อาการโยกโคลง / รู้สึกตัวเองยังไปไม่ถึงไหน / จิตฟุ้ง
A:ถ้ารู้ตัวว่ากำลังโยกไปมาก็ขอให้หยุดค่ะ และอย่าไปกังวลใส่ใจกับมันค่ะ
มีผู้ปฏิบัติหลายท่านที่เวลาปฏิบัติอาจจะโยกหน้าหลังโยกซ้ายขวา บางท่านก็หมุนตัวไปรอบๆ บางท่านก็โน้มตัวมาข้างหน้า
ไม่ต้องกังวลหรือไปสนใจมันนะคะ
ความกังวลหรือความสนใจเป็นพิเศษจะทำให้อาการเหล่านั้นขยายตัวขึ้น และจะทำให้ผู้ปฏิบัติมักทำเช่นนั้นต่อเนื่องไปด้วยในการปฏิบัติครั้งต่อๆไป
อาการเหล่านี้ไม่ได้มีผลดีร้ายต่อผู้ปฏิบัติ แต่อาจเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติหลายท่านเท่านั้นเอง
เมื่อรู้ตัวก็ให้หยุดเสียและไม่ไปสนใจมันก็พอค่ะ
บางครั้งการโยกตัวอาจทำให้ผู้ปฏิบัติหลายท่านสบายตัวขึ้นและรู้สึกเหมือนว่าจิตมีที่เกาะทำให้นั่งได้นานขึ้น
แต่อันนี้เป็นความรู้สึกปรุงแต่งของผู้ปฏิบัติค่ะ
ดังนั้นทางปฏิบัติที่ดีที่สุดคือผ่อนคลายจิตก่อน และไม่ไปให้ความสำคัญกับอาการทางกายนั้น
ความเคลื่อนไหวทางกาย จะทำให้ดูเหมือนว่าจิตมีสมาธิอยู่กับการเคลื่อนไหว
แต่กายที่นิ่งเท่านั้น จึงจะทำให้จิตนิ่งและสงบได้แท้จริง
ถ้าเป็นตอนง่วงนี่เป็นการโงก คล้ายๆสัปหงกค่ะ
แต่ที่พูดนี่เป็นความโยกที่เพลิดเพลินอย่างอ่อนๆ
กายพึงนิ่งสนิทเวลาปฏิบัติ
เมื่อกายนิ่ง จะช่วยไม่ให้จิตซัดส่าย
เพราะธรรมชาติของจิตจะคอยออกนอก เมื่อกายไหวไปมาจิตก็ตามไปสนใจบริเวณนั้นๆ
แต่การที่ให้กายสงบนิ่ง ก็ต้องไม่ใช่นิ่งเกร็งด้วยความทรมานฝืนตนเองเกินไป
ไม่ใช่นิ่งอย่างกัดฟันกรอดๆแต่นิ่งเพราะจิตมีอุเบกขา
เพราะจิตผ่อนคลายอยู่
เพราะจิตไม่หนักอยู่
ถ้าจิตเป็นเช่นนี้ได้จริง แม้ความเจ็บปวดขนาดไหนก็ไม่อาจทำให้จิตหวั่นไหวได้ จึงยังนิ่งอยู่ได้ค่ะ ถึงจุดๆหนึ่งแล้วกายจะค่อยๆยืดหยุ่นตามไปเอง
ฝึกจากกายสงบ ไปสู่จิตสงบ จิตสงบไปช่วยให้กายสงบขึ้นและกายสงบขึ้นนี้ก็ไปช่วยให้จิตให้สงบขึ้นอีก ไปเรื่อยๆเช่นนี้การปฏิบัติก็จะลึกขึ้นค่ะ
ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเดินสายกลางนะคะ ต้องดูเหตุปัจจัยเฉพาะของตนเอง ดูสภาวะทางร่างกายและจิตใจขณะนั้นๆ และปฏิบัติอย่างฉลาด
ไม่ฝืนไปและไม่หย่อนไป
อีกอย่างกายที่นิ่งเป็นการเพิ่มกำลังสมาธิให้เข้มแข็งขึ้น เพราะจิตจะจดจ่อทำงานอย่างเดียว ไม่ย้ายไปทำงานหลายอย่าง ไปรับรู้หลายอย่าง
