การปฏิบัติในช่วงทำเมตตาภาวนา
เคยได้ยินมาว่าบางคนก็ให้จับเวทนาที่จุดสูงสุดของศีรษะ บางคนก็ให้นึกถึงคนที่เราต้องการส่งเมตตาให้ แต่ถ้าช่วงเวลาในการทำเมตตามันนาน อย่างเช่นถ้าเปิดไฟล์เสียงก็จะประมาณ 10 นาที เราก็นึกถึงอยู่อย่างนั้นจนจบเสียงเลยหรือ
ขออาจารย์ช่วยให้คำแนะนำด้วยค่ะ
A: เวลาที่เป็นช่วงเมตตาภาวนา ถ้าเป็น คอร์ส 10 วัน จะมีคำสอนเรื่องเมตตาภาวนาก่อน ซึ่งจะยาวราว 30-40 นาที ช่วงฟังคำสอนนี้ก็ให้ตั้งใจรับฟังทำความเข้าใจค่ะ และให้ผ่อนคลายกายใจให้มีจิตเป็นกุศล อันเป็นกุศลจากสุตมยปัญญา คือฟังให้จิตเกิดปัญญาในธรรม
ตอนนั้นท่านอาจารย์เองยังไม่ได้นำแผ่เมตตาค่ะ จนท่านอธิบายจบ ท่านจึงนำการแผ่เมตตาร่วมกัน 🌱
คำสอนช่วงนี้ต่างจาก ชม. คำสอนวิปัสสนา day 4 ที่การสอนเป็นการนำให้เราปฏิบัติไปพร้อมกับคำสอนท่านอาจารย์เลย
ส่วน ชม. อานาปานสติ ใน day 0 ท่านอาจารย์ก็อธิบายเกี่ยวกับอานาปานสติก่อนเช่นกัน แล้วท่านจึงเริ่มสอนให้ลงมือทำตามในช่วงหลัง 🌱
ทั้งนี้ ถ้าถามว่าเราจะทำอะไรในช่วงที่ท่านกำลังสอนนั้น ต้องขอแยกยกมากล่าวถึงนะคะ
ในช่วงคำสอนที่เป็นภาคอธิบายทางทฤษฎี ถ้าเราไม่เคยฟังหรือฟังแต่ยังปฏิบัติไม่ลึกซึ้งนัก คือยังเป็นคอร์สแรกๆของเรา เราควรฟังอย่างตั้งใจ ฟังด้วยความสงบ ให้ดวงตาที่ปิดสนิท และมีใจที่เปิดรับเต็มที่ เมื่อทำความเข้าใจได้ จิตจะเกิดทั้งปัญญาและศรัทธาที่ถูกต้องที่จะไปเกื้อกูลการปฏิบัติของเราต่อไป
พอถึงช่วงที่ท่านนำแผ่เมตตา ก็ให้เราน้อมจิตแผ่เมตตาตามที่ท่านสอนค่ะ 🌱
ส่วนถ้าเราเข้าปฏิบัติมานานหลายครั้งแล้ว เราเข้าใจขบวนการแผ่เมตตาได้ดี และสามารถแผ่เมตตาได้อย่างถูกต้อง มีความเมตตาออกมาจากใจเรา
คือ เมื่อแผ่เมตตา มีกระแสเมตตาหลั่งไหลออกมาจริงๆจากจิตของเรา ที่ชัดเจนเรารับรู้กระแสเมตตาของเรา ใจเรามีความรักความเมตตา ความปรารถนาดี แผ่ซ่านออกมาสู่ผู้อื่นได้จริง เราก็สามารถแผ่เมตตาไปด้วยในขณะที่ท่านอาจารย์อธิบายภาคทฤษฎีอยู่ค่ะ 🌱
ทั้งนี้ไม่ตายตัวนะคะ แม้เราจะแผ่ได้ถูกต้องและชำนาญ แต่บางทีจิตเราตอนนั้นอาจไม่เอื้อต่อการแผ่เมตตา เช่น ยังมีความเร่าร้อนบางอย่างอยู่ ในใจ เราก็อาจฟังธรรมะจากท่านอาจารย์ไปให้จิตอ่อนละมุนลง หรืออาจทำวิปัสสนา หรือแม้แต่อานาปานสติ โดยทำอย่างผ่อนคลายปล่อยวาง เพื่อให้จิตมีสติ อุเบกขา อ่อนโยน ละมุนละไม เบา สมดุล 🌱
แต่ถ้าใจเราเบา มีสมดุลอยู่แล้ว และเราก็พร้อมแผ่เมตตาได้ เราก็สามารถแผ่ได้เลย
จิตที่จะแผ่เมตตาออก ต้องเบา อ่อนโยน สมดุล เป็นสุข สงบเย็น จิตจึงสามารถแผ่สิ่งดีงามนี้ออกไปถึงผู้อื่นได้ 🌱
ส่วนกรณีที่เราปฏิบัติเองที่บ้าน พอถึงช่วงเมตตาภาวนา เราก็แผ่เมตตาในใจเราออกไป โดยทำให้ใจเรามีความพร้อมก่อน
ซึ่งในตอนนี้เราจะแผ่เมตตาไปตลอดเวลาของ file เสียงนั้นก็ได้ หรือไม่ถึงก็ได้ หรือจะแผ่ยาวกว่านั้นก็ได้ค่ะ ขึ้นกับเหตุปัจจัย 🌱
บางครั้งเราแผ่ละเอียดเป็นรายบุคคล ก็อาจใช้เวลานานทีเดียว เพราะคนที่เรารู้จักมีมาก
บางครั้งเราแผ่เป็นรวมๆ ก็อาจใช้เวลาไม่กี่นาที หรืออาจสั้นกว่า
อันนี้ไม่มีกฏตายตัวค่ะ
