แผ่เมตตาหลังจากปฏิบัติ
Q1.1: การแผ่เมตตา เป็นกิจที่ทำหลังการวิปัสสนาเช้าเย็นทุกวันใช่หรือไม่คะ
หรือแผ่เย็นทุกวัน วันละครั้ง
A1.1: การแผ่เมตตา เป็นกิจที่ทำได้ตลอดเวลาที่จิตเกิดกุศลค่ะ จะเป็นกุศลในจิตเมื่อจากการทำบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ จะเป็นกุศลจิตจากการทำสมาธิภาวนาก็ได้ จะเป็นกุศลจิตที่เกิดจากวิปัสสนาก็ได้
แม้เมื่อจิตมีความเมตตาปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างจริงใจขึ้นมา คือเกิดเมตตาขึ้นมาในจิต ก็แผ่ได้ค่ะ
ง่ายๆคือ เช่น เมื่อจิตเกิดโสมนัส หรือ จิตเกิดปีติ หรือจิตเกิดสุข อันเนื่องมาจากกุศลใดๆขึ้นมา เหล่านี้ จิตจะมีคุณสมบัติพร้อมที่จะแผ่เมตตาได้ดี
(ช่วงที่จิตเป็นเช่นนี้ ทั้งจิตและกายจะละเอียดอ่อนสละสลวย ที่เรียกว่า กายมุทุตา จิตมุทุตา
จิตและกายจะมีความเบาที่เรียกว่า กายลหุตา จิตลหุตา ฯลฯ)
ดังนั้น ตอบคำถามนี้ว่า ไม่ใช่กฏเกณฑ์ตายตัว ที่ต้องทำแค่ เช้าครั้ง เย็นครั้ง หรือเฉพาะเวลานี้ เวลานั้นค่ะ
ควรทำบ่อยๆเมื่อจิตมีคุณสมบัติอย่างที่กล่าวข้างต้น
การแผ่เมตตา เป็นกุศลชั้นสูงชนิดหนึ่งในตัวเอง
ยิ่งทำให้มากเข้า ยิ่งดีที่สุด ทั้งดีกับตนเองและดีต่อผู้อื่น ยิ่งถ้าทำได้ถึงขั้นสูงๆของเมตตาภาวนา ยิ่งมีคุณสูงมากค่ะ
การตั้งกฏเกณฑ์ว่าต้องแผ่เวลานี้ หลังทำแบบนี้ บางทีมันไม่ work เหมือนกันค่ะ ถ้าตอนนั้นจิตมันแผ่ไม่ออก มันแผ่ไม่ไป
บางครั้งจิตเฉยๆจากการปฏิบัติวิปัสสนา ก็เหมือนแผ่เมตตาไม่ค่อยมีความแช่มชื่น แผ่ไม่ค่อยไป
แต่อาจสามารถแผ่อุเบกขาไปได้ (หมายถึงอุเบกขาพรหมวิหาร)
แต่ที่ท่านอาจารย์แนะนำให้แผ่เมตตาทุกครั้งหลังนั่งปฏิบัติเช้าเย็นนั้น เพราะเมื่อเราวุ่นวายกับเรื่องนอกตัว จิตจะหยาบ จะหนัก (ไม่เป็นมุทุตา ลหุตา ปาคัญญุตา ฯลฯ )
กล่าวคือ เมื่อกุศลจิตไม่เกิดในจิต การปฏิบัติวิปัสสนา จะช่วยดึงจิตเข้ามาในตัว ให้สงบลง แทนที่จะวุ่นวายกับเรื่องรกๆนอกตัวเหล่านั้น
และถ้าดึงจิตเข้ามาจนจิตสงบลงได้ จิตมีสมาธิในการปฏิบัติวิปัสสนาจริงๆ (ไม่ใช่นั่งไปแต่ก็ฟุ้งไป)
กรณีแบบนี้ จิตจะชำระความหยาบจากเรื่องนอกตัวได้ผล
จิตจะค่อยๆเบาขึ้น ละเอียดขึ้น จึงมีความพร้อมที่จะแผ่เมตตา การแผ่เมตตาจึงจะเกิดผลเกิดพลังจริง
ท่านอาจารย์จึงให้ทำเมตตาหลังทำวิปัสสนา
คือ ทำเมื่อจิตหยุดพล่านจากความวุ่นวาย ความหนักทั้งหลาย จิตมีความสงบระงับ
Q1.2: หรือจะแผ่เมตตาได้เมื่อพบเวทนาละเอียดเบา จึงจะแผ่ได้เมตตา
แต่เวทนามีหลายระดับที่อาจารย์เคยกล่าว เวทนาชัดก็อาจเป็นหยาบระดับหนึ่ง และการพบเวทนาเบาละเอียดแบบสบายไปทั้งตัว พบได้น้อยมาก ยิ่งถ้าเราคาดหวัง จะไม่เกิดไม่พบ เราจะแผ่เมตตาได้อย่างไร..?
