คิดธรรมะในขณะปฎิบัติ
ไม่สามารถห้ามความคิดได้ ไม่ทราบว่านั่งผิดรึเปล่าครับ?
A: เวลามีความคิดขณะปฏิบัติ
ถ้าเป็นความคิดนอกเรื่องราว นอกธรรมะ มักเป็นความฟุ้งซ่าน
ถ้าเป็นเช่นนี้ ต้องเพิ่มกำลังของสติ และสมาธิ ตั้งใจให้แน่วแน่ขึ้น สู้กับกิเลสตัวนี้ให้จริงจังขึ้น และให้ต่อเนื่องขึ้นแต่ก็ไปกดไปไม่ห้ามความคิด
แต่ให้รู้ให้ทันว่าจิตขณะนี้กำลังคิดอยู่
รู้จักจิตตัวคิด
แต่ไม่ไปคิดตามมัน ไม่ลงรายละเอียด ไม่เข้าไปคิดถึงเรื่องราว นั้นๆต่อ ดึงจิตเข้ามาสู่กรรมฐานหลักจะเป็นลมหายใจหรือเวทนาก็ได้
แต่ถ้าความคิดเป็นเรื่องอย่างที่เล่ามา คือเป็นการทำความเข้าใจในธรรมะ อันนี้เป็นความคิดที่เป็นตัวปัญญา อันเกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนา ความคิดนี้เรียกว่า ธัมมวิจย (ธรรมวิจัย)
เป็นการวิเคราะห์วิจัยปรากฏการณ์ทางธรรมที่ขึ้นมาด้วยปัญญาจากการปฏิบัติ ความคิดนี้จะเกิดเมื่อธรรมะเดิน
ต้องเข้าใจก่อนว่าธรรมะ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของศาสนา
แต่เป็นสัจธรรมอันสูงสุด หรือคือความจริงตามกฎธรรมชาติของโลกที่พระบรมศาสดาทรงรู้แจ้ง
คำว่าพุทธะ คือ ผู้ที่มีปัญญารู้แจ้งถึงความจริงของโลกนั้น
ดังนั้นเมื่อปฏิบัติไป ผู้ปฏิบัติจะค่อยๆเข้าใจ ค่อยๆเห็นความจริงของธรรมชาติอย่างแจ่มแจ้งคุณ
คือรู้ว่าสรรพสิ่งล้วนไม่คงทน ไม่เที่ยง ไม่มีตน
ที่ยึดมั่นถือมั่นจึงคลายลงเพราะความรู้แจ้งนั้น
จิตจึงเบาและสงบสุขได้
ดังนั้นถ้าความคิดในทำนองวิจัยธรรมะที่ปรากฏขึ้นในขณะปฎิบัติ ให้ทำความเข้าใจ ต่อธรรมะที่เราได้เห็น โดยให้ทำความเข้าใจในระดับหนึ่งแต่ก็ต้องระวังไม่ไปชุ่มแช่คิดต่อยอดให้เสียกระบวนการปฏิบัติของเราเพราะจะกลายเป็นความฟุ้งซ่านได้
กล่าวคือเมื่อรู้แล้ว เข้าใจแล้วก็เดินหน้าปฏิบัติต่อไป
กุศลจากการขบคิดธรรมะในขณะปฎิบัติเป็นสิ่งที่ดี
แต่ไม่ลึกซึ้งเท่ากุศลอันเกิดจากการปฏิบัติให้ธรรมะปรากฏเอง
การปฏิบัติที่ถูกต้อง จะเปิดประตูปัญญาบานแล้ว บานเล่า และผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติถูกต้องจะมีปัญญาลึกซึ้งแยบยลขึ้นไปเป็นลำดับ ภูมิธรรมจะเลื่อนชั้นขึ้นเป็นลำดับ🌷