออกมาหมดได้

ต้นไม้พิษย่อมยังอยู่

ยังผลิกิ่ง แตกใบ ออกดอก ออกผลชั่วร้ายได้อยู่ทุกเวลา


💬ที่ว่า “…ในชีวิตจริง เมื่อต้องเผชิญกับคนเห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบ โดยเราไม่โต้ตอบ หรือคนในครอบครัวยอมผู้อื่นเพื่อหวังเงินเลี้ยงชีพซึ่งก็ไม่จำเป็นขนาดนั้น…”💬


คนรอบตัวเรา ก็เป็นเหมือนเรา

เกิดมานาน สั่งสมนิสัยของเขามานาน เป็นพัฒนาการมาจากสังขารทั้งหลายของแต่ละคน


การที่เราต้องเผชิญกับคนแบบไหน เกิดจากหลายเหตุปัจจัย สมมติเรื่องการถูกเอารัดเอาเปรียบ อาจมาจากเหตุปัจจัย เช่น

-เกิดจากกรรมตรงๆที่ไปเอารัดเอาเปรียบคนบางคนที่ทำให้กลายมาเป็นเจ้ากรรมนายเวรเรา

-เกิดจากกรรมที่เรา ‘มัก’ ทำประจำ อันเนื่องมาจากอุปนิสัยชนิดนั้นๆของเรา เมื่อนิสัยเราเป็นเช่นนี้ เราก็ทำเช่นนี้จนเป็นความเคยชินกับคนรอบตัวเป็นประจำ เราก็มักพบคนรอบตัวที่ทำเช่นนี้กับเรา

-เกิดจากความอกตัญญู หรือการเนรคุณ

-เราปฏิบัติธรรมมานาน และสร้างกุศล สร้างบารมีต่อเนื่องมานาน อย่างได้ผล ภพชาติร่นน้อยลง การกลับมาเกิดในวัฏฏสงสารน้อยครั้งลง กรรมทั้งดีไม่ดีเลยมาเร่ง มารวมส่งผลให้มากขึ้น แรงขึ้น

เป็นต้น

มีหลากหลายเหตุปัจจัย

สังขารแต่ละคนมีความซับซ้อนมาก…


คนที่เพียรสร้างบารมี เช่น เพื่อการบรรลุธรรม หรือสูงขึ้นมากๆ เช่น เพื่อการเป็นพระอัครสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ย่อมเผชิญการเบียดเบียนรูปแบบต่างๆ จากรอบข้างอย่างมาก เพื่อใช้ความทุกข์มาฝึกพัฒนาความก้าวหน้าของจิต


คนเราย่อมหลีกพ้นจากความทุกข์ของโลกธรรม 8 เหล่านี้ไปไม่ได้เลย

อยู่ที่ว่า เมื่อวิบากมันมาส่งผล เราจะฉลาดใช้มันไหม

จะใช้มันสร้างบารมี

หรือจะหลงลืมสติพอกพูนแลกิเลสสังขาร ก่อเป็นกรรมให้ยืดเยื้อต่อไป



💬ที่ว่า”…เราจะมีวิธีสงบจิต สงบใจนิ่ง ไม่พูดไม่ทำอะไรให้บัวช้ำ

แต่ใจสั่นรุ่มร้อน จะมีวิธีคิดอย่างไร ที่ทำใจนิ่งเป็นน้ำใสเย็นได้…”💬


ถามเรื่องสงบจิต สงบใจนิ่ง ไม่พูดไม่ทำอะไรที่ไม่ดีงาม…

ต้องตอบว่าจิตที่เปลี่ยนไปเพราะธรรมะเท่านั้นที่จะรั้งเราได้

ยิ่งถ้าธรรมะในตัวยิ่งแก่กล้ามากในจิต จิตยิ่งวางเฉย สงบนิ่งได้มาก

ถ้าจิตเปลี่ยนไปจนกลายเป็นความละวางเองเป็นธรรมชาติได้ ก็ไม่ต้องใช้ความพยายาม เพราะมันไม่แบก ไม่ถือสาอะไร


เมื่อ “ตัวตน” เรามี เราแบกทุกคำพูด ทุกการกระทำ ทุกความทุกข์

ถ้าตัวตนน้อย ก็แบกน้อย รู้สึกต่อการสะเทือนน้อย

ถ้า “ตัวตน” เราหมดไปสิ้นเชิง เราจะไม่รู้สึกอะไรอีกเลย

นี่คือสงบนิ่งอย่างถาวร


ที่เรามีปฏิกิริยา ก็เพราะเรายังมี “ตัวเรา” หนาแน่น

เราจึงหวั่นไหวที่ “ตัวเรา” ถูกอย่างนั้น ถูกอย่างนี้

อะไรๆก็คนนั้นทำอย่างนั้นกับ “เรา”