และถ้าเราแผ่จบแล้ว เวลายังเหลือ เราจะทำวิปัสสนาต่อก็ได้ หรือจะแผ่เมตตาต่ออีกก็ได้ค่ะ จะยังไงก็ได้ ขอให้จิตยังตั้งอยู่ในภาวนากุศล
ขอให้ทราบว่า การทำเมตตาให้ถึงขั้นสูงสุดนั้นจิตจะมีกำลังมาก ทำให้ผลของเมตตานั้นเกิดขึ้นแน่นอน และส่งไปถึงผู้ที่เราตั้งใจส่งให้ได้แน่นอน และคนๆนั้นก็รับรู้หรือรู้สึกได้แน่นอน โดยเขาจะคิดถึงเราขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ดี ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับกำลังของจิตของผู้แผ่เมตตา
จิตที่มีสมาธิเข้มแข็ง จะมีกำลังมากในการแผ่เมตตา 🌱
ขอเสริมนิดค่ะ…
การทำเมตตาขั้นสูงขึ้นนั้น คือการเอาเมตตาเป็นอารมณ์กรรมฐาน กำหนดแผ่จิตที่เมตตาไปจนจิตเป็นสมาธิขั้นสูงสุด คือเป็นอัปปนาสมาธิด้วยเมตตา
อันนี้ผู้ที่ฝึกฝนจิตด้วยเมตตาแบบนี้เสมอๆ จะมีบุคคลิกเมตตาเป็น aura ประจำตัวเลย เช่นท่านอาจารย์โกเอ็นก้าเอง และพระปฏิบัติหลายๆท่าน
ผู้ที่ได้ฌาน (อัปปนาสมาธิ) ด้วยการฝึกเมตตาเป็นกรรมฐานจนถึงขั้นสูงสุด
บุคคลเหล่านี้ก็จะเป็นที่รักของคน สัตว์ เทวดา เหล่าสรรพชีวิตทั้งปวง ภัยอันตรายยากกล้ำกราย ฯลฯ เป็นต้น 🌱
ส่วนที่ว่าจะแผ่ออกจากตรงไหนบ้างนั้น ท่านอาจารย์กล่าวไว้ในหลายแห่ง เช่น แผ่จากกลางกระหม่อม แผ่ซ่านออกไปจากทุกรูขุมขน แผ่จากกลางหน้าอกหรือคือลิ้นปี่ (ที่ตั้งของหทัยวัตถุ) หรือที่บางส่วนของร่างกายก็ทำได้ 🌱
ส่วนที่ว่าการแผ่เมตตานั้นให้นึกถึงคนที่เราจะแผ่ ถ้านึกถึงเฉพาะคนที่เราอยากแผ่ให้ ก็คือเป็นการแผ่เมตตาแบบบุคคลาธิษฐาน คือให้เป็นรายๆคนไป ก็สามารถไปถึงคนๆนั้นได้ (ถ้ากำลังจิตเราแรงพอ และเมตตาของเราเป็นเมตตาจากใจจริงๆ) 🌱
ถ้าจะแผ่เมตตาในขั้นที่สูงขึ้นไป จะต้องเป็นการแผ่แบบสีมสัมเภท คือไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ แผ่ให้ทุกชีวิต เห็นเหล่าสัตว์เท่าเทียมกัน รักใคร่ต่อทุกชีวิตได้อย่างเท่าเทียมกันทุกประการ เห็นทุกชีวิตเป็นเพื่อนทุกข์ในสังสารวัฏฏ์เท่าๆกัน ไม่เฉพาะเจาะจงผู้ที่เราห่วงใยเท่านั้น 🌱
ส่วนขณะที่เราแผ่เมตตานั้น เราจะแผ่แบบรายคนไป สลับกับแผ่ให้หมู่สัตว์ทั้งปวงไปก็ได้
ไม่มีอะไรที่ตายตัวในแง่จะแผ่ให้ใคร
แต่ถ้าใจยังแผ่ไม่ค่อยออก ท่านให้เลือกคนที่เป็นที่เราชื่นชอบก่อน เพื่อไม่ให้จิตเกิดปฏิฆะ อันเป็นสิ่งตรงข้ามกับเมตตา
แต่ถ้าเราปฏิบัติวิปัสสนาขัดเกลาจิตเรามานาน จิตเราจะมีความบริสุทธิ์ขึ้น เราจะไม่ค่อยมีศัตรูในใจ ไม่ค่อยไม่พอใจใคร ใจจะมีความเมตตาต่อทุกๆคนไปหมดอย่างเป็นปกติ ใจจะเป็นสุขสงบเย็นอย่างเป็นปกติ กรณีแบบนี้ระดับจิตมีคุณภาพสูง ก็สามารถแผ่ได้ง่ายต่อทุกๆคน 🌱
ดังนั้นการแผ่เมตตา ไม่ตายตัวที่จะแผ่แบบไหน แต่ตายตัวตรงที่จิต จิตต้องเป็นกุศลจริง ต้องมีเมตตาปรารถนาดีอย่างบริสุทธ์จริงๆ 🌱
นอกจากนี้เรายังแผ่กรุณาได้ ถ้าแผ่เมตตาไม่ออก คือให้ใช้ความรู้สึกสงสาร
ในพรหมวิหารสี่นั้น เราส่งเป็นกุศลจิตไปได้ทุกตัว ทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แต่ละตัวจะช่วยเกื้อกูลกันและกันได้ด้วย ทุกตัวเป็นกุศลชั้นดีที่เราพึงมีในจิตเสมอๆ 🌷