โยนิโสมนสิการ
A: อธิบายง่ายที่สุดนะคะ
โยนิโสมนสิการ คือ ปัญญาค่ะ
เป็นการมองเรื่องต่างๆด้วยความคิดในเชิงสร้างสรรค์ คิดอย่างฉลาดคิด
พูดง่ายๆ คือ คิดบวก นั่นแหละค่ะ
ยกตัวอย่าง
เวลามีปัญหาหรือความทุกข์ ผู้มีโยนิโสมนสิการเป็น ย่อม:
☘️มองทางออกของปัญหาไม่มัวแต่กังวลในตัวปัญหา
☘️มองแง่มุมที่บวกว่าแม้เจอปัญหาอุปสรรคแต่ก็ทำให้เราเก่งขึ้น
☘️มองเห็นน้ำที่ยังเหลือในแก้วแทนจะคร่ำครวญถึงน้ำที่หกไปแล้ว
ทำนองนี้...🌷
Q:ขอบพระคุณค่ะอาจารย์ ต่อไปต้องฝึกคิดแบบโยนิโสมนสิการด้วยค่ะ
มาอ่านอีกทีก็ยังคลางแคลงใจอยู่นิดค่ะ ขอถามต่อได้ไหมคะ ว่าแล้วในขณะคิด เราจะรู้ตัวเองได้อย่างไรว่ามุมมองที่เราเห็นนั้นผิด ถ้าเรามัวแต่มองน้ำที่หก หรือความคิดของเรามีโยนิโสมนสิการหรือไม่ค่ะ หรือว่าถ้าเรายังไม่รู้ ก็คือว่าเรายังไม่มีปัญญา
A:คนที่ปฏิบัติวิปัสสนา ปัญญาที่ชาญฉลาดจะค่อยๆพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ ยิ่งปฏิบัติยิ่งฉลาด
ความคิดเห็น มุมมอง ความเชื่อ ความใฝ่ฝัน ความหวัง การวางแผน ฯลฯ จะเป็นบวกขึ้นเรื่อยๆอย่างอัตโนมัติค่ะ
วิปัสสนาชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ขึ้น ทีละขั้นๆไป
จิตที่บริสุทธิ์ เป็นจิตที่มีกำลังทำให้ความคิดดีๆ ความสามารถต่างๆค่อยๆพัฒนาขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
มุมมองใดๆที่มีอกุศลครอบงำอยู่ มักเป็นมุมมองที่ผิด
มุมมองที่เป็นทุกข์ เศร้าหมอง กังวล ไม่สงบเย็นน่ะค่ะ เป็นมุมมองที่ให้โทษ
Q:เป็นคำตอบที่ให้ความรู้สึกและเข้าใจได้ค่ะ ให้คิดแต่สิ่งที่เป็นกุศล คือคิดแล้วทำให้เรามีความสุข มีความสงบ ขอบพระคุณค่ะ
A:ช่ายเลยค่ะ
12/8/17
ถ้าค้นเรื่องโยนิโสมนสิการ ในgoogle จะมีอธิบายไว้อย่างละเอียดทางวิชาการ
ถ้าสนใจที่จะรู้ทุกแง่มุมทางทฤษฎีก็แนะนำให้อ่านนะคะ เช่น อ่านของสมเด็จปยุตโต
พี่ขอคัดในส่วนสรุปที่อาจารย์ท่านหนึ่งได้เขียนไว้ ในแง่ปฏิบัติ ดังข้างล่างนี้ค่ะ
"...ในแง่การทำหน้าที่ พระธรรมปิฏกสรุปว่าวิธีโยนิโสมนสิการทั้งหมดสามารถสรุปได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ
(1) โยนิโสมนสิการแบบปลุกปัญญา มุ่งให้เกิดความรู้แจ้งตามสภาวะ เน้นที่การขจัดอวิชชา เป็นฝ่ายวิปัสสนา มีลักษณะเป็นการส่องสว่าง ทำลายความมืด หรือชำระล้างสิ่งสกปรก ให้ผลไม่จำกัดกาล หรือเด็ดขาด นำไปสู่โลกุตรสัมมาทิฎฐิ
(2) โยนิโสมนสิการแบบสร้างเสริมคุณภาพจิต มุ่งปลุกเร้ากุศลธรรม เน้นที่การสกัดหรือข่มตัณหา เป็นฝ่ายสมถะ มีลักษณะเป็นการเสริมสร้างพลังหรือปริมาณฝ่ายดีขี้นมากดข่มทับหรือบังฝ่ายชั่วไว้ ให้ผลขึ้นแก่การชั่วคราวหรือเป็นเครื่องตระเตรียมหนุนเสริมความพร้อมและ สร้างนิสัยที่นำไปสู่โลกียสัมมาทิฎฐิ วิธีคิดแบบ โยนิโสมนสิการเป็นวิธีคิดที่มีประโยชน์มาก เพราะสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ทุกเวลา และจะเป็นเรื่องที่เร้าให้เกิดกุศลธรรม เช่นความรู้สึกเมตตากรุณาและความเสียสละเป็นต้น อันจะเป็นผลดีแก่ความเจริญงอกงามของตน ผู้ใดก็ตามเมื่อเข้าใจหลักการนี้แล้ว อาจใช้โยนิโสมนสิการแก้ได้ แม้แต่ทัศนคติและจิตนิสัยไม่ดีที่สร้างมาเป็นเวลานานจนชิน..."