คนนี้พูดแบบนี้กับ “เรา”

อะไรๆก็เอาเราเป็นศูนย์กลางไปหมด

เพราะเรายังมีตัวเราที่ใหญ่อย่างยิ่งนั่นเอง


ให้สังเกตตัวเรานะคะ

ถ้าเราสะดุ้งสะเทือนง่าย แตะไม่ได้เลย ยิ่งพองขนง่ายเท่าไหร่ แสดงว่า”ตัวตน”เราสูงมากอย่างยิ่งเท่านั้น


ดังนั้นต้องหมั่นปฏิบัติ เพื่อลดละตัวตนค่ะ จึงจะสงบสนิทจริงๆ

ทะยอยทำไป มีพลาดบ้างก็ “เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง” ค่ะ


ส่วนที่ว่าใจสั่น รุ่มร้อนนั้น

อันนี้เป็นปกติ เวลาจิตเกิดกิเลสค่ะ


เวลากรรมส่งผล ถ้าเราสะเทือนเพราะมัน

ก็เพราะกิเลสในตัวพลุ่งพล่านขึ้นมา เมื่อเราถูกกระทบ


การที่เรารู้สึกชัด แสดงว่าความไวของเราต่อเวทนาต่างๆพัฒนาขึ้น ถ้ารู้สึกถึงเวทนาได้ว่าใจกำลังเร่าร้อน สั่น หรือเริ่มคิดร้ายๆ นี่

ก็เพราะเราเริ่มไวขึ้นจากการปฏิบัติ

มีสติไวขึ้นต่อเวทนาบนร่างกาย


ขณะนั้นที่เรา”กำลัง”รู้สึกตัว

ขณะนั้น เรากำลัง”มีสติ”เห็นเวทนา

เห็นจิตตนเองอยู่ค่ะ

ตอนนั้นจิตกำลังเกิด “เบรค” อัตโนมัติ

พอเป็นดังนี้ พอรู้ตัวเป๊ะ ให้รีบวางใจลง อย่าเผลอไผลไปคิดตามครรลองของสิ่งกระทบต่อ

ไม่งั้นจะโกรธ ผิดหวัง เสียใจ ฯลฯ สร้างสังขารต่อ

ให้ทำใจให้สงบ หายใจให้ชัดเจนหลายๆครั้ง หรือไล่ดูเวทนาบนกายส่วนต่างๆ จนใจเบาลง


ส่วนที่ถามว่าจะมีวิธีคิดอย่างไร ให้ใจนิ่ง ใสเหมือนน้ำ

ความคิดของเรา คือ ‘สังกัปปะ’ คิดดีเป็นสัมมาสังกัปปะ คิดร้ายเป็นมิจฉาสังกัปปะ

เราต้องเดินตาม มรรคมีองค์ 8 ไปเรื่อยๆอย่างมุ่งมั่นนี่แหละค่ะ

คือ ฝึกให้มี “สัมมา”กับทุกอย่าง

หมั่นสกัดไม่ให้มี “มิจฉา” กับทุกอย่าง

การฝึก ก็ต้องทำทุกวิธีที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำเลยค่ะ

(เช่น กุศลในบุญกิริยาวัตถุ 10 ซึ่งเป็น ทาน ศีล ภาวนา; ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ คือมรรคมีองค์ 8; โพธิปักขิยธรรม 37 เป็นต้น ซึ่งธรรมทั้งหมดเหล่านี้คาบเกี่ยวทับซ้อนกัน เพียงแต่แยกแยะต่างรูปแบบกัน)


กุศลนี่ทำอย่างใดอย่างหนึ่งกำลังไม่พอนะคะ เพราะสิ่งเร้าที่พาเราลงเหวมันมากมายอยู่รอบตัว และตลอดเวลา

เราจึงประมาทไม่ได้เลย

เราก็ต้องหมั่นสร้างปราการรอบตัวที่เข้มแข็ง จากการทำทุกๆกุศลที่เราจะทำได้

แล้วทั้งปวงนี้จะกล่อมเกลาขัดล้างจิตเราไปเรื่อยๆ อย่างมีผล

จิตก็จะแปรรูปเป็นจิตที่สูงขึ้น สงบขึ้น สะอาดขึ้น ใสขึ้น นิ่งขึ้น

เป็นลำดับ

จวบจนใสสนิท สงบเย็น พ้นทุกข์ทั้งปวงในที่สุด