ปฏิบัติแล้วหงุดหงิดง่ายขึ้น
ขอตอบแค่พอสังเขปนะคะ
ก่อนอื่นขอแสดงความชื่นชมในความตั้งใจปฏิบัติอย่างต่อเนื่องนะคะ
อนุโมทนาจากใจค่ะ
ขอตอบตรงคำถามก่อน แล้วค่อยขยายความเพิ่มตามหลังนะคะ
สาเหตุมีหลายอย่าง
แต่ขอยกแค่สองสาเหตุ คือ
1. เมื่อนั่งมาก นั่งนาน และ ‘ปฏิบัติถูกต้อง’ สังขารย่อมออกมาได้มากขึ้น
ทั้งด้านที่เป็น โลภะ โทสะ และ โมหะ จึงเกิดอาการเหล่านั้น
2. จิตที่พัฒนาขึ้นจากปฏิบัติต่อเนื่องเป็นประจำ จะมีสติที่ไวขึ้น รู้ตัวถี่ขึ้น
จึงเห็นอาการของสังขารเหล่านั้น ทั้งชัดขึ้น ทั้งบ่อยขึ้น
🌼ขยายความสาเหตุ <1> ที่ ‘ยิ่งปฏิบัติเหมือนยิ่งนิสัยไม่ดี’🌼
ที่ว่ายิ่งนั่งมาก สังขารยิ่งออกมาก
นี่เป็นธรรมดาของผู้ปฏิบัติธรรมค่ะ
การปฏิบัติวิปัสสนาเป็นการหยุดสร้างบาปใหม่ หยุดก่อสังขารใหม่ ทั้งด้านความโกรธ ด้านอยากได้ใคร่ดี และด้านหลงมัวเมาในชีวิต อย่างมีผลจริงจัง (=ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้องเท่านั้น)
เมื่อเราหยุดก่อสังขารใหม่ ของเก่าๆนิสัยเก่าๆ โทสะเก่าๆ ความใคร่อยากเก่าๆ เหล่านี้เป็นต้น ที่เราสั่งสมมาช้านานเป็นชาติๆ ก็จะพากันปะทุออกมา ทั้งมากขึ้น และทั้งเร็วขึ้น
ยิ่งเราปฏิบัติมากขึ้น ต่อเนื่องขึ้น ของหมักหมมเหล่านี้ก็จะโผล่ให้เราได้รู้จักนิสัยร้ายต่างๆของเรามากขึ้น
เพราะเมื่อเรามีสติรับรู้สังขารและวางเฉยมีอุเบกขาจากการปฏิบัติต่อเนื่อง สังขารใหม่ที่ไม่ดีจึงไม่เกิดเพิ่มอีก ทำให้สังขารเก่าที่ฝังลึกๆ ฝังมานานยิ่งก็ถูกกระตุ้นให้ออกมามากขึ้น
ปมดำมืดใหญ่ๆหลายปม ที่ถูกฝังลึกๆก็จะถูกกระตุ้นให้โผล่ขึ้นมา
จึงไม่ผิดปกติที่เราจะหงุดหงิด จะกราดเกรี้ยวมากขึ้น
เพราะปมดำมืดลึกๆได้เวลาที่จะขึ้นมาให้เราได้ “สะสาง”
ปมดำมืดลึกๆเหล่านี้ อาจเป็นโทสะรุนแรง หรือความหวาดกลัวรุนแรง หรืออ่อนไหวทางอารมณ์ที่รุนแรง หรือความต้องการบางอย่างที่รุนแรง หรือความหลงตัวรุนแรง เหล่านี้เป็นต้น
ที่พึงระวังคือ เมื่อความดำมืดเหล่านี้มันผุดโผล่ขึ้นมา เราต้องมี ‘สติ’ รู้เท่าทันมันให้เร็ว
อย่าให้มันมีโอกาสเล่นงานเรา อย่าให้มันครอบงำเรา อย่าเป็นเหยื่อของมัน
ถ้าเราขาดสติ ปล่อยตัวให้ไหลตามมันจน ‘ก่อสังขารใหม่’
เราก็จะสั่งสมความดำมืดนั้นเพิ่มขึ้นอีก
ทั้งสั่งสมในรูปแบบความ ‘เคราะห์ร้ายต่างๆ’ ในวันหน้า และสั่งสมในรูปแบบของอุปนิสัยที่ร้ายแรงชนิดต่างๆ
หลักของนักปฏิบัติคือ ปฏิบัติเพื่อละปฏิกิริยา’ชอบ’ ‘ชัง’ ต่อสังขารเก่า ที่จะก่อให้เกิดการสร้างสังขารใหม่
ด้วยการมีสติเท่าทันการผุดโผล่ทุกรูปแบบของสังขารเก่า
🌼ขยายความสาเหตุที่ <2> ที่ ‘ยิ่งปฏิบัติเหมือนยิ่งนิสัยไม่ดี’🌼
ที่ว่า จิตที่พัฒนาขึ้นจากปฏิบัติ จะมีสติที่ว่องไวขึ้น จิตคมขึ้น จึงเห็นจิตชัดขึ้น เร็วขึ้น ถี่ขึ้น ทั้งภายในภายนอก
เมื่อเราปฏิบัติมากขึ้น รับรู้เวทนาได้เร็วขึ้น และวางเฉยต่อทุกขเวทนาได้มากขึ้น