A1.2: โดยทั่วไป เมื่อจิตเบาขึ้น ละเอียดอ่อนขึ้น ฯลฯ เวทนาบนร่างกายจะเบาขึ้น ละเอียดอ่อนขึ้นไปด้วยกัน
กายกับจิตมักจะไปทางเดียวกัน
ดังนั้น เมื่อเวทนาเบา จึงสามารถแผ่ได้ผล ขณะที่เวทนาหนักและหยาบ จิต(ผู้ที่ไม่ได้ฝึก)จึงมักไม่เป็นกุศล เพราะมีปฏิกิริยาต่อต้านมัน
จึงไม่มีกำลังเมตตา ไม่ค่อยมีแรงใจที่จะหวังให้ใครเป็นสุข (เพราะแม้เราก็กำลังไม่เป็นสุข)
ใช่ค่ะ เวทนามีหลายอย่าง มีทุกอย่างนั่นแหละ เป็นเวทนาทั้งนั้นไม่มียกเว้น
เอาเป็นว่าทุกอย่างที่เรารู้สึกได้ (ทางร่างกาย) นั่นแหละค่ะ ก็คือเวทนา
ผู้ที่วางเฉย ผู้ที่มีอุเบกขาได้อย่างแท้จริง “☘️จะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างของแต่ละเวทนาเลย แม้แต่น้อยนิด☘️” เพราะจิตเขาข้ามพ้นการเกี่ยวข้องกับมันไปแล้ว
ดังนั้นสำหรับกรณีนี้ ไม่ว่ากำลังมีเวทนาหยาบอยู่ กำลังเจ็บปวดอยู่ ก็ยังสามารถแผ่เมตตาได้ดี
ที่เราอาจแผ่ได้แม้มีเวทนาหยาบอยู่ก็เพราะเราสามารถยกจิตเหนือเวทนาทางกายได้
เวลาพบเวทนาหยาบ สำหรับผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจนเข้าถึงจริง จิตจะไม่คล้อยไปกับความหยาบนั้น คือไม่ได้เกิดความไม่พอใจ หรือแม้แต่ใส่ใจกับมันแม้แต่น้อย
จิตวางเฉยอยู่ เป็นอุเบกขาอยู่ แค่เห็นมันเกิดดับของมัน เห็นแล้วก็ผ่านไป
จิตวางเฉยแบบนี้ สามารถแผ่กรุณาได้ แผ่อุเบกขาได้ และก็แผ่เมตตาได้
ไม่ต้องรอเวทนาละเอียดให้เกิดขึ้นเสมอ
แต่กำลังของเมตตา จะมากน้อยขึ้นกับจิตขณะนั้นว่ามีกุศลจิตอยู่ได้มากน้อยแม้อยู่ท่ามกลางความทุกข์ร้อนต่างๆ ความเจ็บปวดต่างๆ
Q2: ทุกวันนี้การปฏิบัติแทบไม่พบเวทนาทุกข์ทรมาน มีเพียงความรู้สึกตึงซ่าน ยิบๆไปทั่วร่าง
จนในบางครั้งทำให้กลายเป็นความรู้สึกเบื่อหน่ายบ้าง ที่พบเวทนาซ้ำๆทุกครั้ง..
A2: ปกติค่ะ
เวทนามีหลักๆ 3 ชนิด สุขเวทนา (เบาสบายทั้งหลาย) ทุกขเวทนา (หยาบหนักทั้งหลาย) อทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึกเฉยๆ ไม่ทั้งทุกข์หรือสุข)
ดังนั้น ตลอดเวลา เราก็เจอแค่นี้
คือ ทุกๆความรู้สึก ก็ตกเข้าใน 3 อันนี้หมด
หน้าที่เรา คือ ใช้มันทุกอันค่ะ
ใช้ทุกๆความรู้สึก
ฝึกดูมันให้เป็น
ฝึกรู้มันจริงๆทุกๆอันไป
คือ ดูไป รับรู้ไป
วางจิตเป็นกลางไปพร้อมๆกับการรับรู้ทุกๆเวทนานั้น
ที่สำคัญ เวลารู้ ต้องรับรู้มันจริงๆนะคะ ไม่ใช่แช่ๆ ไหลๆไป ยังงั้นเอง ไปมันเรื่อยๆ เหมือนรู้มั่งไม่รู้มั่ง
เฉพาะเวลาที่ “รู้จริงๆ” เท่านั้นนะคะที่ใช่ คือ จิตต้องมีสมาธิจดจ่อกับการปฏิบัติ คือจดจ่อกับการรับรู้เวทนา
ที่ท่านเรียกว่า ต้องพร้อมด้วย “สมาหิโต สัมปชาโน สติมา” คือ มีสมาธิ มีสติ มีสัมปชัญญะ
Q3: ถ้าการนั่งวิปัสสนาบางครั้งพบความทุกข์กาย แต่สามารถอุเบกขา วางเฉยอย่างแท้จริง เมื่อครบ1ชม. รอการคลายตัวบีบรัดสักครู่ แล้วแผ่เมตตา แบบนี้ก็ได้มั้ยคะ เพราะเราอยากส่งให้ผู้อื่นปล่อยวาง อุเบกขาเช่นกัน แบบนี้ได้มั้ยคะ
A3: ทุกครั้งที่จิตอยากแผ่ ให้แผ่เลยค่ะ ไม่ต้องลังเลใจ เป็นกุศลเต็มๆในตัวเพียงเพราะเจตนาอยู่แล้ว
แต่กุศลลำดับต่อๆไปคือกำลังของตัวเมตตา ดังนั้น ขั้นตอนไหนทำกุศลในจิตให้เกิดได้ ย่อมเกิดกุศลเกิดบุญเกิดบารมีค่ะ
ยิ่งเกิดความชัดเจน หนักแน่น มีโสมนัสในจิตมาก กำลังกุศลทุกชนิดของเราก็ยิ่งมากค่ะ