← 🍃ธรรมมรรคา
001อ่าน ~8 นาที

อาการโยกโคลง / รู้สึกตัวเองยังไปไม่ถึงไหน / จิตฟุ้ง

❓ ปุจฉา (คำถาม)
อาจารย์คะ ขอถามนะคะขณะปฏิบัติเกิดอาการโยกโคลงควรจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรคะ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A:ถ้ารู้ตัวว่ากำลังโยกไปมาก็ขอให้หยุดค่ะ และอย่าไปกังวลใส่ใจกับมันค่ะ

มีผู้ปฏิบัติหลายท่านที่เวลาปฏิบัติอาจจะโยกหน้าหลังโยกซ้ายขวา บางท่านก็หมุนตัวไปรอบๆ บางท่านก็โน้มตัวมาข้างหน้า

ไม่ต้องกังวลหรือไปสนใจมันนะคะ

ความกังวลหรือความสนใจเป็นพิเศษจะทำให้อาการเหล่านั้นขยายตัวขึ้น และจะทำให้ผู้ปฏิบัติมักทำเช่นนั้นต่อเนื่องไปด้วยในการปฏิบัติครั้งต่อๆไป

อาการเหล่านี้ไม่ได้มีผลดีร้ายต่อผู้ปฏิบัติ แต่อาจเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติหลายท่านเท่านั้นเอง

เมื่อรู้ตัวก็ให้หยุดเสียและไม่ไปสนใจมันก็พอค่ะ

บางครั้งการโยกตัวอาจทำให้ผู้ปฏิบัติหลายท่านสบายตัวขึ้นและรู้สึกเหมือนว่าจิตมีที่เกาะทำให้นั่งได้นานขึ้น

แต่อันนี้เป็นความรู้สึกปรุงแต่งของผู้ปฏิบัติค่ะ

ดังนั้นทางปฏิบัติที่ดีที่สุดคือผ่อนคลายจิตก่อน และไม่ไปให้ความสำคัญกับอาการทางกายนั้น

ความเคลื่อนไหวทางกาย จะทำให้ดูเหมือนว่าจิตมีสมาธิอยู่กับการเคลื่อนไหว

แต่กายที่นิ่งเท่านั้น จึงจะทำให้จิตนิ่งและสงบได้แท้จริง

ถ้าเป็นตอนง่วงนี่เป็นการโงก คล้ายๆสัปหงกค่ะ

แต่ที่พูดนี่เป็นความโยกที่เพลิดเพลินอย่างอ่อนๆ

กายพึงนิ่งสนิทเวลาปฏิบัติ

เมื่อกายนิ่ง จะช่วยไม่ให้จิตซัดส่าย

เพราะธรรมชาติของจิตจะคอยออกนอก เมื่อกายไหวไปมาจิตก็ตามไปสนใจบริเวณนั้นๆ

แต่การที่ให้กายสงบนิ่ง ก็ต้องไม่ใช่นิ่งเกร็งด้วยความทรมานฝืนตนเองเกินไป

ไม่ใช่นิ่งอย่างกัดฟันกรอดๆแต่นิ่งเพราะจิตมีอุเบกขา

เพราะจิตผ่อนคลายอยู่

เพราะจิตไม่หนักอยู่

ถ้าจิตเป็นเช่นนี้ได้จริง แม้ความเจ็บปวดขนาดไหนก็ไม่อาจทำให้จิตหวั่นไหวได้ จึงยังนิ่งอยู่ได้ค่ะ ถึงจุดๆหนึ่งแล้วกายจะค่อยๆยืดหยุ่นตามไปเอง

ฝึกจากกายสงบ ไปสู่จิตสงบ จิตสงบไปช่วยให้กายสงบขึ้นและกายสงบขึ้นนี้ก็ไปช่วยให้จิตให้สงบขึ้นอีก ไปเรื่อยๆเช่นนี้การปฏิบัติก็จะลึกขึ้นค่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเดินสายกลางนะคะ ต้องดูเหตุปัจจัยเฉพาะของตนเอง ดูสภาวะทางร่างกายและจิตใจขณะนั้นๆ และปฏิบัติอย่างฉลาด

ไม่ฝืนไปและไม่หย่อนไป

อีกอย่างกายที่นิ่งเป็นการเพิ่มกำลังสมาธิให้เข้มแข็งขึ้น เพราะจิตจะจดจ่อทำงานอย่างเดียว ไม่ย้ายไปทำงานหลายอย่าง ไปรับรู้หลายอย่าง

