← 🍃ธรรมมรรคา
076อ่าน ~7 นาที

ควรเลือกทำงานหรือเกษียณมาปฏิบัติธรรม

เรื่องทำงานหรือเกษียณมาปฏิบัติธรรมนั้น ทางเลือกอยู่ที่หลายเหตุปัจจัย และต้องละเอียดรอบคอบตามสถานภาพจริงของตนเองให้มาก


มีคนจำนวนมาก ที่เมื่อได้ลองมาปฏิบัติธรรม และได้พบความสงบสุขในใจ ซึ่งต่างกับชีวิตทางโลกที่เร่าร้อน ทุกข์เข็ญ เบื่อหน่าย สารพันทุกข์จากโลกธรรม จึงเป็นธรรมดาที่ย่อมปรารถนาที่จะออกเสียจากชีวิตที่ดิ้นรนซัดส่ายเหล่านั้น แล้วหันหน้าเข้าหาชีวิตทางธรรมที่สุขกว่า


ทั้งนี้ต้องพิจารณาหลายแง่มุมให้ละเอียดขึ้น

พี่ขอเขียนพอเป็นตัวอย่างบางเรื่องที่เราอาจยกมาพิจารณาว่าจะเลือกทางเดินไหนนะคะ


การพิจารณาเหตุผลทางโลก:

~ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบกรณีที่ชีวิตมีความมั่นคงทางครอบครัว เช่น ญาติผู้ใหญ่ชราหรือเจ็บป่วยในรับผิดชอบที่เราต้องกตัญญูดูแลตอบแทนคุณ

~บุตรธิดาสามีภรรยาที่เราต้องรับผิดชอบเกื้อกูลส่งเสีย และให้ความสุขอันสมควรแก่ชีวิต

~เงินออมมีเพียงพอให้ใช้ในยามชราหรือเจ็บป่วย และมีเหลือเพื่อได้สามารถสร้างกุศลได้ทำความดีอื่นๆเพื่อต่อยอดบารมีด้านต่างๆของเราได้

หรือ

รายได้หลังเกษียณมีเพียงพอใช้สอยในยามชราหรือหากเจ็บไข้ได้ป่วยเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ตนเองและผู้อื่น

~ชีวิตหลังเกษียณของเราจะทำประโยชน์กับใครได้บ้าง เช่น ถ้าเราไม่มีเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกน้อง คู่แข่ง ฯลฯ แล้ว กล่าวคือ คนเหล่านั้นคือแบบฝึกหัดและเป็นเครื่องมือชั้นดีในการสร้างบารมีของเรา เมื่อมีพวกเขารายรอบ เราอาจสามารถทำความดีในรูปแบบที่ล้ำเลิศได้เช่นกันโดยไม่จำเป็นต้องเข้าหาธรรมะอย่างเดียวแล้วหันหลังให้เขาเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิงก็ได้

~เราจะใช้ชีวิตทุกวันทำประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นได้อย่างไรบ้างไหม และจะช่วยเหลือเกื้อกูลตนและผู้อื่นในรูปแบบใด

~ถ้าเราเป็นฆราวาสที่ไม่ทำงานเพื่อดำรงชีพแล้ว นอกจากการปฏิบัติภาวนาแล้ว เราจะใช้ชีวิตที่เหลือทำอะไรบ้าง

เพราะถ้าเราไม่ได้บวช เรายังต้องอาศัยอยู่ในบ้านกับคนรอบข้าง เราจะทำประโยชน์ให้ผู้คนได้อย่างไร ทั้งนี้ เพราะผู้ปฏิบัติธรรมที่ถึงธรรมแท้จริง ย่อมสามารถทำงานใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนอย่างสมานฉันท์และมีสันติสุข คือเรายังสามารถสร้างกุศลในแวดวงชีวิตของเราได้มาก ทั้งชีวิตที่ทำงาน ชีวิตผู้คนที่แวดล้อม ชีวิตผู้คนในครอบครัว

~เราไม่ได้ปัดความรับผิดชอบผู้คนรอบตัว(ที่อาจทำให้เขาเดือดร้อน) เพียงเพราะเราต้องการหนีทุกข์ ให้ดูว่าการที่เราหันหลังให้โลกหันหน้าให้ธรรมนั้น เรามีจิตเป็นกุศลแท้จริง และเราได้บริหารจัดการชีวิตของคนที่เกี่ยวของอย่างเหมาะสมจริง

…เหล่านี้เป็นต้น


การพิจารณาเหตุผลทางธรรม:

~เราตั้งใจจะทำเช่นไรต่อไปเมื่อเข้าวัดพัฒนาจิต เราจะปฏิบัติภาวนา ใช้ชีวิตแต่ในคันถธุระ และวิปัสสนาธุระอย่างชีวิตของสมณชีพราหมณ์ ด้วยการเกื้อกูลสรรพสัตว์ นับจากนี้ไปจนวันตายในชาตินี้หรือ?

~เมื่อเราไปอยู่ในธรรมะ หันหลังให้โลก ธรรมะของเราจะพัฒนาอย่างได้ผลมากจริงหรือไม่ หมายถึงความเข้าถึงธรรมของเรา อยู่ในระดับที่เหมาะสมจะวางทางโลกแล้วจริงหรือไม่?

เพราะหากเรายังไม่พร้อมนัก ชีวิตในวัดของเราก็อาจไม่พบสุขอย่างที่เราวาดหวัง หรือเราอาจไม่สามารถพัฒนาธรรมะได้อย่างที่เราเข้าใจ หรือเราอาจแอบพกพากิเลสเฉพาะตัวไปยังทุกข์แก่ตนและผู้อื่นได้ด้วย

~ถ้าการพัฒนาในทางธรรมของเรามั่นคงจริง เราหมดเยื่อใยในกามภพกามภูมิเพราะเห็นโทษในความสุข ความสนุกสนานเพลิดเพลินต่างๆ กล่าวคือ เราไม่ใช่หนีออกไปเพราะเราเบื่อทุกข์ ถูกทุกข์บีบคั้น แต่ไปเพราะเห็นสัจธรรมของชีวิตที่ไม่มีแก่นสารสาระ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไร้ซึ่งความสุขที่แท้จริง ไร้ซึ่งประโยชน์ที่แท้จริง


สรุปคือ

ถ้าเราจะทิ้งโลก ต้องวางลงให้ดี

ด้วยพิจารณารอบคอบแล้วมีความมั่นใจว่าเมื่อเราเข้าหาธรรม ชีวิตเราจะเดินสายกลาง

เป็นชีวิตที่ยังทั้งประโยชน์แก่ตนและแก่ท่านได้มากกว่า

เราอาจควรพัฒนาจิตในการปฏิบัติธรรมไปพร้อมๆกับช่วยเหลือสรรพชีวิตในรูปแบบต่างๆไปด้วยกัน

ใช้ทุกอย่างเป็นเครื่องมือสร้างบารมีให้เรา

และเมื่อเราพร้อม

เราค่อยก้าวเดินด้วยก้าวที่งดงาม

แม้โลกก็มิอาจติเตียนเรา