สัมมาสติ..อยากจะฝากไว้
🌿สัมมาสติ..อยากจะฝากไว้นะคะ
คนเราปฏิบัติได้ทุกเวลา
ไม่ว่าจะไปศูนย์ปฏิบัติ
ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน
ไม่ว่าจะไปเรียน หรือ ไปทำงาน
ไม่ว่าจะไปเที่ยว หรือ สมาคมกับผู้คน
ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน อยู่
ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถย่อยๆอื่นๆอยู่
ไม่ว่าเป็นช่วงเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่
เพราะการ ‘ปฏิบัติธรรม’ คือการมีสติ และมีปัญญาไปด้วยในขณะที่กำลังรู้ตัวอยู่นั้น
‘สติ’ ในความหมายในทางธรรม หมายถึง ‘สัมมาสติ’ ในมรรค8 (เป็นสติ ที่ใช้ภาษาอังกฤษว่า mindfulness การรู้ตามความเป็นจริงของธรรมชาติ (เช่น ความไม่เที่ยง เป็นต้น)
ต่างจากคำว่าสติในภาษาไทยที่ใช้เตือนสติแบบทั่วๆไป
สติแบบนั้น เป็นการรู้ตัวเฉยๆ ยังไม่ได้มี ‘ปัญญาเห็นความไม่เป็นแก่นสารของสิ่งที่เห็น’ ไปด้วย (สติแบบนี้ฝรั่งใช้คำว่า consciousness)
คนไม่ได้ฝึกจิต ก็มีสติประเภทนี้ได้ เช่นที่ ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างว่าคนเล่นกายกรรม ต้องมีสติตลอดเวลาไม่งั้นอาจตกลงมาได้
สติแบบนั้น ไม่ได้ช่วยให้คนพ้นทุกข์ของสังสารวัฏฏ์
แต่ช่วยให้ปลอดภัยได้ หรือไม่วู่วามได้
คนเรามีสติแบบนี้ ก็ถือว่าดีมากในระดับหนึ่ง
แต่ไม่เพียงพอต่อการพ้นทุกข์
สำหรับ สติ ที่ใช้ในทางธรรม ใช้ในในวิธีการปฏิบัติวิปัสสนาทั่วไปในสายต่างๆ
จะใช้ในความหมาย ว่า mindfulness หรือคือ มีสติ และ มีสัมปชัญญะ
หรือคือ มี ทั้งสติรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ และทั้งมีปัญญารู้ว่าสิ่งที่เรากำลังรับรู้อยู่นั้นมันไม่มีแก่นสารสาระ
เมื่อรู้ตามจริงดังนี้ เราจึงปล่อยวางลง (มีอุเบกขา)
ไม่ไปมีปฏิกิริยาหวั่นไหวใดๆอะไรกับมัน
เมื่อเข้าใจว่าขบวนการปฏิบัติว เป็นเช่นนี้ คือการมีสติ (สัมมาสติ)
เราก็สามารถนำไปใช้ในทุกเวลาของชีวิตประจำวัน ทุกที่ ทุกอิริยาบถตามที่ต้องการได้
เมื่อทำบ่อยๆเข้า มันจะค่อยๆกลายเป็นธรรมชาติของเราที่จะมีสัมมาสติอยู่มากในช่วงที่ตื่นอยู่
แต่เราจำเป็นต้องเข้าฝึกอบรม
เข้าฝึกปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังสม่ำเสมอด้วย
เพราะการปฏิบัติที่เข้มข้นจริงจังและต่อเนื่องเท่านั้น
จึงจะบ่มเพาะความสามารถทางการพัฒนาจิตให้เลื่อนชั้น ให้มีคุณภาพได้
จึงจะจัดการตัวความขุ่นมัวเศร้าหมองภายในใจอันเป็นสาเหตุแห่งความกังวลใจ ความทุกข์ใจ การโต้ตอบ นิสัยไม่ดีต่างๆของเราทั้งหลายอย่างได้ผล
การปฏิบัติอย่างเข้มข้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอเท่านั้น เราจึงจะเห็นตัวเอง และบ่มเพาะอุปนิสัยใหม่ ด้วยการล้างบางกิเลสในใจอันเป็นเหตุแห่งนิสัยตอบโต้ปรุงแต่งต่อสิ่งเร้าทุกครั้งของเราไป
เพราะเรายังไม่คล่องแคล่วในการฝึกจิต
เพราะเรายังไม่มีอินทรีย์แก่กล้าพอ
เพราะ(อนุสัย)กิเลสเรามีลึกล้ำมากมาย และเราไม่เท่าทันมัน (ทำให้เกิดสังขารใหม่ตลอดเวลา)
เพราะกรรมเราทำมาต่างๆมากมาย (ผลจากสังขารที่เคยทำไปแล้ว)
เราเลยล้มลุกคลุกคลาน เซไปเซมา เมื่อลมร้อน, ลมหนาว, ลมฝุ่น, ลมมรสุม…ลมต่างๆของชีวิต พัดเข้ามากระทบ แต่ละครั้ง แต่ละวัน
บางลมหรืออาจชุ่มแช่อยู่ยาวนานเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี
ขอให้เราระลึกไว้เสมอๆว่า ทุกๆลมร้อนเย็นแห่งชีวิต
ล้วนมาจากตัวเราเองทั้งสิ้น
ไม่จากสังขารอดีต ก็สังขารปัจจุบัน(การปรุงแต่งว่าชอบชัง)
ดังนั้น เราจึงเจอโน่น นี่ นั่น ที่ไม่ดีมากมาย และเจอที่ดีๆก็มากมาย
เราสามารถเอาชนะความทุกข์ที่เป็นผลจากการกระทำไม่ดีของเราได้ ด้วยการยอมรับมันอย่างที่มันเป็น และเฝ้าดูให้มันจากไป โดยไม่ทำอะไรที่ไม่ดีเพิ่ม (ทั้งทางกาย วาจา ใจ)
หนี้นั้นก็ถูกใช้ไปหนี้ใหม่ก็ไม่ได้สร้าง🌿