อย่าลืมหลักการปฏิบัติ
ก่อนอื่นพี่ขอเน้นหลักการปฏิบัติก่อนจะตอบคำถามหนูนะคะ
การปฏิบัติวิปัสสนาที่ถูกคือ
ต้อง “ไม่” ไปให้ความสนใจกับ “อาการ” ต่างๆที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
ขอย้ำ “ไม่ต้องสนใจ” “ไม่ต้องสนใจ” “ไม่ต้องสนใจ”
🍃เพราะอาการทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นเพียงเวทนาบนร่างกาย ที่มาในรูปแบบต่างๆเท่านั้น
เป็นแค่ปรากฏการณ์บางอย่างบนกายเท่านั้น
เป็นแค่ ”เครื่องมือ” ให้เราใช้ “ฝึกอุเบกขา”เท่านั้น
ทุกอย่างแค่ เกิดขึ้น แล้วก็แค่ดับไปเท่านั้น
🍃เราจึง”ไม่ต้องไปรู้” ว่าอะไรมันเกิด อะไรมันดับ
เพราะมันไม่ใช่ธุระของผู้ปฏิบัติ
🍃ผู้ปฏิบัติ มีหน้าที่เท่านี้ คือ
(A) “รับรู้”
(B) “วางลง”
‘รับรู้’ ว่ามีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นบนร่างกาย
รู้แล้วแล้วก็ ’วางลง’ ไปอย่างสิ้นเชิง
🍃จบเท่านี้เรื่องของหลัก
อย่าต่อยอดเอาเอง
การต่อยอดคือ การฟุ้ง การปรุงแต่ง
ที่นี้พี่ตอบคำถามนะคะ ขอคัดลอกคำถามหนูเป็นช่วงๆ
❄️ถามว่า…ตอนเริ่มนั่ง หนูรู้สึกว่าการดูทีละส่วน ทำได้ยาก เมื่อเริ่มเคลื่อน ต้องฝืนเคลื่อน และเวียนหัว❄️
💧ตอบว่า…ทำได้ยาก ก็ไม่ต้องไปใช้ความพยายาม จิตจะเสียสมดุล
ให้ผ่อนคลาย ผ่อนคลาย ผ่อนคลาย
ผ่อนคลายทั้งกาย ทั้งใจ ให้เบาลงสงบลง
ไม่ต้องฝืนเคลื่อนมัน แค่รับรู้มันว่านี่คือความจริงขณะนี้ของเรา
ถ้าเราผ่อนคลายลง ยอมรับมันอย่างที่มันเป็นได้ เราจึงจะปฏิบัติถูกต้อง
ต้องปล่อยให้การปฏิบัติเป็นธรรมชาติที่สุด เป็นอย่างที่มันเป็น
รับรู้ได้ความรู้สึกได้ ก็ปล่อยวาง
ไม่ได้ ก็ปล่อยวาง
ฝึกปล่อยวางค่ะ
ไม่ได้มาฝึกฝืนธรรมชาติตามจริงที่ปรากฏขึ้นมา
เพราะยิ่งฝืน เพราะอยากทำให้ได้ เคลื่อนให้ได้ นี่คือตัณหาแล้วค่ะ
โทสะก็จะยิ่งพอกพูน
เวทนาไม่ดีต่างๆก็ยิ่งเกิดตามมา เช่น เวียนหัว เป็นต้น
(ถ้าฝืนต่อไปอีก ก็จะมีอาการอย่างอื่นเพิ่มได้ เช่น คลื่นไส้ เจ็บปวด เบื่อหน่าย หงุดหงิด แล้วแต่กิเลสตัวไหนสังขารตัวไหนจะออกมา)💧
❄️ถามว่า…จึงทำใจว่างๆ ในช่วงครู่สั้นๆ จึงเห็นลมหายใจเข้าออก เห็นลมหายใจผ่านช่องคอ ช่องหูทั้งสองข้าง และรู้สึกเหมือนมีลมลงไปในปอดด้วยค่ะ รู้สึกโล่ง เบา สบาย ในส่วนที่ลมผ่าน❄️
💧ตอบว่า…ทำใจให้ว่าง ควรเป็นการยอมรับ ผ่อนคลาย
เมื่อเห็นลมหายใจเข้าออก ก็เป็นปกติธรรมดาของจิต
เพราะเราหายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ก่อนหน้านี้จิตอยู่ที่เวทนา อยู่ที่การเคลื่อนความสนใจ เลยไม่รับรู้การหายใจเข้าออก
พอจิตหยุดสนใจที่เคลื่อนไปสังเกตเวทนา
จิตก็ย่อมหาฐานที่จะจับใหม่
บังเอิญครั้งนี้เป็นการรับรู้ลมหายใจ
ส่วนที่ว่าลมมันผ่านช่องคอ ช่องหูทั้งสองข้าง และรู้สึกเหมือนมีลมลงไปในปอดด้วย เหล่านั้น เป็นความสนใจรายละเอียดที่ไม่เป็นสาระประโยชน์ต่อการปฏิบัติ
กำลังถูกกิเลสหลอกล่อลากเข้าไปอยู่ในกับดักตัวใหม่
