วางเวทนา
สามารถเจาะลึกเข้าไปดูส่วนต่างๆของร่างกายทั้งหมด ไม่มีก้อนแข็ง ทึบ ตันอีกต่อไป ที่พบเป็นแค่เพียงกระแสสั่นสะเทือนที่เย็น เบา สบาย คลื่นที่ละเอียดอ่อนเบาสบาย รู้สึกถึงเวทนา ที่มีทั่วร่างกาย
ดูไปดูมาระหว่างสบาย ไม่สบาย เบา ทึบ เปลี่ยนไป เปลี่ยนมา
A: เรื่องสภาวะต่างๆ เป็นปรากฏการณ์ของสังขารเป็นส่วนใหญ่ค่ะ
ไม่ได้บ่งบอกถึงความก้าวหน้าหรือถดถอยในธรรมะของเรา
เวทนาบอกอะไรเราไม่ได้
เพราะมันไม่มีสาระในตัวของมันเองเลย
ไม่ว่าเป็นเวทนารูปแบบไหน
ถ้าเราดูอย่างไม่เอาใจเข้าไปเกี่ยวได้มากเท่าไหร่ความก้าวหน้าของเราถึงจะยิ่งมากขึ้น
ถ้ายังแอบให้ค่าแต่ละเวทนา
ยังเห็นมันมีความต่างอยู่
แสดงว่าใจเรายังไม่เป็นกลางอย่างแท้จริง ยังไม่ยอมปล่อยตัวตนของเรา
ยังเกาะอยู่เกี่ยวกับตัว ‘เครื่องมือ’ พัฒนาจิต
ที่กล่าวอาการต่างๆมาทั้งหมด
เป็นเพียงเวทนาที่ต่างๆกันเท่านั้น
ต่างก็มาแล้วไป มาแล้วไป มาแล้วก็ไป... เช่นนี้ไม่เคยหยุด
การเห็นเวทนาประเภทต่างๆ
โดยเนื้อแท้แล้วไม่มีคุณค่าให้ต้องระลึกถึง ให้ตีความ
เพราะไม่สามารถใช้มันประเมินการพัฒนาในธรรมะของเราได้เลย
เราต้องวัดการพัฒนาที่จิตของเรา
วัดดูว่าเรา “วาง” เวทนาหรือไม่?
หรือเรายังเห็นมันเป็นสาระอยู่?
ถ้าเรา “วาง” ได้อย่างบริสุทธิ์เท่าไหร่
จึงจะแสดงว่าเราเข้าถึงอุเบกขาเพราะปัญญาในอนิจจังของเราได้แล้ว
ดังนั้นเราต้องลองวัดตัวเองดูนะคะ
ถ้าเรายังเห็นเวทนามีความต่างกันอยู่ แสดงว่าใจเรายังไม่วางมันค่ะ
ใจเรายัง(แอบ)ยกมันมาดูอยู่
ใช้มันประเมินธรรมะของเราอยู่
เราจึงยังเห็นว่ามันต่างกัน มันมีอาการอย่างนั้นอย่างนี้…
เราจึงยังพูดถึงมันอย่างแบ่งแยก เพราะเรายังเห็นมันเป็นสาระอยู่นั่นเอง
เมื่อใดที่ไม่เห็นเวทนาหรือสภาวะธรรมอะไรให้เอ่ยถึงอีกได้
เพราะไม่เห็นสาระของมันได้จริง
เมื่อนั้นแสดงว่าความเป็นอุเบกขาเริ่มเป็นอุเบกขาที่มีปัญญาแล้ว
ถ้ายังเห็นเวทนาด้วยความใส่ใจในประเภทของเวทนาอยู่
แม้กำลังดูมันด้วยความคิดว่าเรากำลังมีอุเบกขา
แท้จริงแล้วยังไม่เป็นอุเบกขาที่แท้
เพราะจิตไม่ได้บริสุทธิ์จากโมหะ
อุเบกขาขั้นที่เราควรไปให้ถึงต้องเป็นอุเบกขาที่ประกอบด้วย “ปัญญา”
ปัญญาที่เห็นความเป็นจริงตามจริงของธรรมชาติ
ปัญญาแบบนี้เท่านั้นที่จะทำให้เรา”ปล่อย” จริงๆ
ปล่อยอย่างสงบเย็นอย่างยิ่ง
เป็นความวิสุทธิ์ของจิต
เราจึงต้องหมั่นพัฒนาความเป็นอุเบกขาของเราจากชั้นต้นๆ จนลึกซึ้งขึ้น ลึกซึ้งขึ้น ลึกซึ้งขึ้น และลึกซึ้งขึ้น…