พูดง่ายๆ ถ้าในขณะปฏิบัติเกิดความทุกข์ใจหรือมีกิเลสเข้าครอบงำ
เราก็ต้องใช้ปัญญา ใช้กุศโลบาย ใช้กุศลธรรมวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้จิตใจที่กำลังเศร้าหมองขุ่นมัวของเรากลับมามีกำลัง
ความคิดที่เมื่อทำแล้วทำให้เราเกิดกำลังใจ และมีความมุงมั่นคิดสร้างสรรค์ มีกุศลจิต เช่น เมตตา สงสาร ปรารถนาดี ให้อภัย กรณีที่โกรธคนอื่น หรือให้กำลังใจตนเองเมื่อท้อแท้ เช่น คิดว่าเรามีบารมี เรามีความดี เรามีกุศล เรามีบุญ สิ่งรอบตัวที่เราได้มาก็มากมายเหลือคณานับ อะไรทำนองนี้ จะได้ไม่กดข่มทับถมตนเอง
คือการใช้ปัญญาอย่างแยบยลที่จะแก้ไขจิตใจที่ตกต่ำให้ฟูขึ้นมาเพื่อที่จะมุ่งหน้าปฏิบัติได้ต่อไป
ถ้ามนสิการเป็น (คิดเป็น) อย่างถูกต้องแยบยล
เวลาท้อถอย ก็จะเกิดการฮึดสู้ขึ้นมาได้
เวลาจิตหนักหน่วงด้วยโทสะกิเลส เช่น ความโกรธ ความเศร้าหมอง ก็จะสามารถผ่อนคลาย จิตเบาและอ่อนโยนลงได้
ผู้ที่ปฏิบัติธรรม จะสังเกตได้ว่าคุณสมบัติด้านความสามารถในการโยนิโสมนสิการจะเพิ่มพูนขึ้นและลึกซึ้งขึ้นเป็นลำดับไป
เพราะปัญญาที่เกิดขึ้นจากการปฎิบัติในครั้งก่อนๆจะเข้ามาเพิ่มพูนประสบการณ์และความสามารถในด้านนี้
ยิ่งปฏิบัตินานไปเท่าไหร่จิตใจจะมีกำลังเข้มแข็ง
ความสามารถในการดึงรั้งสติไม่ให้หลุดโลกออกไปก็จะมีมากขึ้น
ความสามารถในการคิดหรือมนสิการ ก็ยิ่งคมชัดขึ้น
ความหวั่นไหวที่เกิดจากการกระทบกระทั่งของตัวสังขารก็จะไม่มีอำนาจรุนแรงเท่าก่อนเคยปฏิบัติ
จริงๆแล้วผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนาจะมีปัญญาเกิดขึ้นตลอดเวลา
ปัญญาที่เกิดขึ้นนี้เข้าไปเสริมสร้างกุศลและจิตในด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง
เช่น ทำให้เกิดความเมตตาเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เกิดความสงสารให้อภัยผู้อื่นได้ง่าย เกิดความกตัญญูอยากจะตอบแทนสรรพสิ่งทั่วโลก เกิดความละเอียดอ่อนปรารถนาแต่ถ้ายังความสุขให้สรรพสัตว์ เหล่านี้เป็นต้น
จิตที่บริสุทธิ์ขึ้นจากกิเลสเพราะการปฏิบัติวิปัสสนาจะทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ปัญญาที่เกิดขึ้น เป็นปัญญาที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตอย่างประเสริฐขึ้น และเป็นปัญญาที่ละอวิชชา ละอัตตาความมีตัวตนออกไปอย่างต่อเนื่อง