← 🍃ธรรมมรรคา
058อ่าน ~12 นาที

วางเวทนา

❓ ปุจฉา (คำถาม)
พบว่าสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ขณะปฏิบัติในแต่ละวันเมื่อสติ สมาธิ และอุเบกขาสมดุลกัน ไม่เพ่ง ไม่เกร็งกดดัน เหมือนที่เคย ผ่านๆมา ปล่อยวางและดูธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง ปล่อยจิตสบายๆ อย่างที่ อ. เคยแนะนำไว้

สามารถเจาะลึกเข้าไปดูส่วนต่างๆของร่างกายทั้งหมด ไม่มีก้อนแข็ง ทึบ ตันอีกต่อไป ที่พบเป็นแค่เพียงกระแสสั่นสะเทือนที่เย็น เบา สบาย คลื่นที่ละเอียดอ่อนเบาสบาย รู้สึกถึงเวทนา ที่มีทั่วร่างกาย

ดูไปดูมาระหว่างสบาย ไม่สบาย เบา ทึบ เปลี่ยนไป เปลี่ยนมา
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: เรื่องสภาวะต่างๆ เป็นปรากฏการณ์ของสังขารเป็นส่วนใหญ่ค่ะ

ไม่ได้บ่งบอกถึงความก้าวหน้าหรือถดถอยในธรรมะของเรา

เวทนาบอกอะไรเราไม่ได้

เพราะมันไม่มีสาระในตัวของมันเองเลย

ไม่ว่าเป็นเวทนารูปแบบไหน

ถ้าเราดูอย่างไม่เอาใจเข้าไปเกี่ยวได้มากเท่าไหร่ความก้าวหน้าของเราถึงจะยิ่งมากขึ้น

ถ้ายังแอบให้ค่าแต่ละเวทนา

ยังเห็นมันมีความต่างอยู่

แสดงว่าใจเรายังไม่เป็นกลางอย่างแท้จริง ยังไม่ยอมปล่อยตัวตนของเรา

ยังเกาะอยู่เกี่ยวกับตัว ‘เครื่องมือ’ พัฒนาจิต

ที่กล่าวอาการต่างๆมาทั้งหมด

เป็นเพียงเวทนาที่ต่างๆกันเท่านั้น

ต่างก็มาแล้วไป มาแล้วไป มาแล้วก็ไป... เช่นนี้ไม่เคยหยุด

การเห็นเวทนาประเภทต่างๆ

โดยเนื้อแท้แล้วไม่มีคุณค่าให้ต้องระลึกถึง ให้ตีความ

เพราะไม่สามารถใช้มันประเมินการพัฒนาในธรรมะของเราได้เลย

เราต้องวัดการพัฒนาที่จิตของเรา

วัดดูว่าเรา “วาง” เวทนาหรือไม่?

หรือเรายังเห็นมันเป็นสาระอยู่?

ถ้าเรา “วาง” ได้อย่างบริสุทธิ์เท่าไหร่

จึงจะแสดงว่าเราเข้าถึงอุเบกขาเพราะปัญญาในอนิจจังของเราได้แล้ว

ดังนั้นเราต้องลองวัดตัวเองดูนะคะ

ถ้าเรายังเห็นเวทนามีความต่างกันอยู่ แสดงว่าใจเรายังไม่วางมันค่ะ

ใจเรายัง(แอบ)ยกมันมาดูอยู่

ใช้มันประเมินธรรมะของเราอยู่

เราจึงยังเห็นว่ามันต่างกัน มันมีอาการอย่างนั้นอย่างนี้…

เราจึงยังพูดถึงมันอย่างแบ่งแยก เพราะเรายังเห็นมันเป็นสาระอยู่นั่นเอง

เมื่อใดที่ไม่เห็นเวทนาหรือสภาวะธรรมอะไรให้เอ่ยถึงอีกได้

เพราะไม่เห็นสาระของมันได้จริง

เมื่อนั้นแสดงว่าความเป็นอุเบกขาเริ่มเป็นอุเบกขาที่มีปัญญาแล้ว

ถ้ายังเห็นเวทนาด้วยความใส่ใจในประเภทของเวทนาอยู่

แม้กำลังดูมันด้วยความคิดว่าเรากำลังมีอุเบกขา

แท้จริงแล้วยังไม่เป็นอุเบกขาที่แท้

เพราะจิตไม่ได้บริสุทธิ์จากโมหะ

อุเบกขาขั้นที่เราควรไปให้ถึงต้องเป็นอุเบกขาที่ประกอบด้วย “ปัญญา”

