← 🍃ธรรมมรรคา
074อ่าน ~8 นาที

การลื่นไหล freeflow

A: ความรู้สึกซ่าๆ ก็เป็นเวทนาชนิดหนึ่ง เป็นเวทนาในรูปแบบที่เบาเมื่อเทียบกับ ความรู้สึกหนักๆพวกความเจ็บ เกร็ง แน่น ตึง อึดอัด

อยู่ที่ว่าความรู้สึกซ่าอาจเกิดจากหลายเหตุได้ทั้งนั้น

เช่น

~ความรู้สึกซ่าแบบขนลุกขนพอง

มักเกิดจากความกลัว เช่น กลัวผี กลัวเสือ

หรือเกิดจากรู้สึกความขยะแขยง เช่น เห็นกิ้งกือ ไส้เดือนจิ้งจก งู หรือ

หรือเกิดจากความหนาวเพราะอากาศ

หรือเกิดจากทานน้ำแข็งหรือของเย็นจัด

หรือเกิดจากเหตุอื่นๆ

เช่น

~ความรู้สึกซู่ซ่าแบบสุขสบายตัว บางครั้งอาจมาพร้อมน้ำตาซึม

มักเกิดจากความปีติ ปลาบปลื้มใจ ความปราโมทย์ ความซาบซึ้งหรือยินดีต่างๆ หรือรับรู้เรื่องที่อัศจรรย์ชวนให้ยินดี

เช่น

~ความรู้สึกซ่าๆตามตัวแบบอื่นๆโดยไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด

แต่ไม่ว่าจะซ่าแบบไหน มันก็คือรูปแบบหนึ่งของเวทนาชนิดที่เบา มักให้ความรู้สึกที่ทนได้ง่ายกว่าเวทนากลุ่มที่หนักๆ เวทนาที่เบาๆมีมากมายหลายอย่าง ระบุอธิบายไม่ได้หมด เพราะมันเป็นแค่ความรู้สึกเบา ไม่มีเนื้อหาแก่นสารอะไรเลย

แต่เมื่อเวทนาเป็นรูปแบบเบา ผู้ปฏิบัติย่อมสามารถสำรวจได้เร็วขึ้น ที่เรียกว่า free flow หรือเลื่อนไหลความสนใจไปได้อย่างอิสระ

คำว่า free flow หรือเคลื่อนความสนใจไปได้อย่างอิสระนั้น ย่อมทำได้เมื่อมีความรู้สึกที่เบาทุกชนิด คือ เมื่อไม่มีความรู้สึกหยาบหนักๆ จากความเจ็บ แน่น แข็ง ตึง เกร็ง อึดอัด ผู้ปฏิบัติก็ย่อมสามารถกวาดความสนใจไปรับรู้ส่วนต่างๆได้อย่างง่ายดายขึ้น การรับรู้ต่อๆไปในส่วนต่างๆของร่างกายไปได้สะดวกขึ้น มีอาการเลื่อนความสนใจไหลผ่านส่วนต่างๆไปได้ลื่นขึ้นมากส่วนขึ้น ง่ายขึ้น หรือกวาดไปได้รวดเร็วขึ้น

บางครั้งจิตอาจเลื่อนไหลไปรับรู้ได้หลายๆส่วนของร่างกาย หรือได้บางช่วงหนึ่งๆของร่างกาย แต่ไม่ทั่วทั้งร่างกาย กล่าวคือ บางส่วนเบาก็เคลื่อนได้เร็ว แต่ส่วนบางส่วนอาจมีเวทนาหยาบก็เคลื่อนได้ช้า หรือบางครั้งก็อาจมีเวทนาที่ไม่หยาบทั้งตัว ทำให้สามารถกวาดความสนใจไปรับรู้ได้ทั้งตัว

นี่ก็คือ free flow รูปแบบหนึ่ง คือสามารถ flow ไปตามส่วนต่างๆได้อย่าง freely (ไหลผ่านส่วนต่างๆได้อย่างรวดเร็วอย่างอิสระ)

