ฝากข้อคิดเล็กน้อยสำหรับผู้ปฏิบัติ
ชีวิตประจำวันนอกห้องปฏิบัติ...
สิ่งที่อาจเกิดสำหรับผู้ปฏิบัติอย่างเราๆ อันหนึ่งก็คือ ความรู้สึกว่าเราช่างมีความคิดไม่ดี เรายังพูดไม่เหมาะและยังกระทำสิ่งที่ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้อยู่มากมาย...
เช่น
บางคนรู้สึกตัวว่าตัวเองโกรธ
บางคนรู้สึกตัวเมื่อหงุดหงิด
บางคนรู้สึกตัวเมื่อพูดวาจาก้าวร้าวรุนแรง
บางคนรู้สึกตัวเมื่อกำลังกล่าววาจานินทาว่าร้ายวิจารณ์คนอื่น
บางคนรู้สึกตัวเมื่อในใจคิดบริภาษค่อนแคะ หรือริษยาคนอื่น
บางคนรู้สึกตัวว่าใจห่อเหี่ยว เศร้าซึม ผิดหวัง ท้อแท้
บางคนรู้สึกตัวว่าตัวเองช่างหลงตัว
.....และความรู้สึกถึงความคิด คำพูด และการกระทำทั้งหลายที่ไม่ดีงามของตนเองต่างๆนานา
ขออย่าท้อแท้ผิดหวัง
อย่าเพิ่งคิดว่าเราปฏิบัติไม่เป็นผล
อย่าเพิ่งคิดว่าทำไมเราช่างใช้ไม่ได้
ความจริงแล้วจิตของผู้ที่ฝึก’สติ’อย่างถูกต้องย่อมเป็นเช่นนี้
การที่เราฝึกดูแค่เวทนาธรรมดาๆนี้ให้เป็นในห้องปฏิบัติ
คือ ดูอย่างปล่อยวาง ดูอย่างไม่แบกไม่ถือ ไม่เห็นเป็นเวทนาของเราได้
เมื่อใดที่เราฝึกได้ และสามารถฝึกได้อย่างต่อเนื่อง นาทีแล้วนาทีเล่าในห้องปฏิบัตินั้น
เท่ากับเราได้ฝึกศักยภาพของจิตเราให้พัฒนาขึ้นทุกๆขณะของนาทีนั้น
ในจิตของเราขณะฝึกอย่างถูกต้อง ก็จะเกิดขบวนการชำระล้างกิเลสออกทุกขณะ
คือทุกๆขณะที่มีสติรู้เวทนา แล้ววางเฉยไม่ตอบโต้ และไม่คิดปรุงแต่งต่อเวทนานั้นๆได้
จิตก็เลื่อนขั้นขึ้น มีพัฒนาการขึ้นทีละน้อย ทีละน้อย
จิตจึงมีความว่องไวขึ้นในการ ‘detect’ บาปที่เกิดขึ้นในตัวเอง
นี่คือการที่ มีสติที่ว่องไวขึ้น
จึงสามารถรู้ตัวว่าได้ทำสิ่งไม่ดีขึ้นมาแล้ว
บางคนรู้ตัวเร็วมาก
บางคนรู้ตัวขณะกำลังเกิดได้สักพัก
บางคนรู้ตัวหลังทำไปแล้ว
บางคนบางเรื่องรู้ตัวเร็ว แต่บางเรื่องรู้ตัวช้า...
(ที่รู้ช้าอาจเพราะสิ่งนั้นอาจเป็นกิเลสที่ฝังตัวลึกกว่า กิเลสที่ทำบ่อยๆจนชาชิน เป็นอุปนิสัยสันดานที่ติดแน่นกว่าตัวอื่นๆ)
แต่จะช้า จะเร็ว ผู้ที่เคยฝึกสติอย่างถูกต้อง ควรมีความรู้เท่าทันเหล่านี้เกิดขึ้นในตนเนืองๆ
การที่จิตพัฒนาขึ้น เราจะมีหิริ มีโอตตัปปะเพิ่มขึ้น รู้ดีรู้ชั่ว กลัวบาปกลัวกรรมมากขึ้น จิตตามรู้ได้อย่างว่องไวขึ้น
ดังนั้นจึงไม่พึงท้อแท้ผิดหวังที่เรายังทำผิดพลาด ยังโกรธ ยังมีกิเลสต่างๆอยู่
ข้อดีคือได้ ‘รู้ตัว’
นี่คือการรู้จัก ‘มองตน’ เสียที
เพราะเรามัวแต่ ‘มองฅน’ มานาน
ขออย่าคิดร้าย อย่าโกรธผิดหวังตนเองเมื่อเห็นความผิดพลาดนั้นๆ แต่ให้รีบมีสติ มนสิการด้วยปัญญาว่าเราได้พลาดไปแล้ว ให้กำหนดรู้ลมหายใจหรือเวทนาด้วยจิตที่มีอุเบกขาก่อน เพื่อให้อภัยตนเองและไม่ให้สร้างความคิดที่ไม่ดีต่อไปอีก
ทำสักระยะจนใจนิ่งสงบลง ไม่ซัดส่ายเร่าร้อน
นี่เท่ากับเราได้ใช้อกุศลที่เกิดขึ้น มาฝึกจิตให้เกิดกุศล เกิดปัญญา
แล้วให้ตั้งใจใหม่ให้ดีว่าเราจะพยายามให้ดีขึ้น ให้รู้ตัวเร็วขึ้น
ความคิดที่ทำร้ายไม่พอใจตนเอง ก็เป็นกิเลส เป็นการสร้างสังขารต่อไปอีก
การปฏิบัติทุกวัน เช้าเย็นจะฝึกศักยภาพของสติ อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
แต่ในแต่ละครั้งที่นั่งชั่วโมง เช้า เย็น
ต้องนั่งปฏิบัติจริงๆจึงจะได้ผล
ไม่ใช่นั่งฟุ้ง นั่งหลับทั้งชั่วโมง
ก็จะได้ความฟุ้งและความหลับเป็นรางวัล แถมเสียไปหนึ่งชั่วโมงให้กับมัน
ปกติธรรมดาผู้นั่งปฏิบัติต้องมีฟุ้ง มีหลับเป็นธรรมดาของจิตปุถุชน
ขอให้ใช้ความฟุ้งความง่วงมาเป็นประโยชน์
ใช้มันมาฝึกตนเองให้ตื่นตัวด้วยสติ
ทุกๆความฟุ้ง คือโอกาสฝึกสติ ฝึกสมาธิ ฝึกวิริยะ ฝึกปัญญา
ไม่ใช่ฟุ้งทีโมโหที...
สาธุการในความเพียรพยายามของทุกท่านค่ะ