เมื่อมีความทุกข์ การปฏิบัติภาวนาย่อมช่วยได้ดีที่สุด
A: ใจเย็นก่อนค่ะ อย่าเพิ่งเอาหลายๆเรื่องมาทับถมกัน
ความจริงเมื่อเราคิดว่าเราทำไม่ได้ ใจจะยิ่งกังวล ความกังวลเป็นอกุศลจิตที่เพิ่มทุกข์ให้เรา เลยยิ่งรู้สึกเหมือนกับเราทำไม่ได้จริงๆขึ้นมา
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเราปฏิบัติไม่ได้ หรือ เราทำความดีแล้วไม่ได้ผล
แต่มีปัญหาว่าเราพยายามดิ้นรนที่จะต้อง “ปฏิบัติให้ได้” มากกว่า
เราทำอย่าง “หวังผล” มากกว่า
เลยดูเหมือนกับว่าเราทำไม่ได้จริงๆ
จิตที่ไปจดจ่อกับ ’ผล’
แทนที่จะทำปัจจุบันขณะให้ดีที่สุด
แทนที่จะตั้งใจกับการสร้าง ’เหตุ’ ให้ดีที่สุด
จึงไม่ได้ ‘ผล’ค่ะ
ยิ่งดิ้นยิ่งร้อนรน
ยิ่งดิ้นยิ่งจิตตกลงสู่ที่ต่ำ
ยิ่งดิ้นยิ่งถูกบีบรัดแน่นขึ้น
ยิ่งดิ้นยิ่งหลุดจากธรรมะไปไกลขึ้น
ที่สุดเลยพาลเชื่อไปว่าธรรมะไม่ได้ผล วิธีปฏิบัติไม่ได้ผล
แท้จริงแล้วเป็นจิตเราที่ปรุงให้เกิดความรู้สึกว่าไม่ได้ผลนี้ขึ้นมาเอง
หรือบางทีเราอาจคิดว่าเราช่างไม่ได้เรื่อง รู้สึกผิดหวังตนเอง
ซึ่งความคิดนี้ก็จะปรุงแต่งให้อกุศลในจิตเพิ่มขึ้นอีก
ก่อนอื่น ขอให้นิ่งก่อนค่ะ
หยุดดิ้นรนเพื่อออกจากทุกข์ให้ได้
ถ้าหยุดความดิ้นรน หยุดความ ‘อยาก’ ที่จะให้ตนพ้นจากทุกข์นี้ให้ได้ ให้เร็วที่สุด
หยุดความคิดที่จะบังคับตนเองให้ทำให้ได้
และยังต้องทิ้งความคิดหรือความหวั่นไหวว่าเราทำไม่ได้ไปด้วย
ขบวนการส่งผลของกรรม มันมีวาระของมัน
จิตที่เป็นกุศล จะลดทอนความรุนแรงของทุกข์ และบรรเทาระยะเวลาการให้ผลของทุกข์
จิตที่เร่าร้อนไปด้วยอกุศลจะขยายความทรมานจากทุกข์เดิมให้สาหัสขึ้น และจะต่อระยะเวลาให้ขมขื่นนานขึ้น
จิตที่มีปัญญาของท่านผู้ถึงแล้ว จะไม่ทุกข์ แม้เห็นทุกข์เกิดอยู่ก็ไม่ทุกข์ตาม ไม่ว่าระยะของทุกข์จะสั้นหรือยาวจึงไม่มีผล เพราะจิตหลุดจากความเป็นทาสของทุกข์แล้ว
เมื่อมีความทุกข์ การปฏิบัติภาวนาย่อมช่วยได้ดีที่สุด
แต่บ่อยครั้งเราต้องค่อยๆใช้ขบวนการลดทอนความสาหัสของอาการในจิตเราก่อนลงมือปฏิบัติ
ขณะที่ความเร่าร้อนในจิตกำลัง peak สุดๆเราย่อมทำให้เย็นลงทันทีได้ยากมาก (ไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่ยากกว่าเวลาจิตไม่ว้าวุ่นรุนแรง)
เหมือนน้ำกำลังร้อนจัด ใส่น้ำเย็นเฉียบลงไปแก้วอาจจะแตกได้
เลยพาลโมโหมากขึ้น ผิดหวังมากขึ้น
เป็นขบวนการโทสะใหม่ทับซ้อนโทสะเดิม
ทุกข์ใหม่ทับซ้อนเพิ่มพูนบนทุกข์เดิม ต่อๆกันไป เป็น vicious cycle
ต้องค่อยๆคลายความร้อนด้วยน้ำที่ไม่เย็นมากนักก่อนหรือใส่ทีละน้อย
ให้ลองทำใจให้ผ่อนคลาย ให้สงบเย็น ให้เงียบ ให้สงบระงับ ให้เบา
จากนั้นค่อยมาดู มารับรู้สิ่งต่างๆตามที่มันเป็นจริงของมัน
อย่าเพิ่งดูที่เนื้อหาที่ทำให้ทุกข์
และอย่าเพิ่งดูสาเหตุที่ทำให้ทุกข์
ให้ดูความรู้สึกสั่นไหวของใจ ความกระวนกระวายของใจ ความกระสับกระส่ายของใจ ความหนักหน่วงของใจ
ดูอาการมันเฉยๆ (ไม่ดูเรื่องราว) จนมันคลายตัวเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอื่นอาการอื่นที่ลดทอนความรุนแรงลง ก็เฝ้าดูความรู้สึกใหม่อาการใหม่นี้จนมันเปลี่ยนแปลงไปอีก ลดความแกว่งไกวลงไปอีก แล้วก็ดูความรู้สึกถัดไปอาการถัดไป ดูทีละความรู้สึกทีละอาการด้วยใจเป็นกลาง อย่าเพิ่งคิดอะไร