ปัญญาที่เห็นความเป็นจริงตามจริงของธรรมชาติ

ปัญญาแบบนี้เท่านั้นที่จะทำให้เรา”ปล่อย” จริงๆ

ปล่อยอย่างสงบเย็นอย่างยิ่ง

เป็นความวิสุทธิ์ของจิต

เราจึงต้องหมั่นพัฒนาความเป็นอุเบกขาของเราจากชั้นต้นๆ จนลึกซึ้งขึ้น ลึกซึ้งขึ้น ลึกซึ้งขึ้น และลึกซึ้งขึ้น…

เราจะเย็นขึ้น เบาขึ้น สงบขึ้น สงัดขึ้น สุขขึ้น ไม่ถือสาอะไรมากขึ้น…

การที่เราอาจคิดว่าเราดูเวทนาต่างๆ และเราก็ดูอย่างมีอุเบกขาอยู่

เพราะเราไม่ได้ตอบโต้มัน เราดูมันเฉยอยู่

ยังเป็นขั้นฝึกหัด

เพราะเรายังไม่บริสุทธิ์จากความเป็นตัวตน

ตัวเรายังเป็นผู้มีเวทนา

เป็น”เรา”ผู้ได้เวทนาโน่น นี่ นั่นอยู่

เราจึงยังไม่หลุดจาก ‘โมหะ’ หรือ ‘อวิชชา’


Q: เห็นสภาวะของธาตุทั้ง 4 ปรากฏขึ้นมาทีละอัน

(ที่บอกว่าเห็นสภาวะของธาตุทั้ง4 เพราะหนูเคยศึกษา สามัญลักษณะของธาตุ ดิน-น้ำหนัก(มวล)/น้ำ-ความยึดเกาะ/ลม-เคลื่อนไหวค้ำยัน/

/ไฟ-ร้อนเย็น ไม่รู้ว่าเพราะจำมา เลยเห็นสภาวะต่างๆรึเปล่า)

เวทนาหยาบแน่นทึบตึงบีบเค้น เมื่อผ่านมันไปได้มันกลายสภาพเป็นคลื่นที่เย็นยะเยือก ละเอียดเนียนมาก รู้สึกโล่ง โปร่ง เบา

แล้วสักพักกวาดความรู้สึกดูใหม่ก็แปรเปลี่ยนค่อยๆกลับมาแน่นเหมือนร่างกายเป็นท่อ แล้วถูกเติมทรายละเอียดเข้าในท่อทีละส่วนๆจนเต็ม รอบใหม่กลายสภาพเป็นของเหลวเหนียวหนืด มาแทนที่แต่ละส่วนๆในท่อจนเต็ม

แล้วรอบใหม่เปลี่ยนเป็นเบาสบายโล่งโปร่งอีกครั้ง วนไปวนมาเช่นนี้

รู้สึกว่ากรอบของร่างกายผิวหนังเหมือนยางบางๆยังอยู่

สังเกตว่าตนเองดูเวทนาจากข้างในออกมาข้างนอกไม่ได้ดูจากข้างนอกเข้าข้างใน ผิดมั้ยคะ?


A: ไม่ใช่เรื่องผิด หรือถูก ในวิธีการสำรวจร่างกาย จะดูจากไหนก่อนหลังไม่เป็นเงื่อนไขต่อการพัฒนาในธรรม

เรื่องประเภทเวทนาที่ประสบให้ดูจากคำตอบข้อที่แล้วพอสังเขปข้างต้น

ส่วนเรื่องความเป็นธาตุนั้น

การเปลี่ยนแปลง (เกิดดับ) ทั้งหมดของกายและจิต

ก็คือการเกิดดับของธาตุที่ประกอบเป็นสรรพสิ่งทั้งในตัวเรา

และในสรรพสิ่งภายนอกอื่นๆ

แต่เพราะเรามีจิต เราจึงรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นได้

โดยรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆในรูปของเวทนาต่างๆ

แท้จริงแล้วทุกอย่างเกิดดับตลอดเวลา

เพราะทุกอย่างล้วนไม่เที่ยงนั่นเอง

สำหรับผู้ปฏิบัติที่เคยผ่านการดับสลายของสังขารอย่างชัดเจนแท้ๆ และหลายครั้ง หรือเป็นเช่นนั้นอยู่ยาวนานในแต่ละครั้ง