จะเป็น free flow บางช่วงของร่างกาย เช่น ตลอดทั้งส่วนแขน หรือจะเป็น free flow ทั่วทั้งตัวก็ได้ ขึ้นกับประสบการณ์ของเวทนาในขณะนั้นของผู้ปฏิบัติ

แต่การที่ free flow ได้เหล่านี้ ไม่จำเป็นว่า ต้องเป็นการถึง ‘สภาวะการดับสลายของสังขาร’ (หรือภังคะ)

แต่เป็นเพียงแค่ ผู้ปฏิบัติกำลังมีสังขารที่ละเอียดขึ้นเท่านั้น เมื่อสังขารเบาขึ้น ละเอียดขึ้น จึงสามารถกวาดความสนใจไปรับรู้ได้มากส่วนขึ้น และ กวาดได้เร็วขึ้นเท่านั้น จึงเรียกว่า flow ได้อิสระขึ้น ไม่ค้างเติ่ง ติดแหง็ก ชะงักงัน เหมือนกรณีที่เวทนาบนกายหยาบมากๆ

Free flow เองมีหลายระดับ

กล่าวคือ ในความเบาของเวทนาแต่ละแบบก็ต่างกัน มีความหยาบความละเอียดของ ‘ความเบา’ ที่ต่างกัน ขึ้นกับประเภทความเบา ว่าเป็นเวทนาเบามาก หรือเป็นเวทนาเบาน้อย

เพียงแค่ผู้ปฏิบัติมีเวทนาที่เบาตัวลง ผู้ปฏิบัติก็สามารถ freeflow ในส่วนนั้นๆได้แล้ว

ส่วนในสภาวะที่กำลังเกิดการดับสลายของสังขาร (ภังคะ) เป็นสภาวะที่สังขารมีแต่อาการดับไป ดับไป ดับไป อย่างเดียว ผู้ปฏิบัติจะเห็นชัดถึงอาการดับไปเป็นรูปแบบเดียวของสังขาร และดับไปอย่างต่อเนื่อง

เมื่อจิตไปรับรู้บริเวณใด ไปถึงที่ใด ที่นั้น บริเวณนั้นก็ดับไปสลายตัวไปต่อๆกันไป เวทนาหยาบคงรูปคงร่างไม่ได้ จะต้องแตกออก สลายออก กระจายตัวออกไป ความเป็นของแข็งหยาบทุกส่วนบนกายมีแต่จะแตกสลายออกไป แม้ความหยาบในจิต(อกุศลจิต) ก็จะดับสลายไปอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

จิตขณะนั้นจะรับรู้ถึงความดับสลายนี้ในทุกส่วน ทุกซอก ทุกมุม ทุกอณูของเซลล์ในร่างกาย ทั้งภายในร่างกายและบนพื้นผิวโดยไม่มีส่วนเหลือ และรับรู้ได้ชัดเจนในทุกๆอณู จิตจะรับรู้จิตว่าสลายไปจากความเป็นอกุศลทั้งปวง มีแต่การรับรู้ความเป็นไปของรูปนามตามจริง ไม่มีความชอบชัง ไม่มีการตีความ อธิบายความ ประเมินค่า มีแต่ตามรู้นามรูปตามจริง

ขณะนั้นผู้ปฏิบัติก็ย่อม flow การตามรับรู้เวทนาได้อย่าง freely หรือไหลความรับรู้เวทนาทั่วตัวไปได้อย่างอิสระเช่นกัน เพียงแต่เป็นการลื่นไหลหรือ freeflowในระดับที่ละเอียดกว่าการลื่นไหลเพราะเวทนาเบาชนิดอื่นที่กล่าวข้างต้น

สรุป: การที่ผู้ปฏิบัติ มีเวทนาละเอียด เบา และกวาดความสนใจอย่างลื่นไหลได้นั้น จึงไม่ใช่ตัววัดอะไรเลย ไม่ว่าจะลื่นไหลเพราะเวทนาเบา หรือลื่นไหลเพราะเวทนาที่เกิดจากดับของสังขาร มันก็มีค่าเท่ากันทุกประการ

จิตที่วางเฉยได้อย่างแท้จริง ไม่ใส่ใจว่ามันเป็นอะไร คือการเกิดปัญญา