หลักสูตรอบรมแบบการ coaching
A: คนที่ coaching แบบนี้หลายคนให้ความรู้สึกเร่าร้อนเมื่ออยู่ใกล้ เพราะความมีทิฏฐิมานะ มีอัตตา และยังคงความทุกข์ที่เก็บงำอยู่ในตัวเท่าเดิม
คือไม่มี aura ของคนมีความสุข ความสงบใจ ความเยือกเย็นที่ได้จากสิ่งที่เขา coach คนอื่น
ต่างจากเมื่อเราเข้าใกล้ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า หรือพระอริยบุคคล (ถ้าหนูได้มีโอกาสสัมผัส)
แสดงว่าการเปลี่ยนแปลง น่าจะไม่ได้เกิดในส่วนลึกของจิตเขา
อย่าง psychiatrist และ psychologist ที่เราก็เห็นๆอยู่ ว่าตนเองมีอาการเครียด มีปัญหาชีวิต มีความทุกข์พอๆกับคนที่มาปรึกษา🌱
เหมือนหมอรักษามะเร็งที่ตนเองก็เป็นมะเร็งเอง🌱
เหมือนนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลที่ท่านอาจารย์เล่าให้ฟัง ที่ค้นพบว่าทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงคลื่นพลังงานที่เกิดดับ
แต่ใจผู้เห็นความจริงนี้เองกลับเร่าร้อนเศร้าหมองเหมือนเดิม🌱
คือ เป็นผู้รู้ เพราะเรียนมา อ่านมา ค้นพบมา แต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง
เพราะความเคร่งตึงกดดันของชีวิตมันยังคงดำเนินอยู่ 🌱
ส่วนที่ค้นพบไม่ได้ทำให้ซึมลึกเข้าไปในจิตจริง
แม้เขาจะพูดว่าเป็นการฝึกในระดับจิตใต้สำนึกก็ตาม
ต่างจากการฝึกวิปัสสนา ที่เราเข้าไป explore ในระดับลึกได้จริง
ประโยชน์ที่พี่พอเห็นของการ coaching แนวนี้บ้าง คือ การสะกิดใจให้คนคิดได้ในบางเรื่อง หรือชี้มุมมองที่ทำให้คนหันมามองตนเองแทนที่จะมองแต่คนอื่น โทษแต่คนอื่น โทษแต่สิ่งรอบตัว โดยไม่เคยดูตนเอง
คนหลายคนก็จะรู้สึกเห็นจริงตาม เพราะเป็นหลักการจริงที่เราทุกคนควรดูที่ตนเอง
แก้ที่ตนเอง
ไม่ใช่ไป correct คนอื่น
ซึ่งนี่เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
คนเข้าร่วมก็จะซาบซึ้งน้ำตาไหล หรือร้องไห้กันต่างๆนานา
เลยไปเข้าใจว่าได้เห็นสัจธรรมแล้ว
จากนี้ไปเขาเปลี่ยนแปลงได้แล้ว
หลายคนก็จะหันมาพยายามเลิกสิ่งไม่ดี เช่น เหล้า ยาเสพติด
พยายามไม่ทะเลาะกับคนในครอบครัว
ภาพรวมภายนอกจึงเหมือนเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วจริง
แต่จริงๆแล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงชั้นพื้นผิวมากๆ 🌱
อนุสัยกิเลสไม่ได้ถูกสั่นคลอนให้ออกมาแต่อย่างใด 🌱
นิสัยบางอย่างอาจลดราลง
แต่จิตยังคงเต็มไปด้วยความมีตัวตน มีอัตตา 🌱
จึงยังไม่สามารถแกะสิ่งที่ภาษาไทยเดิมๆเรียกว่า”สันดาน”ออกได้จริง
ถ้าตัวตนถูกกระทบ ก็ยังออกงิ้วได้อยู่ และไม่มีผลลึกซึ้งในระยะยาวแบบข้ามภพข้ามชาติ
ที่น่าเป็นห่วงคือ ถ้าศรัทธามากๆกับการไปเข้าอบรมแบบนี้ จะหลงคิดว่านี่คือทางออก และไม่แสวงหาความออกที่แท้จริงที่ทั้งแก้ไขตนเองพร้อมๆกับนำความสุขมาให้ได้จริง
การใช้ชีวิตต่อไป ก็จะพยายามทำตัวแบบที่ได้เรียนรู้มาจากการฟัง
เลยไม่เป็นธรรมชาติ
เพราะพยายามกดดันตนเองอย่างไม่รู้ตัว 🌱
หรือหลอกตนเองอย่างบริสุทธิ์ใจว่าตนเองเปลี่ยนไปแล้ว
ทั้งนี้เพราะคนเราย่อมอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองให้ดีขึ้น
ด้วยความเชื่อ ความศรัทธาว่าตนเองได้เปลี่ยนแล้ว
เพราะคิดว่าตนเอง “คิดได้แล้ว” หรือเห็นความผิดพลาดของตนเองแล้ว
ภายนอกจึงดูดีขึ้น
(อีกอย่าง วัตถุประสงค์ของการจัดต้องมีความจริงใจ และการเก็บเงินไม่ควรหนักมาก
ถ้าจัดเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อตนเอง ทั้งผู้จัดเองจะเครียด เพราะเจตนาไม่ได้มุ่งที่จะให้
ส่วนคนไปอบรมก็จะคาดหวังสูงเพราะเสียเงินไปมาก
มันเลยไม่ค่อยบริสุทธิ์ใจเท่าที่ควร ผลจึงผิวเผิน
ถ้าทำแบบมีเจตนามุ่งให้คนเป็นสุขจริงๆ
และอาจเก็บเงินบ้าง ก็ให้พอสมน้ำสมเนื้อกับคุณค่า เพราะสิ่งที่ทำเขานี้มีต้นทุนค่าใช่จ่ายจริง
คือทั้งนี้ทั้งนั้น อยู่ที่เจตนาว่าเป็นการให้จากใจ หรือเป็นการเอามากกว่าให้
ถ้าห่วงใยจริงๆ และเห็นเรื่องรายได้เป็นเรื่องรอง ผลของงานย่อมจะลึกซึ้งกว่ามาก)