เราจะเย็นขึ้น เบาขึ้น สงบขึ้น สงัดขึ้น สุขขึ้น ไม่ถือสาอะไรมากขึ้น…
การที่เราอาจคิดว่าเราดูเวทนาต่างๆ และเราก็ดูอย่างมีอุเบกขาอยู่
เพราะเราไม่ได้ตอบโต้มัน เราดูมันเฉยอยู่
ยังเป็นขั้นฝึกหัด
เพราะเรายังไม่บริสุทธิ์จากความเป็นตัวตน
ตัวเรายังเป็นผู้มีเวทนา
เป็น”เรา”ผู้ได้เวทนาโน่น นี่ นั่นอยู่
เราจึงยังไม่หลุดจาก ‘โมหะ’ หรือ ‘อวิชชา’
Q: เห็นสภาวะของธาตุทั้ง 4 ปรากฏขึ้นมาทีละอัน
(ที่บอกว่าเห็นสภาวะของธาตุทั้ง4 เพราะหนูเคยศึกษา สามัญลักษณะของธาตุ ดิน-น้ำหนัก(มวล)/น้ำ-ความยึดเกาะ/ลม-เคลื่อนไหวค้ำยัน/
/ไฟ-ร้อนเย็น ไม่รู้ว่าเพราะจำมา เลยเห็นสภาวะต่างๆรึเปล่า)
เวทนาหยาบแน่นทึบตึงบีบเค้น เมื่อผ่านมันไปได้มันกลายสภาพเป็นคลื่นที่เย็นยะเยือก ละเอียดเนียนมาก รู้สึกโล่ง โปร่ง เบา
แล้วสักพักกวาดความรู้สึกดูใหม่ก็แปรเปลี่ยนค่อยๆกลับมาแน่นเหมือนร่างกายเป็นท่อ แล้วถูกเติมทรายละเอียดเข้าในท่อทีละส่วนๆจนเต็ม รอบใหม่กลายสภาพเป็นของเหลวเหนียวหนืด มาแทนที่แต่ละส่วนๆในท่อจนเต็ม
แล้วรอบใหม่เปลี่ยนเป็นเบาสบายโล่งโปร่งอีกครั้ง วนไปวนมาเช่นนี้
รู้สึกว่ากรอบของร่างกายผิวหนังเหมือนยางบางๆยังอยู่
สังเกตว่าตนเองดูเวทนาจากข้างในออกมาข้างนอกไม่ได้ดูจากข้างนอกเข้าข้างใน ผิดมั้ยคะ?
A: ไม่ใช่เรื่องผิด หรือถูก ในวิธีการสำรวจร่างกาย จะดูจากไหนก่อนหลังไม่เป็นเงื่อนไขต่อการพัฒนาในธรรม
เรื่องประเภทเวทนาที่ประสบให้ดูจากคำตอบข้อที่แล้วพอสังเขปข้างต้น
ส่วนเรื่องความเป็นธาตุนั้น
การเปลี่ยนแปลง (เกิดดับ) ทั้งหมดของกายและจิต
ก็คือการเกิดดับของธาตุที่ประกอบเป็นสรรพสิ่งทั้งในตัวเรา
และในสรรพสิ่งภายนอกอื่นๆ
แต่เพราะเรามีจิต เราจึงรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นได้
โดยรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆในรูปของเวทนาต่างๆ
แท้จริงแล้วทุกอย่างเกิดดับตลอดเวลา
เพราะทุกอย่างล้วนไม่เที่ยงนั่นเอง
สำหรับผู้ปฏิบัติที่เคยผ่านการดับสลายของสังขารอย่างชัดเจนแท้ๆ และหลายครั้ง หรือเป็นเช่นนั้นอยู่ยาวนานในแต่ละครั้ง
มักจะเริ่ม”วาง”ได้จริงมากขึ้น
และถ้าพัฒนาเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ
เราจะทิ้งตัวตน
อัตตาจะถูกขัดเกลา
เวลาเห็นตัวตนกลับไม่เห็นตัวตน
เห็นเวทนาแต่ไม่เห็นเป็นเวทนา
