สังขารในการปฏิบัติ
ในอวิชชาปัจจยาสังขารา(อาจจะเขียนผิดคะ) กับสังขาร ในที่ว่า รูป เวทนา สังขาร วิญญาณ
คำว่า สังขาร น่ะค่ะ คืออันเดียวกันใช่ไหมคะ
ที่ว่า สังขารเก่าจะหลุดลอยขึ้นมา ถ้าเราอุเบกขาได้ คือสังขาร อันไหนคะ
และ นั่งๆไป ใจเผลอคิดนั่นนี่ คือสังขาร อันไหนคะ
และที่เราจะไม่ให้สังขารใหม่เกิดขึ้น คือสังขารอันไหนคะ
และในบทสวดที่ว่า วิสังขารา คือสังขารอันไหนคะ
ฟังจากธรรมบรรยายแล้วก้อยังไม่เข้าใจดี
ขออาจารย์ได้อธิบายด้วยคะ
ขอกราบขอบพระคุณยิ่งคะ
สังขารมีความหมายกว้างค่ะ ต้องอธิบายแยกแยะ เอาพอสังเขปก่อนนะคะ
โดยรวมที่ท่านอาจารย์ใช้ สังขาร คือ การปรุงแต่งจิต
ซึ่งมีทั้ง
-การปรุงแต่งจิตในขณะปัจจุบันที่จิตปรุงแต่งอยู่ทุกขณะ (ด้วยความชอบใจ หรือความไม่พอใจ) นี่คือสังขารที่เกิดขึ้นในขณะปัจจุบัน เกิดทุกๆขณะที่มีสิ่งต่างๆมากระทบตัวเรา ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราจึงชอบนั่นชอบนี่ ชังนั่นชังนี่
-การปรุงแต่งจิตที่ปรุงแต่งไปแล้วในอดีต หรือคือ กรรมที่เราทำไปแล้วอันเกิดจากการปรุงแต่งของจิตในอดีต มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เมื่อทำไปแล้วก็ไปนอนเนื่องอยู่ในจิตเป็นกิเลส เกาะจิตในจิต จนบ่มเพาะเป็นอุปนิสัยสันดานของคนๆนั้นไป (กิเลสตัวนี้เรียกว่า อนุสัยกิเลส) โดยจะเกาะลึก ตื้น หนา บาง ขึ้นกับความอุกฤษณ์ของจิตที่ทำกรรมนั้น
สังขารจึงเกิดเพราะความไม่รู้ตามความเป็นจริงของสรรพสิ่งในโลกว่า ล้วนเป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา
ความไม่รู้นี้ก็คือตัว อวิชชา
นี่คือสังขารใน อวิชชา ปัจจยา สังขารา (สังขารในปฏิจจสมุปบาท)
เมื่อมีอวิชชาอยู่ย่อมก่อให้เกิดการสร้างสังขารไปเรื่อยๆไม่มีหยุด
เมื่อไม่รู้ความจริงของธรรมชาติจึงมีปฏิกิริยาชอบชังต่อสิ่งต่างๆอยู่ตลอดเวลา
สังขารในนามรูป (ขันธ์ 5)
รูปคือ กาย มี 1 ขันธ์
นามคือ จิตหรือใจ มี 4 ขันธ์ มี วิญญาณ สัญญา เวทนา สังขาร
แต่ละขันธ์ทำหน้าที่ต่างกัน วิญญาณคือตัวรับรู้ สัญญาคือตัวจำได้ตีความเวทนาคือตัวรู้สึก และ สังขาร คือ ตัวปรุงแต่งจิตให้มีปฏิกิริยาชอบชัง
สังขาร ที่ท่านอาจารย์พูดถึงว่าหลุดลอยออกไป หมายถึงทั้งสังขารเก่าและสังขารปัจจุบัน
คือเมื่อเรามีอุเบกขา ซึ่งคือการเห็นตามความเป็นจริงว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง เราจึงปล่อยวางด้วยอุเบกขา ไม่ตอบโต้ ไม่มีปฏิกิริยากับสิ่งนั้นๆ เราก็หยุดสร้างสังขารใหม่ คือหยุดทำกรรมใหม่ หยุดตอบโต้ต่อสิ่งกระทบหยุดชอบใจไม่ชอบใจ
เช่น มีคนมากล่าวโทษเรา แล้วเราโกรธตอบ
