← 🍃ธรรมมรรคา
006อ่าน ~8 นาที

โยนิโสมนสิการ

❓ ปุจฉา (คำถาม)
รบกวนอาจารย์อธิบายโยนิโสมนสิการ ได้ไหมคะ ขอบพระคุณมากค่ะ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: อธิบายง่ายที่สุดนะคะ

โยนิโสมนสิการ คือ ปัญญาค่ะ

เป็นการมองเรื่องต่างๆด้วยความคิดในเชิงสร้างสรรค์ คิดอย่างฉลาดคิด

พูดง่ายๆ คือ คิดบวก นั่นแหละค่ะ

ยกตัวอย่าง

เวลามีปัญหาหรือความทุกข์ ผู้มีโยนิโสมนสิการเป็น ย่อม:

☘️มองทางออกของปัญหาไม่มัวแต่กังวลในตัวปัญหา

☘️มองแง่มุมที่บวกว่าแม้เจอปัญหาอุปสรรคแต่ก็ทำให้เราเก่งขึ้น

☘️มองเห็นน้ำที่ยังเหลือในแก้วแทนจะคร่ำครวญถึงน้ำที่หกไปแล้ว

ทำนองนี้...🌷

Q:ขอบพระคุณค่ะอาจารย์ ต่อไปต้องฝึกคิดแบบโยนิโสมนสิการด้วยค่ะ

มาอ่านอีกทีก็ยังคลางแคลงใจอยู่นิดค่ะ ขอถามต่อได้ไหมคะ ว่าแล้วในขณะคิด เราจะรู้ตัวเองได้อย่างไรว่ามุมมองที่เราเห็นนั้นผิด ถ้าเรามัวแต่มองน้ำที่หก หรือความคิดของเรามีโยนิโสมนสิการหรือไม่ค่ะ หรือว่าถ้าเรายังไม่รู้ ก็คือว่าเรายังไม่มีปัญญา

A:คนที่ปฏิบัติวิปัสสนา ปัญญาที่ชาญฉลาดจะค่อยๆพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ ยิ่งปฏิบัติยิ่งฉลาด

ความคิดเห็น มุมมอง ความเชื่อ ความใฝ่ฝัน ความหวัง การวางแผน ฯลฯ จะเป็นบวกขึ้นเรื่อยๆอย่างอัตโนมัติค่ะ

วิปัสสนาชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ขึ้น ทีละขั้นๆไป

จิตที่บริสุทธิ์ เป็นจิตที่มีกำลังทำให้ความคิดดีๆ ความสามารถต่างๆค่อยๆพัฒนาขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

มุมมองใดๆที่มีอกุศลครอบงำอยู่ มักเป็นมุมมองที่ผิด

มุมมองที่เป็นทุกข์ เศร้าหมอง กังวล ไม่สงบเย็นน่ะค่ะ เป็นมุมมองที่ให้โทษ

Q:เป็นคำตอบที่ให้ความรู้สึกและเข้าใจได้ค่ะ ให้คิดแต่สิ่งที่เป็นกุศล คือคิดแล้วทำให้เรามีความสุข มีความสงบ ขอบพระคุณค่ะ

A:ช่ายเลยค่ะ

12/8/17

ถ้าค้นเรื่องโยนิโสมนสิการ ในgoogle จะมีอธิบายไว้อย่างละเอียดทางวิชาการ

ถ้าสนใจที่จะรู้ทุกแง่มุมทางทฤษฎีก็แนะนำให้อ่านนะคะ เช่น อ่านของสมเด็จปยุตโต

พี่ขอคัดในส่วนสรุปที่อาจารย์ท่านหนึ่งได้เขียนไว้ ในแง่ปฏิบัติ ดังข้างล่างนี้ค่ะ

"...ในแง่การทำหน้าที่ พระธรรมปิฏกสรุปว่าวิธีโยนิโสมนสิการทั้งหมดสามารถสรุปได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ

(1) โยนิโสมนสิการแบบปลุกปัญญา มุ่งให้เกิดความรู้แจ้งตามสภาวะ เน้นที่การขจัดอวิชชา เป็นฝ่ายวิปัสสนา มีลักษณะเป็นการส่องสว่าง ทำลายความมืด หรือชำระล้างสิ่งสกปรก ให้ผลไม่จำกัดกาล หรือเด็ดขาด นำไปสู่โลกุตรสัมมาทิฎฐิ