จริงอยู่ที่วิปัสสนานั้น ขณิกสมาธิก็ทำได้แล้ว (แต่อุปจารสมาธิย่อมดีกว่ามาก) ดังนั้นการตามรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับกายหรือจิต เช่น รู้ถึงการเคลื่อนไหวทางกาย หรือรู้ว่ามีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นในจิต ก็เป็นวิปัสสนา
แต่การฝึกสมาธิหรือความตั้งมันของจิต ควรฝึกอยู่กับอารมณ์หรือสิ่งเดียวกันให้ต่อเนื่องกันไปให้มากที่สุด
ดังนั้นการดูเวทนาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
หรือดูลมหายใจอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
จึงเป็นการพัฒนาตัวสมาธิให้เข้มแข็งต่อเนื่อง
และจะเป็นการพัฒนาปัญญาให้เข้มแข็งและลึกซึ้งขึ้น
สมาธิเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เป็นหนึ่งในอินทรีย์ 5 พละ 5 ที่ผู้ปฏิบัติทุกคนพึงทำให้ได้ค่ะ
Q: กราบขอบพระคุณค่ะอาจารย์ ฟังดูหนูยังไปไม่ถึงไหน แต่ก็จะลองพยายามใหม่ และทำความเข้าใจกับสิ่งที่อาจารย์สอนค่ะ ขอบพระคุณอีกครั้งนะคะ
A: อย่าไปกังวลว่าเรายังไม่ไปไหนนะคะ
ทุกๆ ก้าวย่างบนเส้นทางแห่งการปฎิบัติ มีคุณค่าอย่างยิ่ง
ถ้าเราเคยไปปฏิบัติแล้วครั้งแรก และยังคงกลับไปปฏิบัติใหม่อีก
แสดงว่าเราได้สิ่งดีๆมาในจิตแล้ว
เรามีเชื้อแห่งธรรมะ
เรามีบารมีที่จะเจริญในทางธรรมได้
ถ้าไม่ท้อถอย และพากเพียรสร้างบารมีต่อไป
ความสุข สงบเย็น ความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาของชีวิตย่อมเป็นได้ในวันหน้าแน่นอนค่ะ...🌷
ในขณะที่ปฏิบัติอยู่ ถ้าจิตฟุ้งก็ยอมรับว่าขณะนี้จิตมีความฟุ้ง แล้วให้กลับมาที่อารมณ์กรรมฐานคือ ลมหายใจหรือเวทนาก็ได้ แล้วตั้งใจว่าจะจดจ่อกับมันให้จริงจังขึ้น จิตจะเข้มแข็งและจะค่อยๆมีสมาธิขึ้นเพราะความเพียรพยายามของเรา
แต่ขอให้อย่ารู้สึกผิดหวังที่จิตใจฟุ้งไปนะคะ
อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ปฏิบัติทุกคน
ขอให้ยอมรับและเดินหน้าต่อไปก็ใช้ได้ค่ะ
แต่ถ้าเป็นเวลาทำอย่างอื่นอยู่แล้วจิตใจวิ่งพล่านไปในหลายทิศทาง เกิดความคิดมากมาย ลองหยุดสักระยะสั้นๆ แล้วให้สงบใจ หายใจลึกๆเข้าออกสักสองสามครั้ง แล้วผ่อนลมหายใจให้เป็นธรรมชาติอีกสักสองสามลมหายใจ
ตลอดเวลานั้นต้องปล่อยจิตให้ว่างจากความคิดทั้งปวง
และต้องต่างรู้ลมหายใจอย่างเดียวจิตจะได้รับการพักผ่อน เมื่อจิตสงบลงแล้ว ค่อยกลับมาเรียบเรียงความคิดใหม่
การต่อสู้กับตนเองอย่างหนักขอให้เป็นการต่อสู้ด้วยจิตที่สมดุลนะคะ
อย่าไปเอาเป็นเอาตายกับมันจะทำให้ผิดหวังท้อถอยถ้าทำไม่ได้
แต่ให้ยอมรับความจริงว่านี่คือสภาวะของเราในขณะนี้แล้วตั้งใจใหม่ทำใหม่🌷
4/7/17