การทำเมตตาภาวนา
เวลาหลังปฏิบัติวิปัสสนาแล้วทำการแผ่เมตตา ให้ตั้งจิตอย่างไรคะ
2) เคยทราบมาว่าเราเอาชนะโทสะได้ด้วยเมตตา ในชีวิตจริงทำอย่างไรคะ
3) ต้องดูลมหายใจหรือเวทนาอยู่รึป่าวคะ
4) เราจะนำเมตตาภาวนาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร
ตอบ 1) & 2) รวมๆกันไปนะคะ
เข้าใจเมตตาง่ายๆก่อน
เมตตา คือ “One-way-ticket of LOVE”
คือส่งไปอย่างเดียว
เมตตาเป็นความปรารถนาดีอย่างยิ่งยวด ความปรารถนาดีที่ไม่มีสิ่งใดแอบแฝง ความปรารถนาดีที่ไม่ต้องการการตอบสนองหรือตอบแทน
ความเมตตาที่เรามีให้ใครคือความต้องการเห็นความสุขของคนอื่นจากจิตส่วนลึกของจิต
ทำเมตตามีหลายขั้น เอาขั้นต้นๆให้เริ่มฝึกก่อนนะคะ
เริ่มด้วยการน้อมจิตให้เป็นเกิดกุศลในภายใน
หมายถึง มีจิตที่ผ่อนคลาย จิตที่สุขสงบ ผ่อนคลายสบายใจ จิตที่อ่อนโยน ละมุนละไม จิตที่เบา จิตที่เย็น จิตที่เบิกบาน เหล่านี้เป็นต้น
เมื่อจิตมีความสุขสงบเช่นนี้ในระดับหนึ่ง ให้นึกปรารถนาดีให้ผู้อื่นเป็นสุขเช่นนี้ด้วย ให้ผู้อื่นได้ความสงบเย็นเช่นนี้ด้วย เบาสบายเช่นนี้ด้วย ผ่อนคลายเบิกบานใจได้เช่นนี้ด้วย หรือให้ยิ่งๆไปกว่านี้
จะคิดถึงผู้คนรอบข้าง สัตว์น้อยใหญ่รอบๆตัวขณะนั้น บุคคลอันเป็นที่รัก ผู้ที่จากไปในที่อื่นๆ เทพยดาทั้งใกล้ไกล ผู้ตกทุกข์ได้ยากในที่ต่างๆ ฯลฯ ก็ได้ทั้งนั้น
จะคิดถึงสรรพชีวิตในวงกว้างๆก็ได้ หรือจะเจาะถึงบางบุคคลที่ผูกพันใกล้ชิดก็ได้
ถ้าจะส่งความปรารถนาดีเป็นเฉพาะบุคคล ก็ให้ระลึกถึงเขาอย่างแจ่มชัดในใจ เช่น ใบหน้าท่าทาง เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรก็ได้ที่ทำให้รู้สึกถึงคนๆนั้นอย่างแจ่มชัด จากนั้นก็ส่งความรู้สึกปรารถนาดีอย่างยิ่งถึงคนๆนั้น ส่งใจไปให้ความสุข ให้ความสบายใจ ให้ความปลอดโปร่งและปลอบขวัญให้เขาปราศจากความทุกข์กายใจ ให้ส่งความเย็น ความสงบ ความรัก ฯลฯ เป็นต้น
ถ้าขณะที่ส่ง เรารู้สึกถึงความอิ่มเอิบในใจเราว่ามันหลั่งไหลออกไปถึงบุคคลเหล่านั้น เขาก็จะได้รับความรู้สึกดีๆนั้นแน่นอน แต่มากน้อยขึ้นกับกำลังเราที่ส่ง และสภาพการรับได้ของเขา
ยิ่งกำลังที่เรารู้สึกปรารถนาดีมีมากเท่าใด เขาก็ยิ่งรับรู้และเมตตาก็เกิดผลกับเขาได้มากขึ้นตามนั้น
แต่ถ้าเราเองก็ยังไม่รู้สึกอะไรเลย
เป็นแค่การพูดในใจ หรือพูดดังๆ ย่อมยังผลให้เกิดกับเขาเหล่านั้นไม่ได้เช่นกัน
นี่คือขั้นต้นๆที่เราควรหมั่นฝึกให้ได้
บางครั้ง เราก็อาจใช้คำพูดในใจช่วยจูงจิตไปด้วย เช่น ขอให้ x จงมีความสุขกายใจ ขอให้ x จงไม่มีความทุกข์ยากใดๆ ขอให้ x ก้าวหน้าในธรรมะพบความสุขที่แท้ ฯลฯ
จิตที่จะมีเมตตาได้ลึกซึ้ง จิตจะต้องบริสุทธิ์ขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น
จากกิเลสนานาชนิด โดยเฉพาะโทสะกิเลส
เมตตาเป็นธรรมที่ตรงข้ามกับโทสะ
โทสะยิ่งถูกขจัดออกเท่าไหร่ เมตตาจะเพิ่มขึ้นมากเองโดยอัตโนมัติ
การเพียรขจัดโทสะด้วยการทำวิปัสสนา เท่ากับเป็นการเพิ่มคุณธรรมต่างๆในจิตเราขึ้นเรื่อยๆ เช่น เมตตาธรรม กรุณา มุทิตา กตัญญุตา ฯลฯ
โทสะยิ่งถูกขจัด ใจยิ่งเบา อัตตายิ่งลดลง
เมื่ออัตตาเบาบาง จิตยิ่งมีคุณสมบัติสูงขึ้น กำลังของเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็ยิ่งแรงขึ้น
อนึ่ง กำลังของเมตตาขึ้นกับหลายปัจจัย…
เช่น
ถ้าผู้ที่แผ่เมตตาเป็นผู้ที่มีกำลังจิตแรง มีจิตที่เข้มแข็ง กำลังของเมตตาก็จะสูงขึ้น สูงขึ้นตามกำลังของจิตผู้แผ่เมตตา
การมีกำลังจิตแรง ก็คือมีจิตที่มีกำลังสมาธิสูง เช่นอุปจารสมาธิเป็นอย่างต่ำ
ถ้าได้อัปปนาสมาธิโดยการเจริญเมตตาถึงระดับฌาน และจิตมีความบริสุทธิ์ระดับพระอริยบุคคล กำลังเมตตาจะสูงที่สุด กว้างที่สุด ลึกที่สุด และไกลที่สุด
อันนี้ตอบข้อ 1) และ 2) นะคะ
ข้อ 3) ไม่ต้องใช้ลมหาย หรือเวทนา ขณะแผ่เมตตาค่ะ
กรรมฐานคนละตัว ก็ควรทำคนละเรื่อง
จะให้กรรมฐานตัวใดได้ผล ก็ให้ทำต่อเนื่องตัวนั้นตัวเดียวเป็นระยะหนึ่งๆ ไม่ใช่สลับกันไปมาทำหลายๆตัวไปด้วยกัน กำลังกรรมฐานหนึ่งๆจะไม่ได้รับการพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้นได้เลย
ข้อ 4)
อันนี้ลองคิดตรองเอาเองได้เลยค่ะ จากที่พี่ตอบมาข้างบน
ลองคิดว่าถ้าเรามีจิตเมตตาอยู่เป็นปกติ ชีวิตของเราจะเป็นเช่นไร
ตรงข้ามกับถ้าเรามีโทสะอยู่เป็นปกติชีวิตแต่ละวันของเราจะเป็นอย่างไร