มักจะเริ่ม”วาง”ได้จริงมากขึ้น

และถ้าพัฒนาเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ

เราจะทิ้งตัวตน

อัตตาจะถูกขัดเกลา

เวลาเห็นตัวตนกลับไม่เห็นตัวตน

เห็นเวทนาแต่ไม่เห็นเป็นเวทนา

กลับเห็นเป็นการเกิดดับ หรือการเคลื่อน การเปลี่ยน ของสิ่งที่บรรยายไม่ได้เป็นรูปธรรม หรือ อาจเห็นความเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟได้

เราจะเห็นการทำงานของมันตามจริง

เห็นอนิจจังของมัน

เห็นอนัตตาของมัน

นี่คือการเห็นปรมัตถธรรม เพิกบัญญัติ

การเห็นความเป็นธาตุจริง จะไม่เกิดในความคิด หรือความทรงจำมา แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เห็นบัญญัติอีก

มักเกิดแบบไม่รู้ตัวตอนจิตแนบแน่นกับการปฏิบัติ และมักเกิดชัดกว่าในขณะที่กายเคลื่อนไหวในอิริยาบถอื่นอยู่


Q: ตอนนี้เริ่ม มีอาการเบื่อๆ กับทางโลก เบื่อคนรอบข้างและอยากปลีกวิเวก คิดเรื่องเกษียณอายุ ตลอดเลย ความรู้สึกอยากหนีจากที่ๆอยู่


A: เรื่องรู้สึกเบื่อหน่ายทางโลกนี่เป็นธรรมดาของผู้ที่เริ่มได้รับความสุขในใจจากการปฏิบัติธรรม

คือเริ่มเห็นความไม่เป็นแก่นสารของเรื่องราวทางโลก

เป็นกันทั้งนั้นทุกคนค่ะ

เพราะโลกมันร้อน มันทุกข์

แต่ธรรมมันเย็น มันสุข

พอปฏิบัติได้มากยิ่งๆขึ้น

(ต้องมากขึ้น และแบบได้ผลจริงจัง)

จะเลยขั้นเบื่อขึ้นไปเป็นขั้นไม่ถือสาโลก

อยู่อย่างสุขสงบในจิตได้เนืองๆ

เพราะจิตสามารถเป็นกุศลไปกับทุกเรื่องได้

จิตกลับจะเย็นในการอยู่กับของร้อนได้

ภูมิต้านทานของจิตเพิ่มขึ้น

จะไม่เจ็บปวดไปกับโลกมากอย่างเดิม

การทำงานและการใช้ชีวิตกับผู้คนก็กลับเป็นดีขึ้น

เพราะเราเริ่มดำรงอยู่เพียงเพื่อประโยชน์สุขของคนอื่น

แทนที่ทำเพื่อตัวเรา

แทนที่จะมีตัวเราอยู่ตรงกลางของสิ่งต่างๆ

ถ้าจะเราเลยขั้นเบื่อหน่ายแบบลบๆไปจนพลิกกลับมาได้

จะกลับเป็นยิ่งก้าวหน้าค่ะ เพราะเห็นธรรมดาของชีวิตเป็นเรื่องธรรมดาไปเอง

อันนี้ต้องเราก้าวไปในธรรมมากพอสมควร มากจนเลยเรื่องการสนใจในสภาวะธรรมที่ประสบ เลยความสนใจในความก้าวหน้าถดถอยของธรรมะ

ความเป็นเราจะหายไปอย่างมาก จะไม่ค่อยสะดุ้งสะเทือนกับการถูกกระทำใดๆ

แบบนี้ถือว่าก้าวหน้าไปอย่างถูกทางค่ะ

(อย่างไรก็ดี เมื่อธรรมะเพิ่มขึ้นในตัว การคลุกคลีกับหมู่คณะจะเปลี่ยนรูปแบบ

ความสนใจในกิจกรรมทางโลกจะเปลี่ยนไป

การสมาคมกับหมู่คณะจะเปลี่ยนไป)


Q: แสดงว่าหนูยังมีปฏิฆะอยู่เยอะ ใช่มั้ยคะ??

จะลดปฏิฆะได้ด้วยวิธีไหนคะ ทำไมมันเยอะมากขึ้นคะ


A: เราต่างยังมีปฏิฆะค่ะ และกิเลสตัวอื่นๆค่อนข้างพร้อมสรรพ

แต่ดีกรีมากน้อยต่างกันในแต่ละคน

ส่วนการลดปฏิฆะนั้น หนูก็กำลังทำอยู่แล้วค่ะ

การปฏิบัติที่ปล่อยทุกอย่างได้

และปล่อย “ความเห็นเป็นเวทนาของเรา” ได้

เราก็กำลังขจัดปฏิฆะอยู่

และขจัดตัวไม่ดีอื่นๆอยู่เช่นกัน