ควรเลือกทำงานหรือเกษียณมาปฏิบัติธรรม
เรื่องทำงานหรือเกษียณมาปฏิบัติธรรมนั้น ทางเลือกอยู่ที่หลายเหตุปัจจัย และต้องละเอียดรอบคอบตามสถานภาพจริงของตนเองให้มาก
มีคนจำนวนมาก ที่เมื่อได้ลองมาปฏิบัติธรรม และได้พบความสงบสุขในใจ ซึ่งต่างกับชีวิตทางโลกที่เร่าร้อน ทุกข์เข็ญ เบื่อหน่าย สารพันทุกข์จากโลกธรรม จึงเป็นธรรมดาที่ย่อมปรารถนาที่จะออกเสียจากชีวิตที่ดิ้นรนซัดส่ายเหล่านั้น แล้วหันหน้าเข้าหาชีวิตทางธรรมที่สุขกว่า
ทั้งนี้ต้องพิจารณาหลายแง่มุมให้ละเอียดขึ้น
พี่ขอเขียนพอเป็นตัวอย่างบางเรื่องที่เราอาจยกมาพิจารณาว่าจะเลือกทางเดินไหนนะคะ
การพิจารณาเหตุผลทางโลก:
~ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบกรณีที่ชีวิตมีความมั่นคงทางครอบครัว เช่น ญาติผู้ใหญ่ชราหรือเจ็บป่วยในรับผิดชอบที่เราต้องกตัญญูดูแลตอบแทนคุณ
~บุตรธิดาสามีภรรยาที่เราต้องรับผิดชอบเกื้อกูลส่งเสีย และให้ความสุขอันสมควรแก่ชีวิต
~เงินออมมีเพียงพอให้ใช้ในยามชราหรือเจ็บป่วย และมีเหลือเพื่อได้สามารถสร้างกุศลได้ทำความดีอื่นๆเพื่อต่อยอดบารมีด้านต่างๆของเราได้
หรือ
รายได้หลังเกษียณมีเพียงพอใช้สอยในยามชราหรือหากเจ็บไข้ได้ป่วยเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ตนเองและผู้อื่น
~ชีวิตหลังเกษียณของเราจะทำประโยชน์กับใครได้บ้าง เช่น ถ้าเราไม่มีเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้อง คู่แข่ง ฯลฯ แล้ว กล่าวคือ คนเหล่านั้นคือแบบฝึกหัดและเป็นเครื่องมือชั้นดีในการสร้างบารมีของเรา เมื่อมีพวกเขารายรอบ เราอาจสามารถทำความดีในรูปแบบที่ล้ำเลิศได้เช่นกันโดยไม่จำเป็นต้องเข้าหาธรรมะอย่างเดียวแล้วหันหลังให้เขาเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิงก็ได้
~เราจะใช้ชีวิตทุกวันทำประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นได้อย่างไรบ้างไหม และจะช่วยเหลือเกื้อกูลตนและผู้อื่นในรูปแบบใด
~ถ้าเราเป็นฆราวาสที่ไม่ทำงานเพื่อดำรงชีพแล้ว นอกจากการปฏิบัติภาวนาแล้ว เราจะใช้ชีวิตที่เหลือทำอะไรบ้าง
เพราะถ้าเราไม่ได้บวช เรายังต้องอาศัยอยู่ในบ้านกับคนรอบข้าง เราจะทำประโยชน์ให้ผู้คนได้อย่างไร ทั้งนี้ เพราะผู้ปฏิบัติธรรมที่ถึงธรรมแท้จริง ย่อมสามารถทำงานใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนอย่างสมานฉันท์และมีสันติสุข คือเรายังสามารถสร้างกุศลในแวดวงชีวิตของเราได้มาก ทั้งชีวิตที่ทำงาน ชีวิตผู้คนที่แวดล้อม ชีวิตผู้คนในครอบครัว
~เราไม่ได้ปัดความรับผิดชอบผู้คนรอบตัว(ที่อาจทำให้เขาเดือดร้อน) เพียงเพราะเราต้องการหนีทุกข์ ให้ดูว่าการที่เราหันหลังให้โลกหันหน้าให้ธรรมนั้น เรามีจิตเป็นกุศลแท้จริง และเราได้บริหารจัดการชีวิตของคนที่เกี่ยวของอย่างเหมาะสมจริง
…เหล่านี้เป็นต้น
การพิจารณาเหตุผลทางธรรม:
~เราตั้งใจจะทำเช่นไรต่อไปเมื่อเข้าวัดพัฒนาจิต เราจะปฏิบัติภาวนา ใช้ชีวิตแต่ในคันถธุระ และวิปัสสนาธุระอย่างชีวิตของสมณชีพราหมณ์ ด้วยการเกื้อกูลสรรพสัตว์ นับจากนี้ไปจนวันตายในชาตินี้หรือ?
~เมื่อเราไปอยู่ในธรรมะ หันหลังให้โลก ธรรมะของเราจะพัฒนาอย่างได้ผลมากจริงหรือไม่ หมายถึงความเข้าถึงธรรมของเรา อยู่ในระดับที่เหมาะสมจะวางทางโลกแล้วจริงหรือไม่?
เพราะหากเรายังไม่พร้อมนัก ชีวิตในวัดของเราก็อาจไม่พบสุขอย่างที่เราวาดหวัง หรือเราอาจไม่สามารถพัฒนาธรรมะได้อย่างที่เราเข้าใจ หรือเราอาจแอบพกพากิเลสเฉพาะตัวไปยังทุกข์แก่ตนและผู้อื่นได้ด้วย
~ถ้าการพัฒนาในทางธรรมของเรามั่นคงจริง เราหมดเยื่อใยในกามภพกามภูมิเพราะเห็นโทษในความสุข ความสนุกสนานเพลิดเพลินต่างๆ กล่าวคือ เราไม่ใช่หนีออกไปเพราะเราเบื่อทุกข์ ถูกทุกข์บีบคั้น แต่ไปเพราะเห็นสัจธรรมของชีวิตที่ไม่มีแก่นสารสาระ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไร้ซึ่งความสุขที่แท้จริง ไร้ซึ่งประโยชน์ที่แท้จริง
สรุปคือ
ถ้าเราจะทิ้งโลก ต้องวางลงให้ดี
ด้วยพิจารณารอบคอบแล้วมีความมั่นใจว่าเมื่อเราเข้าหาธรรม ชีวิตเราจะเดินสายกลาง
เป็นชีวิตที่ยังทั้งประโยชน์แก่ตนและแก่ท่านได้มากกว่า
เราอาจควรพัฒนาจิตในการปฏิบัติธรรมไปพร้อมๆกับช่วยเหลือสรรพชีวิตในรูปแบบต่างๆไปด้วยกัน
ใช้ทุกอย่างเป็นเครื่องมือสร้างบารมีให้เรา
และเมื่อเราพร้อม
เราค่อยก้าวเดินด้วยก้าวที่งดงาม
แม้โลกก็มิอาจติเตียนเรา