ปฏิบัติได้ผลจริงหรือไม่ วัดจากอะไร
เวลาผู้ปฏิบัติอยากจะวัดตัวเองว่า ปฏิบัติได้ผลจริงหรือไม่…
ต้องวัดที่ความก้าวหน้าในจิตใจตน ว่ามีธรรมะขึ้นมามากน้อยเพียงไร
-ไม่วัดที่การนั่งนิ่งสนิทดี หรือนิ่งได้นาน
-ไม่วัดที่การวางตัวภายนอกที่ดูสุขุม น่าเลื่อมใส
-ไม่วัดที่ ‘ความเป๊ะ’ ของอาการทางกายต่างๆ
-ไม่วัดที่การแสดงออกภายนอกต่างๆที่อาจดูขลัง ขรึม ดูดี
เหล่านี้เป็นต้น
เพราะเหล่านี้เป็นสิ่งภายนอกที่ไม่สลักสำคัญเท่าเนื้อใน
ทั้งยังเป็นสิ่งที่คนเราสามารถสร้างภาพได้ สามารถแสร้งทำให้ดูดีได้
เพราะผู้เป็นเช่นนั้นอยู่ ในส่วนลึกแล้วอาจไม่ได้มีความสุขในใจจริงๆเลยก็ได้
ยิ่งถ้าวางตัวเช่นนั้นแล้ว ไปเกิดรู้สึกว่าตนเองดีกว่าคนอื่น มีธรรมะกว่า มีศีลธรรม มีอาจาระงามกว่าคนอื่นขึ้นมา เป็นอติมานะ ฯลฯ ต้องรีบสกัดตนเองลงก่อนเลย
ไม่ใช่ว่า การวางตัวสุขุมคัมภีรภาพเป็นสิ่งไม่ดี…
แต่ควรเป็นความสุขุมคัมภีรภาพ ที่เปล่งประกายออกมาจากภายใน จากใจ ด้วยความซื่อตรง ด้วยความดีในใจจริงๆ
เป็นความสุขุมภายนอกที่เปล่งออกมาจากความสุขุมลุ่มลึกในธรรมะของใจจริงๆ
คือมีใจที่มีคุณสมบัตินั้นจริงๆ คุณสมบัติของจิตที่มีธรรมะจริงๆ จนเปล่งปลั่งออกมาสู่ภายนอกทางสีหน้า ประกายตา ท่าทาง อาการต่างๆ ได้เอง
ซึ่งจะไม่เข่น ตึง ไม่เกร็งแข็ง แต่อ่อนโยน ยืดหยุ่น เบา สบายๆ และเป็นธรรมชาติ
การแสดงออกภายนอก เป็นรูปแบบ ไม่ใช่เนื้อหา
ความมีธรรมะ ต้องวัดที่จิตใจ เช่น
-วัดที่ความคิดในใจ คิดดีๆ หรือคิดร้ายๆ เป็นสัมมาสังกัปปะ หรือไม่
-วัดที่ท่าที ที่ปฏิกิริยา ที่การมอง ต่อสิ่งต่างๆ ต่อคนต่างๆ ต่อเรื่องต่างๆ ว่ามีความเป็นโยนิโสมนสิการ หรืออโยนิโสมนสิการ
-วัดที่การตอบโต้ต่อสิ่งต่างๆที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่ารู้เท่าทันด้วยสติ หรือตอบโต้ ด้วยกรี๊ด, ด้วยวีน, ด้วยเชอะ…อยู่ในใจ
เป็นต้น
เช่น การยังวิจารณ์ ยังเพ่งการกระทำคนอื่น ยังจับผิดคนอื่น ยังตำหนิติเตียนคนอื่น และยังมองเทียบกับตัวเองว่าเราดีกว่า เราสูงกว่า เรามีธรรมะกว่า เราโน่น นี่ นั่น ที่มันดีๆกว่าเขา คนอื่น โน่น นี่ นั่น ที่ใช้ไม่ได้เท่าเรา
นี่แสดงว่าเราแบกตัวเองไว้หนักมาก และก็เอาคนอื่นมาแบกไว้หนักมากเช่นกัน
ใจที่สะอาด ที่มีธรรมะ…เป็นใจที่มองสิ่งต่างๆด้วยความสดใส มองด้วยจิตที่บริสุทธิ์ มีความเบิกบาน มีความเบา ความนุ่มนวล ความอ่อนโยน
ความยืดหยุ่น
ใจที่งดงามพอดีๆ
ใจที่ไม่ถือสาหาความไปซะทุกเรื่อง
ใจที่ที่ไม่แบกหาม
ใจที่ไม่ยึดไม่ตึง
ใจที่เห็นสิ่งใดๆแล้วเกิดความเอ็นดู เข้าอกเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ มีแต่ความคิดดีๆ ความรู้สึกปรารถนาดี ไม่ว่าแม้สิ่งที่รับรู้จะเป็นสิ่งที่ไม่ดีก็ตาม
ใจที่ไม่สงสัย ไม่ระแวง ไม่วิจารณ์ ไม่นำมาเปรียบเทียบ
ใจที่ไม่เฝ้าเพ่งเห็นข้อด้อยความไม่ดีของคนอื่น แต่มักเห็นสิ่งดีๆในความไม่ดีรอบตัวได้เสมอ
ใจที่ใส่ใจความสุขของสิ่งรอบตัวอย่างจริงใจ และอย่างซื่อตรง
ใจที่ปีติในความได้ดีของคนอื่น ความได้ลาภของคนอื่น ความได้ความสำเร็จของคนอื่น ความที่คนอื่นได้ความสุข ได้ยิ่งๆกว่าเรา
ใจที่ให้สิ่งดีๆกับคนอื่นก่อน
ใจที่เข้าใจทุกคนเสมอ…
ประมาณนี้
ลองสำรวจตนเองเนืองๆ แล้วหมั่นปฏิบัติต่อไป ปฏิบัติเพื่อให้ใจย้ายฝั่งจากความมืดมัว เร่าร้อน เกร็งแข็ง มาเป็นสดใส เยือกเย็น ยืดหยุ่น ขึ้นทีละน้อยๆนะ
24 /09 /18