เพราะเรายังยึดมั่นในความเป็นตัวเราว่ามีตัวตน และเรายังไม่เข้าถึงความจริงที่เห็นว่าการถูกว่าร้ายนั้นเป็นของไม่เที่ยงไม่มีแก่นสารมันไม่ได้เกิดตลอดไป มันเกิดแล้วก็จบไป
เราจึงไปโกรธตอบ นี่เป็นการสร้างสังขารขณะปัจจุบัน เมื่อสร้างไปแล้วก็ตกตะกอนเป็นสังขารเก่า เป็นการเพิ่มพูนอุปนิสัยการโกรธของเรา เพิ่มพูนกิเลสที่นอนเนื่องในจิตเรา(อนุสัยกิเลส)ให้สาหัสขึ้น เราก็จะค่อยๆกลายเป็นคนโกรธง่ายขึ้น โกรธมากขึ้นในครั้งต่อๆไป นิสัยเราก็จะดุร้ายขึ้นทุกๆครั้งที่เราสั่งสมสังขารความโกรธเหล่านี้เรื่อยๆ
แต่ถ้าเรารู้ตามจริงด้วย(วิชชาญาณ) เราจะไม่มีปฏิกิริยา จิตจึงเป็นอุเบกขาด้วยปัญญา เราก็จะดูมันเฉยๆจนมันผ่านไป ไม่สร้างสังขารใหม่ให้เกิดกรรม เกิดอุปนิสัย ไม่มีอะไรตกตะกอนนอนเนื่อง
ต่ออีก
ส่วนสังขารในอดีตหรือกรรมที่ทำแล้ว เวลามันส่งผลมักเรียกว่าวิบาก ผลของสิ่งต่างๆในอดีตส่งให้เราเผชิญโน่น นี่ นั่น ตลอดเวลา ทั้งดีไม่ดี ทั้งทางกาย ทางใจ เพราะไม่มีความบังเอิญในโลก ทุกอย่างเกิดด้วยกระแสของเหตุปัจจัยที่มารวมกันให้เกิดขึ้นต่อแต่ละคนแต่ละขณะ
เมื่อเหตุปัจจัยของเราทำให้เกิดสิ่งต่างๆกับเรา ที่เป็นวิบากจากกรรมเก่าส่งผลกับเรา จิตเราที่มีกิเลสเกาะอยู่จะปล่อยสารพิษตัวนี้ออกมาทำให้เรามีปฏิกิริยาชอบชังทันที
เช่น เราปฏิบัติธรรม เกิดความเจ็บปวดอันอาจเป็นผลของกรรมเก่าบางประการ หรือจะจากสาเหตุใดก็ตาม แล้วเราไม่พอใจความรู้สึกไม่ดีนั้น เราอยากให้มันหายไป เราให้ความสนใจกับมัน ความเจ็บทางกายจะถูกเพิ่มพูนด้วยการปรุงแต่งทางใจ ทำให้ทุกข์ทรมานขึ้น
และจากนิสัยที่มีความโกรธของเรา (สังขารเก่าที่แสดงตัวออกมาต่อสิ่งกระทบใหม่) เราก็จะไม่พอใจมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น ก็ยิ่งไปเพิ่มพูน เป็นสร้างสังขารใหม่แห่งความโกรธมากขึ้น
ความไม่พอใจที่เกิดขึ้นทันทีนี้เกิดจากสังขารเก่าที่มีความโกรธนอนเนื่องแนบแน่นอยู่กับจิตของเรา
เราจึงมีปฏิกิริยาตอบโต้กับความเจ็บด้วยความไม่พอใจทันที แต่ถ้าเรารู้เท่าทันมัน ความโกรธนั้นก็จะหยุดชะงัก
และการที่เรารู้เท่าทันและรักษาจิตให้เป็นอุเบกขาต่อๆๆๆไป ของใหม่จึงไม่ได้สร้าง ของเก่าที่แสดงตัวออกมาจึงถูกขจัดไปเรื่อยๆ
นานเข้าๆ นิสัยเราจึงเปลี่ยนแปลงไป เพราะเราไม่สร้างใหม่ และของเก่าที่ออกมาตลอดเวลาก็ถูกจิตที่มีสติ มีปัญญา มีอุเบกขาปล่อยวางมันไป
เมื่อจิตมีอุเบกขา ยอมรับมันตามจริง ความเจ็บนั้นก็เป็นเพียงความเจ็บทางกาย ใจไม่ไปปรุงแต่งเพิ่มให้เกิดความรุนแรงขึ้น ในที่สุดความเจ็บนั้นก็จะหมดไปตามวาระของมัน ตามเหตุตามปัจจัยของมัน และในขณะที่กายเจ็บอยู่ ใจไม่ได้ร่วมด้วยช่วยกัน ความเจ็บจึงไม่มีผลทำให้เราทรมาน