สติจะเข้มแข็งขึ้นเป็นลำดับ
จิตจึงว่องไวต่อความคิดอ่านของตัวเองมากขึ้น
จิต ‘เห็น’ จิตของตัวเองชัดขึ้น
เห็นกิเลสความชั่วร้ายของตัวเรา ‘มาก’ ขึ้น
เห็นความชั่วร้ายนี้ ‘ไว’ ขึ้น คือรู้ตัวไม่นานนัก หลังจากมีความไม่ดีเกิดขึ้นในใจ
เห็นความชั่วร้ายเหล่านี้ ‘บ่อย’ ขึ้น เพราะพอมันเกิดเรารู้ทันด้วยสติที่เข้มแข็งขึ้น เมื่อรู้ทันมันก็ดับไป แล้วความชั่วร้ายแบบนี้ที่สะสมไว้ลึกถัดไปก็โผล่มาอีก เราก็รับรู้ทัน มันก็ดับไป พอตัวนี้ดับไป ก็มีตัวต่อไปเกิดอีก เราก็รู้ทันอีก เช่นนี้ต่อๆกันไป จึงเหมือนจะรู้สึกว่าทำไมเราถึงชั่วร้ายบ่อยขนาดนั้น
ทั้งนี้ ทั้งนั้นเป็นเพราะ ‘สติ’ ของเราพัฒนาขึ้นนั่นเอง จึงมีประสบการณ์เหล่านั้น
ที่เห็นว่าเราเหมือนจะหงุดหงิดขึ้น จริงๆคือเราเห็นตัวเองชัดขึ้นถึงความไม่ดีนั้น
และเห็นความหงุดหงิดนั้นได้เร็วขึ้น เมื่อเกิดไม่นานก็เห็น พอมีสติ อ้าวมาอีกแล้ว มันเลยเหมือนเราหงุดหงิดมากและยังต่อเนื่องยาว
พอเราเห็นความไม่ดีของนิสัยเรา
หลายคนก็จะ “หลุด”
คือ แทนที่จะมีสติรู้เท่าทันความไม่ดีในจิต
กลับไปผิดหวังตัวเองเข้าไปอีกว่าทำไมเราช่างไม่ดีอย่างนี้ อย่างนั้น คือพลอยไปหงุดหงิดความหงุดหงิดของตัวเองเพิ่มขึ้นไปอีก
กลายเป็นเบิ้ลความหงุดหงิด คือหงุดหงิดแรกจากสังขารเก่าผลักขึ้นมา และหงุดหงิดที่สองที่หงุดหงิดความหงุดหงิดอันแรก
แท้จริงแล้ว จิต “ตัวรู้” ของเรากำลังทำงานดีขึ้น ว่องไวขึ้น จึงจับได้ไล่ทันกิเลสได้เร็วขึ้นกว่าก่อน
ทั้งยังจับได้ทุกครั้งไปที่ความไม่ดีเข้ามาครอบงำ ต่างหาก
และถ้าสังเกตให้ดี เราจะเห็นว่า นอกจากเราไวขึ้นกับตัวเองแล้ว เรายังไวในการเห็นกิเลสความคิดที่ไม่ดีของคนอื่นชัดขึ้น ไวขึ้น ถี่ขึ้น ด้วยเช่นกัน
เพราะจิตที่ฝึกแล้ว จะเห็นสิ่งต่างๆชัดเจนขึ้นนั่นเอง ทั้งภายในตัวเอง และภายนอก
ส่วนที่หนูถามว่า ^…ควรมีกุศโลบายให้ตัวเองอย่างไร…^
ตอบคือ =ตามให้ทันค่ะ
ตามให้ทัน ให้รู้ว่าสังขารเก่ามันกำลังโผล่มาให้เห็นแล้ว
กรณีที่ถามมานี้ ความหงุดหงิดคือสังขารเก่าที่ฝังจนเป็นนิสัยซ่อนอยู่ลึกๆ
เมื่อเราปฏิบัติ มันจึงออกมาแสดงตัวให้เห็น
เราก็แค่รับรู้มัน
และอย่ามีปฏิกิริยาใดๆให้มันขยายตัวและครอบงำเราได้
ไม่เช่นนั้น เราจะสร้างสังขารใหม่ของความหงุดหงิดเพิ่มขึ้น
เท่ากับทำให้นิสัยนี้หนักข้อขึ้น
ที่เขาโผล่มา เพื่อให้เราเห็นและขจัดไป
โผล่อีกก็ขจัดอีก โผล่อีกก็ขจัดอีก เช่นนี้แล้วๆเล่าๆ
ขจัดมันด้วยสติและการวางเฉย (อุเบกขา) ต่อมัน
เพียงแค่รับรู้ และวางเฉย มันก็จะดับไป หลุดออกไปจากเราทีละเปลาะ
เราก็รับรู้ขณะถัดไปอีก มันก็ดับไปอีก หลุดไปอีกเปลาะ เช่นนี้ไป
มันมาเท่าไหร่ เราก็รับรู้มันเท่านั้น
มันจะมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเท่าไหร่ เราก็ตามรู้มันอย่างต่อเนื่องยาวนานไปกับมันเท่านั้นด้วย
ในที่สุดนิสัยหงุดหงิดก็เบาบางลงๆๆๆ จนหมดไปโดยสิ้นเชิง