กลับเห็นเป็นการเกิดดับ หรือการเคลื่อน การเปลี่ยน ของสิ่งที่บรรยายไม่ได้เป็นรูปธรรม หรือ อาจเห็นความเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟได้
เราจะเห็นการทำงานของมันตามจริง
เห็นอนิจจังของมัน
เห็นอนัตตาของมัน
นี่คือการเห็นปรมัตถธรรม เพิกบัญญัติ
การเห็นความเป็นธาตุจริง จะไม่เกิดในความคิด หรือความทรงจำมา แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เห็นบัญญัติอีก
มักเกิดแบบไม่รู้ตัวตอนจิตแนบแน่นกับการปฏิบัติ และมักเกิดชัดกว่าในขณะที่กายเคลื่อนไหวในอิริยาบถอื่นอยู่
Q: ตอนนี้เริ่ม มีอาการเบื่อๆ กับทางโลก เบื่อคนรอบข้างและอยากปลีกวิเวก คิดเรื่องเกษียณอายุ ตลอดเลย ความรู้สึกอยากหนีจากที่ๆอยู่
A: เรื่องรู้สึกเบื่อหน่ายทางโลกนี่เป็นธรรมดาของผู้ที่เริ่มได้รับความสุขในใจจากการปฏิบัติธรรม
คือเริ่มเห็นความไม่เป็นแก่นสารของเรื่องราวทางโลก
เป็นกันทั้งนั้นทุกคนค่ะ
เพราะโลกมันร้อน มันทุกข์
แต่ธรรมมันเย็น มันสุข
พอปฏิบัติได้มากยิ่งๆขึ้น
(ต้องมากขึ้น และแบบได้ผลจริงจัง)
จะเลยขั้นเบื่อขึ้นไปเป็นขั้นไม่ถือสาโลก
อยู่อย่างสุขสงบในจิตได้เนืองๆ
เพราะจิตสามารถเป็นกุศลไปกับทุกเรื่องได้
จิตกลับจะเย็นในการอยู่กับของร้อนได้
ภูมิต้านทานของจิตเพิ่มขึ้น
จะไม่เจ็บปวดไปกับโลกมากอย่างเดิม
การทำงานและการใช้ชีวิตกับผู้คนก็กลับเป็นดีขึ้น
เพราะเราเริ่มดำรงอยู่เพียงเพื่อประโยชน์สุขของคนอื่น
แทนที่ทำเพื่อตัวเรา
แทนที่จะมีตัวเราอยู่ตรงกลางของสิ่งต่างๆ
ถ้าจะเราเลยขั้นเบื่อหน่ายแบบลบๆไปจนพลิกกลับมาได้
จะกลับเป็นยิ่งก้าวหน้าค่ะ เพราะเห็นธรรมดาของชีวิตเป็นเรื่องธรรมดาไปเอง
อันนี้ต้องเราก้าวไปในธรรมมากพอสมควร มากจนเลยเรื่องการสนใจในสภาวะธรรมที่ประสบ เลยความสนใจในความก้าวหน้าถดถอยของธรรมะ
ความเป็นเราจะหายไปอย่างมาก จะไม่ค่อยสะดุ้งสะเทือนกับการถูกกระทำใดๆ
แบบนี้ถือว่าก้าวหน้าไปอย่างถูกทางค่ะ
(อย่างไรก็ดี เมื่อธรรมะเพิ่มขึ้นในตัว การคลุกคลีกับหมู่คณะจะเปลี่ยนรูปแบบ
ความสนใจในกิจกรรมทางโลกจะเปลี่ยนไป
การสมาคมกับหมู่คณะจะเปลี่ยนไป)
Q: แสดงว่าหนูยังมีปฏิฆะอยู่เยอะ ใช่มั้ยคะ??
จะลดปฏิฆะได้ด้วยวิธีไหนคะ ทำไมมันเยอะมากขึ้นคะ
A: เราต่างยังมีปฏิฆะค่ะ และกิเลสตัวอื่นๆค่อนข้างพร้อมสรรพ
แต่ดีกรีมากน้อยต่างกันในแต่ละคน
ส่วนการลดปฏิฆะนั้น หนูก็กำลังทำอยู่แล้วค่ะ
การปฏิบัติที่ปล่อยทุกอย่างได้
และปล่อย “ความเห็นเป็นเวทนาของเรา” ได้
เราก็กำลังขจัดปฏิฆะอยู่
และขจัดตัวไม่ดีอื่นๆอยู่เช่นกัน