อาชีพครูสอนการแสดง (acting coach) เป็นสัมมาอาชีพไหม
การแสดงคือการที่นักแสดงจะต้องทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก และลักษณะนิสัยของตัวเอง ก่อนที่จะไปเป็นตัวละคร ซึ่งเป็นการที่เราเชื่อโลกสมมุติอย่าง 100%
เพื่อให้สมบทบาท คนฝึกต้องทำให้คนมาเรียนรู้เกิดความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ร้องไห้จนแทบจะขาดใจ หรือรักมากๆได้จริง
ถามสองเรื่องค่ะ
1. อาชีพนี้เป็นสัมมาอาชีพหรือไม่เป็น?
2. ผู้ฝึกไปสร้างสังขารให้เขาเหล่านั้นไหม?
ตามหลักสัมมาอาชีวะ อาชีพหนูไม่จัดว่าเสียหลักค่ะ
เพราะสัมมาอาชีวะ หมายถึง
การทำมาหากินด้วยอาชีพที่สุจริต
การเว้นมิจฉาอาชีวะ 5 (ค้าชีวิต ค้าอาวุธ ฯลฯ)
การแสวงหาปัจจัยมาบริโภคที่มิชอบ การโกง การหลอกลวง การประจบสอพลอ การบีบบังคับขู่เข็ญ
การแสวงหาลาภโดยไม่ประกอบด้วยความเพียร อยากได้มาง่ายๆโดยไม่อาศัยกำลังแห่งสติปัญญาและแรงกาย
การอยากได้อย่างไม่ชอบธรรม จนเป็นโลภ เช่น เบียดเบียนลูกจ้าง ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายสังคม
เป็นต้น
ทุกอาชีพ มีความเป็นบวกลบในตัวอาชีพ
บางอาชีพตัวหลักการเป็นบวก บางอาชีพตัวหลักการเป็นกลางๆ บางอาชีพเป็นสีขุ่น บางอาชีพเป็นสีเทา บางอาชีพอยูด้านมืด คือเป็นมิจฉาอาชีวะ
ผู้ที่ประกอบอาชีพนั้นๆคือตัวแปรหลัก ที่จะทำให้ตนอยู่ฝั่งบวกหรือฝั่งลบ ฝั่งขาวหรือฝั่งมืด
ขึ้นอยู่กับ volition หรือเจตนาในจิต
มาว่าถึงเนื้อหางานที่หนูเล่ามา พี่ขอตอบได้เท่าที่เข้าใจนะคะ
เพราะพี่ไม่เห็นขบวนการที่ทำให้คน “in”เต็มที่นั้น ต้องใช้วิธีใดบ้าง
ขอตอบว่า มีความเสี่ยงอยู่ค่ะ ตัวอาชีพอยู่ในกลุ่มสีขุ่นๆ แต่ก็ยังน่าจะสามารถดูแลจัดการไม่ให้จิตเสียหายได้อยู่เหมือนกัน
ที่ว่าเสี่ยง ก็เนื่องจากคนเราโดยปกติก็อยู่กับสมมติทุกลมหายใจอยู่แล้ว
การเพิ่มความสมมติ ลงบนความหลงในสมมติอีก จึงเป็นความเสี่ยง
โดยเฉพาะถ้าบุคคลเหล่านั้น มีความ ignorance สูง คือมี”ความไม่รู้”สูง หรือคือ ความหลง ตัวอวิชชาหนาหนัก
เมื่อจิตไม่เห็นสัจธรรมของชีวิต จึงหลงติด หลงเพลิดเพลินกับโลกสมมตินี้อย่างมาก
ย่อมหายใจเข้าหายใจออกไปพร้อมๆกับการสั่งสมสังขาร
เพียงเพื่อสนองตอบความอยากมีอยากเป็นบนโลกสมมตินี้
ความทุกข์ ความวิปโยค ความเจ็บปวด สารพันในชีวิตจึงพอกพูน
เพราะไม่เห็นความไม่เที่ยง ความไร้แก่นสารของสมมติเหล่านี้
