← 🍃ธรรมมรรคา
066อ่าน ~5 นาที

รู้เวทนาด้วยจิตที่สมดุล

ขอเรียนถามปัญหาค่ะ

ตอนนี้เวลานั่งวิปัสสนาเช้าเย็น ครั้งละ ชม.

ระหว่างวันก็รับรู้เวทนาบนร่างกาย ตามที่ท่านอาจารย์สอนในธรรมบรรยาย

หลังนี้พบว่า ช่วงระหว่างวัน

พท.ที่รับรู้เวทนาได้เริ่มกว้างขึ้น

และรับรู้ได้บ่อยขึ้น รับรู้ได้เองในระหว่างทำงานอื่นๆ ไปด้วย

ถามอาจารย์ค่ะว่า

พอรับรู้เวทนาบนร่างกายแต่ละครั้งนั้น ก็ให้รู้ถึงอนิจจังของเวทนานั้นไปด้วย

แบบนี้ถูกต้องหรือยังคะ

เมื่อเราฝึกจิตมา

จะมากบ้างน้อยบ้าง

จิตเราจะเริ่มไวต่อสิ่งที่เกิดในตัวเรามากขึ้น

เพราะเราเริ่มหันมาเห็นตนเองมากขึ้น

เราจึงรู้สึกถึงเวทนาบ่อยขึ้นเป็นธรรมชาติ

หรือไวขึ้นต่อเวทนาในหลายบริเวณขึ้น


ขณะเมื่อรับรู้เวทนา (หรือลมหายใจ) อยู่นั้น

จิต กำลังอยู่กับ “ปัจจุบัน” ณ ขณะนั้นอยู่


เพียงแค่จิตอยู่กับปัจจุบันอยู่ รู้ถึงเวทนานั้นๆอยู่

แล้วจิตไม่มีการปรุงแต่งเพิ่ม

(คือไม่ตีค่า ไม่ประเมิน ไม่คิดต่อยอดจากสิ่งที่กำลังรับรู้นั้น)


ณ ขณะนั้นๆ (ถ้าเราไม่ปรุงแต่งเลย) ถือว่าเรากำลังรู้ตาม เห็นตาม ”ความเป็นจริง” (ยถาภูตัง) ของธรรมชาติแห่งสิ่งต่างๆอยู่


ซึ่งธรรมชาติของสิ่งต่างๆนี้คือ ความไม่เที่ยง หรืออนิจจังนั่นเอง คือสิ่งต่างๆไม่เที่ยง


การรู้เฉยๆด้วยจิตวางเฉยมีอุเบกขา ผ่อนคลาย ปล่อยวาง

เป็นการเห็นสัจธรรม หรือเห็น ’ความเป็นอนิจจังอยู่ในตัว’


เราไม่ต้องไปใส่ความคิดว่ามันเป็นอนิจจังเข้าไปในจิตอีก

แค่ยอมรับมันตามที่มันเป็นนั้น

วางเฉยกับมัน

ดังนั้นเพียงแค่รู้ไปยอมรับไปในขณะที่รับรู้

โดยไม่ต้องคิดเพิ่มความคิดว่ามันเป็นอนิจจัง เพราะเท่านี้ก็เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว


กล่าวคือ

ถ้าเราแค่วางมันได้จริง

แค่รู้มันอย่างที่มันเป็นได้จริง


เราก็กำลังรู้ธรรมชาติตามจริงของสรรพสิ่งแล้ว

คือรู้ความเป็นไตรลักษณ์ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของทุกๆสิ่งนั่นเองค่ะ


กรณีที่เรากำลังเครียด หงุดหงิด จิตมีปฏิฆะ (จิตมีโทสะกิเลส)

หรือกรณีที่เรากำลังปลื้ม หลงไหล จิตมีอภิชฌา (จิตมีโลภะกิเลส)

จนจิตวางเฉยไม่ได้ จิตเสียสมดุลมาก จิตเป็นอุเบกขาไม่ได้


กรณีนี้เราอาจต้องช่วยจูงจิต

ปรับจิตให้สงบลง ด้วยการใช้ความคิดว่า มันเป็นอนิจจัง อนิจจัง มันล้วนไม่เที่ยง


การทำเช่นนี้เรียกว่าการโยนิโสมนสิการ

เป็นการคิดด้วยปัญญาอย่างแยบยล อย่างเป็นกุศล เพื่อสะกดความพลุ่งพล่านของจิตให้ระงับลงก่อน ให้สงบลงระดับหนึ่งก่อน จนจิตมีความเบิกบานพอที่ปฏิบัติกรรมฐานต่อ


แต่ถ้าเรารับรู้เวทนาทั่วๆไปแล้วจิตเรามีสมดุลอยู่ จิตเป็นปกติอยู่ คือรู้จริงๆถึงเวทนานั้นๆและปล่อยวางมันตามนั้นได้อยู่


จิตเราไม่ปรุงแต่งเพิ่มเติมว่ากำลังรู้เวทนาอะไรอยู่ และไม่คิดว่าเรากำลังรู้สิ่งใดๆอยู่

แค่รู้ว่ามีเวทนาหนึ่ง ณ ที่หนึ่งของกายและจิตยอมรับตามนั้น

ไม่คิด ไม่ปรุงก็ใช้ได้แล้ว

ไม่ต้องเพิ่มความคิดว่าอนิจจังเข้าไปอีก


เพราะจิตตอนนั้นมีสมดุลอยู่ สมดุลอยู่กับความจริงตามธรรมชาติอยู่แล้ว


จากนั้น ก็ให้แค่ตามรู้ขณะถัดๆไปด้วยจิตสมดุลแบบเดียวกันนี้ต่อๆไป อย่างต่อเนื่อง