เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
Q1 : “…ผลของวิปัสสนาด้วยเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน แบบเวทนาขั้นลึกละเอียดที่สุด…
ถามว่า:
(*)แบบเวทนาขั้นลึกละเอียดที่สุด เป็นอย่างไรคะ
Q2 : “…ทำให้ลึก ทำให้ต่อเนื่องกันไป ผลจึงจะสำเร็จในกรรมฐานชนิดนั้นๆ…”
ถามว่า:
a(*)ทำให้ลึกอย่างไรคะ
b(*)และผลสำเร็จในกรรมฐานชนิดนั้นๆ จะทำให้เราเข้าถึงธรรมหรือไม่คะ
Q3:(*) จิตละเอียด เป็นอย่างไรคะ
Q4: “…ถ้ามุ่งหวังให้จิตมีสติในขณะต่างๆ ก็สามารถเดินรู้ลมหายใจบ้าง หรือเดินรู้เวทนาตามส่วนต่างๆบ้างเมื่อสิ่งนั้นปรากฏ ก็ให้จิตไปตามรับรู้…”
ถามว่า:
a(*)บางครั้งการจับความรู้สึกในกาย ก็จะสลับมารับรู้ลมหายใจ และพบว่าถ้าหยาบก็จะหยาบเหมือนกัน ถ้าละเอียดก็ละเอียดเหมือนกัน และบางครั้งจะรับรู้ว่ามีสัญญาณที่ผิดปกติ เช่นแปล๊บตรงนั้น ตรงนี้แค่รับรู้ แล้วเดินความรู้สึกไปทั่วร่างกายต่อไปตามลำดับ นั้นถูกต้องไม่คะ
b(*)หรือต้องจับในสิ่งที่แปล๊บเข้ามา ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกนั้นๆ คะ
ที่เราปฏิบัติกัน เราจะต้องเริ่มที่ได้เวทนาทั่วไปเป็นลำดับแรก
(ระดับนี้ จิตยังเกาะเกี่ยวกับผูกพันความคิดอยู่เนืองๆ ยังต้องใช้ความพยายามน้อมจิตให้ตามดูเวทนา ให้คิดถึงอนิจจัง ให้คิดถึงอุเบกขา)
เมื่อรับรู้เวทนาทั่วไปแบบนี้ได้
ก็เพื่อจะใช้เวทนาเหล่านั้นเป็นเครื่องมือฝึกจิตให้วางเป็น
มีอุเบกขาจิตเป็น
เมื่อจิตเป็นอุเบกขาเป็น ก็หมั่นพัฒนาอุเบกขาในจิตให้เลื่อนขึ้นเป็นลำดับ คือมีระดับของความมีจิตเป็นอุเบกขาที่พัฒนาขึ้น ลึกซึ้งขึ้น ละเอียดขึ้น ประณีตขึ้น
จากอุเบกขาด้วยความคิด ความตั้งใจให้เป็น สู่อุเบกขาขั้นลึกขึ้นทีละน้อย จิตกำลังถูกฝึกให้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ลึกขึ้น
เมื่อจิตมีความปล่อยวางอย่างยิ่งได้ มีอุเบกขาที่ประณีตอย่างยิ่งได้ จิตจะมีสภาพที่เบามาก มีปีติ มีความสงบมาก มีความสงัด มีความสุข จิตจะมีความคล่องแคล่วและมีความยืดหยุ่น ไม่ติดกรอบ
เวทนาทางกายทั่วร่างก็ละเอียดขึ้น เบาขึ้น เป็นอาการสั่นไหวแบบละเอียดประณีตทั้งภายในภายนอกทั่วตัวอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจิตจะไปรับรู้ที่ใดของกายนี้
หรือแม้มีเวทนาหยาบ หรือความว่างโหวงบางส่วน เมื่อจิตผ่านไปรับรู้ที่ตรงนั้น สภาพหยาบจะสลายละลายไป จะมีแต่เวทนาที่สั่นสะเทือนอย่างสุขุมประณีตอยู่บริเวณนั้นแทน
เมื่อจิตกวาดไปที่ใด ทั้งนอกใน ก็จะเป็นเวทนาแบบสั่นไหวละเอียดประณีตสุขุมอย่างยิ่งตลอดทั่วตัวตลอดเวลาที่จิตมีอุเบกขาขั้นนี้
(ขอเพิ่มเติมว่า จิตที่สุขุมลุ่มลึกละเอียดอ่อนประณีตเช่นนี้เกิดอยู่โดยไม่จำเป็นว่ากำลังอยู่ในสภาวะภังคะ หรือสภาวะปกติในชีวิต
เพราะจิตชนิดนี้ได้เข้าถึงความเป็นอุเบกขาอย่างแท้จริง เป็นจิตที่ถึงความสุขุมประณีตอย่างมาก เป็นสังขารุเบกขาจิต
เป็นอุเบกขาขั้นที่ลึกซึ้งเกินกว่าขั้นภังคะ ไปไกล เพราะแม้ภังคะก็ยังเป็นสภาวะที่หยาบอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับอุเบกขาระดับนี้)
จิตแบบนี้จึงเข้าถึงความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอัตโนมัติ
แม้สัญญาก็เปลี่ยนไป จากสัญญาวิปลาสสู่อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา เกิดการปล่อยสิ่งที่ยึดมั่น สิ่งที่เคยเพลิดเพลินยินดี
เกิดการวางภพวางชาติวางสังสารวัฏฏ์ชนิดสลัดออกอย่างไร้เยื่อใย
ถึงขั้นนี้ย่อมไม่ต้อง’คิด’ให้วางอุเบกขาอีก ไม่ต้องโน้มน้อมจิตอีกว่าเป็นอนิจจังอีก เพราะจิตเข้าถึงแล้วด้วยประสบการณ์ ด้วยการหยั่งรู้อย่างแท้จริง
จิตแบบนี้ย่อมเพราะประจักษ์แจ้งในการเกิดดับของนามรูปจากภายในเข้าถึงความไม่เที่ยง เข้าถึงความเป็นอนัตตา ความไม่มีแก่นสารของนามรูป
ท่ามกลางขบวนการเหล่านี้ สังขารมากมายก็ถูกขจัดออกไป ออกไป ออกไป เป็นลำดับ ยิ่งจิตละเอียดประณีต จิตมีอุเบกขาระดับสุขุมขึ้นเท่าไหร่ สังขารยิ่งออกมากและออกจากส่วนที่ลึกที่สุดได้มากเท่านั้น
ตอบตรงนี้ถือเป็นการตอบ ทั้ง Q1, Q2, Q3 นะคะ
ส่วนคำถาม Q4
a(*) และ b(*) ทำได้ทั้งสองแบบค่ะ