จนกระทั่งอาการผ่อนคลายลง ใจเบาขึ้น สบายขึ้น ก็อาจลองลงมือปฏิบัติดูสัก 5-10 นาที
ระหว่างที่ปฏิบัติ ก็ให้รักษาใจประคองใจไปตลอด อย่าให้ใจตกลงไปในวังวนของปัญหา คอยดูใจไปให้ตั้งอยู่อย่างเป็นกลาง อย่าเพิ่งคิด
(เมื่อจิตเข้มแข็งขึ้น จิตหลุดจากความเร่าร้อนได้มากขึ้น ความคิดจะเป็นบวกขึ้นเอง การแก้ปัญหาก็จะตั้งอยู่บนกุศล ทางออกก็จะโปร่งใสขึ้น)
ทำเช่นนี้ทุกครั้งที่ใจเผาลน เราจะค่อยๆทุกข์น้อยลง เบาขึ้นเป็นลำดับ
ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ไม่ต้องก้าวกระโดด ไม่ต้องหวังผลเลิศ
ค่อยๆเดิน
นี่คือการปฏิบัติจิตที่ถูกต้อง
เรียบง่าย เบา สบาย
ใช้ความจริงใจ จริงจัง แต่ไม่เคร่งเครียดกดดัน
แค่คอยตามรู้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นด้วยใจที่เย็นสนิท
รู้แบบปล่อยวาง
รู้แบบมันไม่ใช่เรื่องของเรา
ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปปรับปรุงแก้ไข
ไม่ต้องแม้แต่ไปทำความเข้าใจ
แต่แค่รู้มันทีละเรื่องๆ ทีละขณะๆ ไป
เป็นการรู้แบบมีเจตนาที่จะรู้ว่ามันกำลังเกิดอยู่
ให้ทำเพียงเท่านั้น จบแล้ว
แล้วก็ตามรู้สิ่งถัดไปที่ปรากฏในขณะถัดไปสิ่งที่กำลังเกิดอยู่ เท่านี้ก็จบอีกสำหรับเรื่องนี้ และก็ไปรู้เรื่องใหม่อีกที่กำลังเกิดอีก ต่อๆไปเรื่อยๆ
นี่คือการอยู่กับปัจจุบัน แต่ละขณะ โดยอยู่ด้วยจิตที่สงบ ผ่อนคลายปล่อยวาง และมีสติตามรู้ทัน
อย่าเคร่งเครียดเอาเป็นเอาตายแบบคาดหวัง
อันนั้นจะเป็นการเพิ่มพูนตัณหา
จะปฏิบัติด้วยความเหนื่อยยากและทุรนทุราย
ไม่ต้องพิจารณามาก ว่าตอนนี้ จิตเราเป็นแบบนี้ อารมณ์เราเป็นแบบนี้ วางความคิดไว้ก่อน
ขณะปฏิบัติ ต้องให้เกิดปัญญาขึ้นมาเอง ยังไม่ต้องใช้ปัญญาเราไปคิดอ่าน
คือพยายามไม่ไปคิด ไม่ไปทำความเข้าใจมันและตีความมันเมื่อดูมันเกิด เพื่อป้องกันการปรุงแต่งของจิตทำเท่านี้ให้ได้ขณะที่กำลังปฏิบัติ ความเข้าถึงธรรมมันจะค่อยๆมาเอง
หลังจากนั้นจะมาปัจจเวกต่อในภายหลังว่าเป็นธรรมะตัวไหนก็ไม่สาย(สำหรับผู้ที่สนใจปริยัติ)
แต่ขณะปฏิบัติภาวนาอยู่ จิตควรจดจ่อต่อสิ่งที่จิตจะอยู่ในสภาวะที่บริสุทธิ์ที่สุดคือ’รู้’รูปนามตามจริงด้วย ‘ใจ’เป็นกลาง
(ใจที่ปราศจากความคิด รู้แต่ลมหายใจ หรือเวทนา หรือ รูปนามตัวใดตามหลักสติปัฏฐานก็ได้จึงเป็นกลางที่สุด)
ให้จับหลักของการปฏิบัติให้ถูก
จิตที่เหมาะสม จะต้องมีสภาพที่อ่อน ที่ควร ที่คล่องแคล่ว ที่เบา สงบระงับ ผ่องใส และเงียบสนิท ตลอดเส้นทางการปฏิบัติจึงจะเป็นคุณสมบัติที่ถูกต้องเหมาะควร
ถ้าจิตคิดคาดหวัง
จิตมัวแต่คิดทำความเข้าใจ
จิตมัวแต่พยายามเอาทฤษฎีมาอธิบายนั้น
แม้ขณะนั้นจะเป็นกุศลจิตเช่นกัน
แต่ขณะนั้นกลับไม่สามารถพัฒนาปัญญาในระดับที่ลึกซึ้งที่สุดได้ (ญาณปัญญา)
จิตที่คิดวิเคราะห์จะยังไม่สามารถหยุดการเป็นตัวตนของเราได้ ยังใช้ตัวตนเป็นผู้วิเคราะห์ทำความเข้าใจอยู่ จะยังเป็นจิตที่หนักกว่าจิตที่ทำหน้าที่ตามรู้เฉยๆ
นอกจากนั้น ขณะที่มัวแต่คิดนั้น จะไม่ได้ ‘เห็น’ ความเป็น ‘ไตรลักษณะ’ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ของสรรพสิ่งได้จริง