การเปลี่ยนแปลงนิสัยเดิมของจิต
A :
การปฏิบัติธรรมไม่ได้เปลี่ยนแปลงให้เรามาสู่นิสัยเดิมค่ะ นิสัยเดิมเป็นสังขารที่ผุดขึ้นมาให้เห็นชัดเจนขณะปฏิบัติธรรมของเราแต่ละคน
เป็นความไม่บริสุทธิ์ของจิตใจเราที่เกิดจากอนุสัยกิเลสเก่าๆ
เมื่อปฏิบัติเราจะไปกระทุ้งมันให้ปรากฏออกมา
เมื่อเราดูมันด้วยสติ ด้วยอุเบกขา มันจะหมดกำลังลง ที่ท่านว่าตัณหาถูกแทนที่ด้วยปัญญา
ถ้าเราสามารถทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆไม่หยุดยั้ง นิสัยเดิมๆที่ไม่ดีของเราก็จะค่อยๆเปลี่ยนไป
ธรรมะที่พัฒนาในตนจริงจะเพิ่มพูนจิตที่เป็นกุศลของคนนั้นอย่างต่อเนื่อง และจะลดละจิตที่เป็นอกุศลอย่างต่อเนื่อง
เมื่อจิตพัฒนาขึ้น จะเป็นจิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น ความคิดอ่าน การกระทำ และการใช้วาจาของบุคคลนั้นนั้นก็จะประณีตสุขุมด้วยคุณธรรมขี้นเป็นลำดับ
กล่าวคืออุปนิสัยใจคอ(หรือสันดาน)ที่เกาะจนเป็นสันดอนแน่นหนา จะถูกกระแทกออกไปเรื่อยๆและจะค่อยๆเปลี่ยนสภาพเป็นอุปนิสัยใหม่
แต่อุปนิสัยเดิมๆซึ่งเกิดจากกิเลสยังไม่ได้หมดไปทั้งหมด
มันก็ยังปรากฏให้เห็นเป็นความไม่น่ารื่นรมย์แบบต่างๆ ตามเหตุปัจจัยของมัน
ความเบื่อหน่ายอยู่ในกิเลสประเภทโทสะ ซึ่งย่อมปรากฏขึ้นตามเหตุปัจจัยของมันตราบใดที่มันยังคงนอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานของเรา
เมื่อเราปฏิบัติธรรมจนโทสะกิเลส โลภะกิเลส และโมหะหมดสิ้นไปนั่นแหละอาการต่างๆที่เกิดจากตัวกิเลสก็หมดไปด้วย
ผู้ที่ปฏิบัติธรรมต้องเดินบนเส้นทางชีวิตที่มีหลายรูปแบบ ทั้งราบเรียบร่มรื่นและเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม
ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม หรือไม่รู้ธรรม ก็ต้องเดินบนเส้นทางทุกข์นี้เช่นกัน
ต่างกันตรงที่ ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมมีอุบายวิธีการอันชาญฉลาดที่จะเดินอยู่บนถนนแห่งความทุกข์ยากนี้อย่างมีปัญญา และมีสติ ย่อมไม่หวั่นไหวแกว่งไกวต่อพายุร้ายเท่าผู้ที่ไม่รู้เส้นทางอันประเสริฐทั้งหลาย
พร้อมกันนั้น ผู้ปฏิบัติย่อมเดินทางสายตรงสู่ความสุขอันอนันต์ในวันหน้า
ขณะผู้ที่ยังไม่พบธรรมะย่อมยังต้องเดินวนอยู่บนเส้นทางอันทุกข์ยากนี้ยาวไกลไม่เห็นแสงสว่างของปลายทาง ยังเดินเลี้ยวไปมาออกนอกเส้นทางตรงนี้ไปอย่างไร้เป้าหมาย เช่นนี้วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ชาติแล้วชาติเล่า
ดังนั้นถ้าให้ก็ตอบคำถามว่าจะเบื่ออีกนานไหม ก็ต้องตอบว่าอยู่ที่กิเลสแต่ละตัวของเราว่าเราได้ทำให้มันเบาบางจางลงได้มากแค่ไหน
แล้วเราได้ก้าวเดินเข้าสู่เส้นทางบรมสุขแห่งพระนิพพานมาได้ยาวแค่ไหน
อย่ามีความรู้สึกปฏิเสธหรือไม่พึงพอใจต่อสิ่งที่ไม่ดีต่างๆในชีวิต รวมทั้งอุปนิสัยไม่ดีต่างๆของเรา
อย่าแม้แต่ไม่พอใจที่ทำไมเรามีความคิดไม่ดีในใจ
เพราะความไม่พอใจเหล่านั้น ก็คือ เรากำลังเพิ่ม สังขารไม่ดีขึ้นมาอีก และกำลังบ่มเพาะอุปนิสัยชนิดนั้นต่อไปอีก
ขอให้ฝึกการยอมรับ และอยู่กับมันด้วยปัญญาว่ามันอนิจจัง
มันจะอยู่นาน อยู่ไม่นาน ก็ยอมรับไป
การที่เรายอมรับ และไม่มีปฏิกิริยา เรากำลังขจัดความทุกข์ และขจัดกิเลสไปด้วยปัญญา
กระบวนการของชีวิตสำหรับผู้ปฏิบัติ คือต้องทำเช่นนี้ตลอดไปจนไม่มีเหลือให้ต้องทำอีก
การยอมรับทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตอย่างไม่มีปฏิกิริยา อย่างมีสติ นี่ก็คือการใช้อุเบกขาอย่างถูกต้องค่ะ