แม้คนที่ปฏิบัติธรรมเองยังใช่ว่าจะฝ่าด่านสมมติของชีวิตไปถึงสัจจธรรมได้ทุกคน
เพราะเมื่อจิตยังไม่เข้าถึงธรรมะ ย่อมยังคง’ไม่รู้ ‘
ปกติการใช้ชีวิตของคนเราในฐานะ “ผู้ไม่รู้” ก็หมั่นตอกย้ำความหลงในสมมติกันนี้ทุกเวลาอยู่แล้ว
เมื่อมาทำอาชีพที่เพิ่มพูนมายานี้เข้าไปอีก จึงมีความเสี่ยงที่จะพลัดหลงไปอย่างกู่กลับได้ยาก
งานของหนูสามารถทำให้สร้างสรร และเป็นกุศลได้ หนูสามารถใช้ปัญญาทำให้งานที่ทำอยู่เกิดกุศล สามารถสอดแทรกความคิดเห็นที่ถูกต้อง ความคิดที่ดีงามลงไปในการสอน
ถ้าหนูตั้งจิตอยู่บนกุศลเจตนา ทำเพื่อการให้ ทำเพื่อความผาสุขของชีวิต รักษาจิตของผู้ที่มาฝึกกับหนูไม่ให้ตกลงเป็นเหยื่อของอารมณ์ แต่เข้า mode การแสดงให้มีอารมณ์ได้ งานก็จะเป็นงานที่ดีงามได้
~ ในทางส่วนรวม ~
ถ้ามีจิตเป็นกุศล งานที่สรรสร้างออกมา ย่อมสร้างด้วย’เจตนา’เพื่อให้ผู้ชมได้เกิดประโยชน์ เกิดความคิดดีงาม เกิดความคิดในทางสร้างสรร ทางจรรโลงความสุข หรือเห็นสัจธรรมของความไม่มีแก่นสารของชีวิต หรือแม้แต่ประโยชน์ด้านสุขภาพกายใจ ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ฯลฯ
~ ในทางส่วนตัว ~
🌼ระดับภายนอก
หนูสามารถช่วยทำให้ผู้แสดงได้รับการปลูกฝังคุณธรรม
ทำให้มีความคิดในทางเกื้อกูล
ให้เขารู้สึกเป็นสุขจริงๆในความโดดเด่นหรือความก้าวหน้าของผู้อื่น
ไม่ริษยาตาร้อน ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทำร้ายกันด้วยกาย หรือวาจา
แต่ช่วยเหลือเกื้อหนุน เพื่อนในวงการ คู่แข่ง และคนที่เกี่ยวข้องรอบตัว
🌼ระดับภายใน
หนูสามารถช่วยให้ผู้แสดงทำงานด้วยจิตที่มีปัญญา มีความหนักแน่น แยกแยะถูกผิดดีชั่วเป็น ไม่หลงใหลง่าย หวั่นไหวง่าย ไม่ตกเป็นเหยื่อของบท ของคนที่เราแค่แสดง
รู้ชัดเจนว่านี่คือการแสดง รู้ว่านี่ไม่ใช่ตัวเรา รู้ว่านี่ไม่ใช่ความจริง การแสดงนี้เรามีเป้าหมายเพื่อสื่อเนื้อหาบางอย่างเท่านั้น
รู้ว่าเป็นเพียงบทบาทของคนประเภทหนึ่งๆ คนที่มีทุกข์อยู่ในวัฏฏสงสารนี้ประเภทหนึ่งๆ
สามารถวางทิ้งคนในบทบาทนั้นได้ทันที และวางได้สนิทใจ ไม่พัวพันเกาะติด รู้ว่าคนที่เราแสดงนั้นมีดี มีไม่ดี มีปัญหา มีด้านสว่างมืด ต่างๆ ไม่ไปชื่นชอบลอกเลียนความไม่ดีงามในสิ่งที่คนเหล่านั้นเป็น
ถ้าผู้แสดงเข้าถึงบทจริง เหมือนมีอารมณ์ร่วมจริง สามารถ in ได้จริง แต่ยังรักษาสติและสัมปชัญญะ ยังรู้ตัวความเป็นสมมติในสมมติ รู้สัจธรรมแก่นแท้ของชีวิตแม้ขณะเล่นอย่างถึงบทบาท งานนี้ก็จะไม่เพิ่มสังขารให้ตนเอง