จริงอยู่ที่วิปัสสนานั้น ขณิกสมาธิก็ทำได้แล้ว (แต่อุปจารสมาธิย่อมดีกว่ามาก) ดังนั้นการตามรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับกายหรือจิต เช่น รู้ถึงการเคลื่อนไหวทางกาย หรือรู้ว่ามีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นในจิต ก็เป็นวิปัสสนา

แต่การฝึกสมาธิหรือความตั้งมันของจิต ควรฝึกอยู่กับอารมณ์หรือสิ่งเดียวกันให้ต่อเนื่องกันไปให้มากที่สุด

ดังนั้นการดูเวทนาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

หรือดูลมหายใจอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

จึงเป็นการพัฒนาตัวสมาธิให้เข้มแข็งต่อเนื่อง

และจะเป็นการพัฒนาปัญญาให้เข้มแข็งและลึกซึ้งขึ้น

สมาธิเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เป็นหนึ่งในอินทรีย์ 5 พละ 5 ที่ผู้ปฏิบัติทุกคนพึงทำให้ได้ค่ะ

Q: กราบขอบพระคุณค่ะอาจารย์ ฟังดูหนูยังไปไม่ถึงไหน แต่ก็จะลองพยายามใหม่ และทำความเข้าใจกับสิ่งที่อาจารย์สอนค่ะ ขอบพระคุณอีกครั้งนะคะ

A: อย่าไปกังวลว่าเรายังไม่ไปไหนนะคะ

ทุกๆ ก้าวย่างบนเส้นทางแห่งการปฎิบัติ มีคุณค่าอย่างยิ่ง

ถ้าเราเคยไปปฏิบัติแล้วครั้งแรก และยังคงกลับไปปฏิบัติใหม่อีก

แสดงว่าเราได้สิ่งดีๆมาในจิตแล้ว

เรามีเชื้อแห่งธรรมะ

เรามีบารมีที่จะเจริญในทางธรรมได้

ถ้าไม่ท้อถอย และพากเพียรสร้างบารมีต่อไป

ความสุข สงบเย็น ความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาของชีวิตย่อมเป็นได้ในวันหน้าแน่นอนค่ะ...🌷

ในขณะที่ปฏิบัติอยู่ ถ้าจิตฟุ้งก็ยอมรับว่าขณะนี้จิตมีความฟุ้ง แล้วให้กลับมาที่อารมณ์กรรมฐานคือ ลมหายใจหรือเวทนาก็ได้ แล้วตั้งใจว่าจะจดจ่อกับมันให้จริงจังขึ้น จิตจะเข้มแข็งและจะค่อยๆมีสมาธิขึ้นเพราะความเพียรพยายามของเรา

แต่ขอให้อย่ารู้สึกผิดหวังที่จิตใจฟุ้งไปนะคะ

อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ปฏิบัติทุกคน

ขอให้ยอมรับและเดินหน้าต่อไปก็ใช้ได้ค่ะ

แต่ถ้าเป็นเวลาทำอย่างอื่นอยู่แล้วจิตใจวิ่งพล่านไปในหลายทิศทาง เกิดความคิดมากมาย ลองหยุดสักระยะสั้นๆ แล้วให้สงบใจ หายใจลึกๆเข้าออกสักสองสามครั้ง แล้วผ่อนลมหายใจให้เป็นธรรมชาติอีกสักสองสามลมหายใจ

ตลอดเวลานั้นต้องปล่อยจิตให้ว่างจากความคิดทั้งปวง

และต้องต่างรู้ลมหายใจอย่างเดียวจิตจะได้รับการพักผ่อน เมื่อจิตสงบลงแล้ว ค่อยกลับมาเรียบเรียงความคิดใหม่

การต่อสู้กับตนเองอย่างหนักขอให้เป็นการต่อสู้ด้วยจิตที่สมดุลนะคะ

อย่าไปเอาเป็นเอาตายกับมันจะทำให้ผิดหวังท้อถอยถ้าทำไม่ได้

แต่ให้ยอมรับความจริงว่านี่คือสภาวะของเราในขณะนี้แล้วตั้งใจใหม่ทำใหม่🌷

4/7/17

https://sites.google.com/view/list-question