(2) โยนิโสมนสิการแบบสร้างเสริมคุณภาพจิต มุ่งปลุกเร้ากุศลธรรม เน้นที่การสกัดหรือข่มตัณหา เป็นฝ่ายสมถะ มีลักษณะเป็นการเสริมสร้างพลังหรือปริมาณฝ่ายดีขี้นมากดข่มทับหรือบังฝ่ายชั่วไว้ ให้ผลขึ้นแก่การชั่วคราวหรือเป็นเครื่องตระเตรียมหนุนเสริมความพร้อมและ สร้างนิสัยที่นำไปสู่โลกียสัมมาทิฎฐิ วิธีคิดแบบ โยนิโสมนสิการเป็นวิธีคิดที่มีประโยชน์มาก เพราะสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ทุกเวลา และจะเป็นเรื่องที่เร้าให้เกิดกุศลธรรม เช่นความรู้สึกเมตตากรุณาและความเสียสละเป็นต้น อันจะเป็นผลดีแก่ความเจริญงอกงามของตน ผู้ใดก็ตามเมื่อเข้าใจหลักการนี้แล้ว อาจใช้โยนิโสมนสิการแก้ได้ แม้แต่ทัศนคติและจิตนิสัยไม่ดีที่สร้างมาเป็นเวลานานจนชิน..."

พูดง่ายๆ ถ้าในขณะปฏิบัติเกิดความทุกข์ใจหรือมีกิเลสเข้าครอบงำ

เราก็ต้องใช้ปัญญา ใช้กุศโลบาย ใช้กุศลธรรมวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้จิตใจที่กำลังเศร้าหมองขุ่นมัวของเรากลับมามีกำลัง

ความคิดที่เมื่อทำแล้วทำให้เราเกิดกำลังใจ และมีความมุงมั่นคิดสร้างสรรค์ มีกุศลจิต เช่น เมตตา สงสาร ปรารถนาดี ให้อภัย กรณีที่โกรธคนอื่น หรือให้กำลังใจตนเองเมื่อท้อแท้ เช่น คิดว่าเรามีบารมี เรามีความดี เรามีกุศล เรามีบุญ สิ่งรอบตัวที่เราได้มาก็มากมายเหลือคณานับ อะไรทำนองนี้ จะได้ไม่กดข่มทับถมตนเอง

คือการใช้ปัญญาอย่างแยบยลที่จะแก้ไขจิตใจที่ตกต่ำให้ฟูขึ้นมาเพื่อที่จะมุ่งหน้าปฏิบัติได้ต่อไป

ถ้ามนสิการเป็น (คิดเป็น) อย่างถูกต้องแยบยล

เวลาท้อถอย ก็จะเกิดการฮึดสู้ขึ้นมาได้

เวลาจิตหนักหน่วงด้วยโทสะกิเลส เช่น ความโกรธ ความเศร้าหมอง ก็จะสามารถผ่อนคลาย จิตเบาและอ่อนโยนลงได้

ผู้ที่ปฏิบัติธรรม จะสังเกตได้ว่าคุณสมบัติด้านความสามารถในการโยนิโสมนสิการจะเพิ่มพูนขึ้นและลึกซึ้งขึ้นเป็นลำดับไป

เพราะปัญญาที่เกิดขึ้นจากการปฎิบัติในครั้งก่อนๆจะเข้ามาเพิ่มพูนประสบการณ์และความสามารถในด้านนี้

ยิ่งปฏิบัตินานไปเท่าไหร่จิตใจจะมีกำลังเข้มแข็ง

ความสามารถในการดึงรั้งสติไม่ให้หลุดโลกออกไปก็จะมีมากขึ้น

ความสามารถในการคิดหรือมนสิการ ก็ยิ่งคมชัดขึ้น

ความหวั่นไหวที่เกิดจากการกระทบกระทั่งของตัวสังขารก็จะไม่มีอำนาจรุนแรงเท่าก่อนเคยปฏิบัติ

จริงๆแล้วผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนาจะมีปัญญาเกิดขึ้นตลอดเวลา

ปัญญาที่เกิดขึ้นนี้เข้าไปเสริมสร้างกุศลและจิตในด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง

เช่น ทำให้เกิดความเมตตาเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เกิดความสงสารให้อภัยผู้อื่นได้ง่าย เกิดความกตัญญูอยากจะตอบแทนสรรพสิ่งทั่วโลก เกิดความละเอียดอ่อนปรารถนาแต่ถ้ายังความสุขให้สรรพสัตว์ เหล่านี้เป็นต้น

จิตที่บริสุทธิ์ขึ้นจากกิเลสเพราะการปฏิบัติวิปัสสนาจะทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ปัญญาที่เกิดขึ้น เป็นปัญญาที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตอย่างประเสริฐขึ้น และเป็นปัญญาที่ละอวิชชา ละอัตตาความมีตัวตนออกไปอย่างต่อเนื่อง