← 🍃ธรรมมรรคา
065อ่าน ~6 นาที

หลักสูตรอบรมแบบการ coaching

❓ ปุจฉา (คำถาม)
สาเหตุหลักที่หนูลังเล ชั่งใจไปมา คือ หนูกลัวที่สุดหากจะมีอะไรทำให้หนูหลุดจากเส้นทางธรรมะ (แม้หนูจะเห็นประโยชน์ และต้องการช่วยตัวเองและคนอื่น จากคอร์สนี้)
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: คนที่ coaching แบบนี้หลายคนให้ความรู้สึกเร่าร้อนเมื่ออยู่ใกล้ เพราะความมีทิฏฐิมานะ มีอัตตา และยังคงความทุกข์ที่เก็บงำอยู่ในตัวเท่าเดิม


คือไม่มี aura ของคนมีความสุข ความสงบใจ ความเยือกเย็นที่ได้จากสิ่งที่เขา coach คนอื่น

ต่างจากเมื่อเราเข้าใกล้ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า หรือพระอริยบุคคล (ถ้าหนูได้มีโอกาสสัมผัส)


แสดงว่าการเปลี่ยนแปลง น่าจะไม่ได้เกิดในส่วนลึกของจิตเขา


อย่าง psychiatrist และ psychologist ที่เราก็เห็นๆอยู่ ว่าตนเองมีอาการเครียด มีปัญหาชีวิต มีความทุกข์พอๆกับคนที่มาปรึกษา🌱

เหมือนหมอรักษามะเร็งที่ตนเองก็เป็นมะเร็งเอง🌱

เหมือนนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลที่ท่านอาจารย์เล่าให้ฟัง ที่ค้นพบว่าทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงคลื่นพลังงานที่เกิดดับ

แต่ใจผู้เห็นความจริงนี้เองกลับเร่าร้อนเศร้าหมองเหมือนเดิม🌱


คือ เป็นผู้รู้ เพราะเรียนมา อ่านมา ค้นพบมา แต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง


เพราะความเคร่งตึงกดดันของชีวิตมันยังคงดำเนินอยู่ 🌱

ส่วนที่ค้นพบไม่ได้ทำให้ซึมลึกเข้าไปในจิตจริง

แม้เขาจะพูดว่าเป็นการฝึกในระดับจิตใต้สำนึกก็ตาม


ต่างจากการฝึกวิปัสสนา ที่เราเข้าไป explore ในระดับลึกได้จริง


ประโยชน์ที่พี่พอเห็นของการ coaching แนวนี้บ้าง คือ การสะกิดใจให้คนคิดได้ในบางเรื่อง หรือชี้มุมมองที่ทำให้คนหันมามองตนเองแทนที่จะมองแต่คนอื่น โทษแต่คนอื่น โทษแต่สิ่งรอบตัว โดยไม่เคยดูตนเอง


คนหลายคนก็จะรู้สึกเห็นจริงตาม เพราะเป็นหลักการจริงที่เราทุกคนควรดูที่ตนเอง

แก้ที่ตนเอง

ไม่ใช่ไป correct คนอื่น

ซึ่งนี่เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าทรงสอน


คนเข้าร่วมก็จะซาบซึ้งน้ำตาไหล หรือร้องไห้กันต่างๆนานา

เลยไปเข้าใจว่าได้เห็นสัจธรรมแล้ว

จากนี้ไปเขาเปลี่ยนแปลงได้แล้ว


หลายคนก็จะหันมาพยายามเลิกสิ่งไม่ดี เช่น เหล้า ยาเสพติด

พยายามไม่ทะเลาะกับคนในครอบครัว

ภาพรวมภายนอกจึงเหมือนเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วจริง


แต่จริงๆแล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงชั้นพื้นผิวมากๆ 🌱

อนุสัยกิเลสไม่ได้ถูกสั่นคลอนให้ออกมาแต่อย่างใด 🌱

นิสัยบางอย่างอาจลดราลง

แต่จิตยังคงเต็มไปด้วยความมีตัวตน มีอัตตา 🌱

จึงยังไม่สามารถแกะสิ่งที่ภาษาไทยเดิมๆเรียกว่า”สันดาน”ออกได้จริง

ถ้าตัวตนถูกกระทบ ก็ยังออกงิ้วได้อยู่ และไม่มีผลลึกซึ้งในระยะยาวแบบข้ามภพข้ามชาติ


ที่น่าเป็นห่วงคือ ถ้าศรัทธามากๆกับการไปเข้าอบรมแบบนี้ จะหลงคิดว่านี่คือทางออก และไม่แสวงหาความออกที่แท้จริงที่ทั้งแก้ไขตนเองพร้อมๆกับนำความสุขมาให้ได้จริง


การใช้ชีวิตต่อไป ก็จะพยายามทำตัวแบบที่ได้เรียนรู้มาจากการฟัง

เลยไม่เป็นธรรมชาติ

เพราะพยายามกดดันตนเองอย่างไม่รู้ตัว 🌱

หรือหลอกตนเองอย่างบริสุทธิ์ใจว่าตนเองเปลี่ยนไปแล้ว


ทั้งนี้เพราะคนเราย่อมอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองให้ดีขึ้น


ด้วยความเชื่อ ความศรัทธาว่าตนเองได้เปลี่ยนแล้ว

เพราะคิดว่าตนเอง “คิดได้แล้ว” หรือเห็นความผิดพลาดของตนเองแล้ว

ภายนอกจึงดูดีขึ้น


(อีกอย่าง วัตถุประสงค์ของการจัดต้องมีความจริงใจ และการเก็บเงินไม่ควรหนักมาก

ถ้าจัดเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อตนเอง ทั้งผู้จัดเองจะเครียด เพราะเจตนาไม่ได้มุ่งที่จะให้

ส่วนคนไปอบรมก็จะคาดหวังสูงเพราะเสียเงินไปมาก

มันเลยไม่ค่อยบริสุทธิ์ใจเท่าที่ควร ผลจึงผิวเผิน

ถ้าทำแบบมีเจตนามุ่งให้คนเป็นสุขจริงๆ

และอาจเก็บเงินบ้าง ก็ให้พอสมน้ำสมเนื้อกับคุณค่า เพราะสิ่งที่ทำเขานี้มีต้นทุนค่าใช่จ่ายจริง

คือทั้งนี้ทั้งนั้น อยู่ที่เจตนาว่าเป็นการให้จากใจ หรือเป็นการเอามากกว่าให้

ถ้าห่วงใยจริงๆ และเห็นเรื่องรายได้เป็นเรื่องรอง ผลของงานย่อมจะลึกซึ้งกว่ามาก)