ให้หนูเข้าไปสนใจ ไปให้ความสำคัญ นึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นและ ปรุงแต่งไปโน่นนี่นั่นต่อ
หน้าที่หนูก็แค่ “รับรู้” ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
(รู้ที่จุดกระทบใต้ช่องจมูกก็พอ ไม่ต้องไปดูตามช่องทางอื่นๆ จะคอ จะหู จะปอด จะตับ ไม่ใช่งานที่เราต้องตามไปดู นั่นเป็นกิเลสลากเราอยู่)
รู้ลมที่เดียวคือจุดกระทบ
แล้วก็ “วางลง”
แล้วก็รับรู้เวทนา หรือลมต่อก็ได้ ต่อไป
แต่ต้องรับรู้แบบวางลง💧
❄️เรื่อง…การดูเวทนา แบบซึมผ่านเข้าไปในกายนั้น…❄️
💧ตอบ…อย่าได้ปรุงว่าเป็นทรายในภาชนะ หรืออย่างอื่นๆ
อย่าสร้างจินตนาการ
อย่าเปรียบเทียบความรู้สึกเป็นภาพ
เราจะหลงค่ะ ต่อไปภาพยิ่งอื่นๆจะผุดเกิด
จินตนาการปรุงแต่งทั้งนั้นค่ะ
ให้ทำงานง่ายๆ
อย่าซับซ้อน
แค่เข้าไปสังเกต จะสังเกตบนผิวกาย หรือสังเกตภายในกาย
ก็แค่ใจเราอยู่ตรงไหน รู้มันตรงนั้นตามจริง งานก็จบแล้ว💧
❄️เรื่อง…คลื่น เรื่องเปลวเทียนที่ถูกลม แล้วพลิ้วเป็นคลื่น…❄️
💧ตอบ…นั่นก็จินตนาการการปรุงแต่งเช่นกันค่ะ💧
❄️เรื่อง…จากนั้นบ้างก็จะแน่นเข้าไปในรากฟัน กราม กระดูดส่วนใบหน้า กะโหลก หรือบางวันบางช่วงก็แน่นเข้าไปในกระดูกแขน ขา บางวันก็เย็นตามเส้นขอบกาย แปล็บๆในกาย…❄️
💧ตอบ…นั่นก็จินตนาการการปรุงแต่งเช่นกันค่ะ💧
❄️เรื่อง…รู้สึกมีคลื่นที่จุดรวม (อยู่ที่ปลายจมูก) ตลอดเวลา …❄️
💧ตอบ…นั่นก็จินตนาการการปรุงแต่งเช่นกันค่ะ💧
❄️ความรู้สึกที่เกิดขึ้นบ่อยคือแน่นในรากฟ้น กราม กระดูกส่วนใบหน้า แม้ในยามใช้ชีวิตปกติประจำวัน ความรู้สึกที่รากฟัน กราม เกิดบ่อย ❄️
💧ตอบ…นั่นก็จินตนาการเช่นกันค่ะ แต่เป็นจินตนาการจนเชื่อ และกลายเป็นสัญญาไปแล้ว💧
❄️… ตรงจุดรวมที่ปลายช่องจมูก รู้สึกเหมือนมีคลื่นความถี่ที่ชัด แรงมาก เป็นความถี่แบบเส้นตรง แรงมากขนาดทำให้กระดูกใบหน้าทั้งหมด รวมถึงศีระษะทั้งหมดรับรู้ถึงความสั่นสะเทือน (เปรียบเทียบเหมือนเอามือไปวางบนเครื่องจักรที่กำลังทำงาน แล้วแรงสั่น สะเทือนทั่วไปทั้งแขน)…❄️
💧ตอบ…แค่รูปแบบต่างๆของเวทนาค่ะ
รับรู้และวางลงค่ะ
ให้หยุดแค่ที่ตรงนี้ให้ได้
หยุดที่ “รับรู้” และ “วางลง”
ทำให้เป็นกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น
อย่าคิดต่อ
อย่าปรุงต่อ
อย่าสนใจต่อ
อย่าเสริมแต่งใส่รายละเอียดอะไรต่อ
ทั้งหมดเป็นการปรุงแต่งต่อ
เมื่อหนูมุ่งให้ความสนใจกับสิ่งยุ่งเหยิงที่เป็นหมากล่อของกิเลสเหล่านี้กิเลสอื่นๆยิ่งได้ช่อง ทำให้หนูขยายเรื่องราวเองไปกันใหญ่
ปรุงแต่งเองตามเหยื่อล่อของกิเลสต่อๆไป
ทั้งหมดเป็นของปลอม
เป็นการหลอกล่อของอนุสัยกิเลสในตัวผู้ปฏิบัติ ที่มีกันทุกคน
ทุกครั้งที่หนูไหลออกไปกับมัน
หนูได้หยุดขบวนการปฏิบัติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ไปอยู่ในวังวนของการปรุงแต่งของจินตนาการจากกิเลส
ขอให้จับจุดให้ถูก
จับอยู่ที่เนื้อหาแก่นสารของการปฏิบัติให้ได้
คือ “รับรู้ และ วางลง”💧