← 🍃ธรรมมรรคา
072อ่าน ~16 นาที

กวาดความสนใจ รู้แบบทีละส่วน หรือรู้แบบลื่นไหล

❓ ปุจฉา (คำถาม)
การปฏิบัติสามารถกวาดความสนใจได้ลื่นไหล จิตนิ่ง กาย-ใจเบา รู้สึกอิ่มเอิบใจ

อย่างนี้เป็นวิปัสสนานำสมาธิหรือเปล่าคะ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: เรื่องกวาดความสนใจอย่างลื่นไหล ไม่ว่าจะเป็นลื่นไหลแบบบางส่วนหรือลื่นไหลไปทั่วตัว ก็ให้ทำเนืองๆ เมื่อมีเวทนาเบา อ่อน ละเอียด ตามส่วนต่างๆของร่างกาย

บางทีอาจมีเวทนาอ่อนเบาทั่วร่างกายทั้งตัว

บางทีก็บางส่วนของร่างกายเท่านั้นที่อ่อนเบา ในขณะที่บางส่วนของร่างกายมีเวทนาแบบอื่นๆ เช่น หนาแน่นทึบ หรือโหวงว่างจับไม่ชัด

การปรากฏของแต่ละความรู้สึกบนร่างกาย (ไม่ว่าแบบหนักหรือแบบเบา) คือการปรากฏของ”สังขารธรรมต่างๆ”ในแต่ละขณะ แต่ละขณะ แต่ละขณะ ที่เป็นของเรา ที่ปรากฏต่างๆกันไปเท่านั้นเอง

การรับรู้ความรู้สึกเหล่านั้น จะเป็นรู้แบบทีละส่วน หรือเป็นรู้แบบลื่นไหล ก็เป็นเพียง’รูปแบบ’ของการรับรู้ของจิต ที่รู้ไปตามสภาพของความรู้สึกเหล่านั้นเท่านั้น

เป็นเพียงธรรมชาติของการ ’ตามดูรู้ทัน’ ที่สอดคล้องกับสภาพของเวทนาต่างๆเท่านั้นเอง

จึงไม่มีรูปแบบไหนที่ดีกว่า หรือสูงกว่า รูปแบบไหน

ไม่มีรูปแบบใด ที่แสดงว่าเราก้าวหน้า ไปกว่ารูปแบบใด

ทุกรูปแบบรับรู้เวทนา มีค่าเท่ากันทุกประการ

จะทีละส่วน จะทีละหลายๆส่วน จะรวมๆส่วน จะทุกส่วนทั้งตัว จะแบบไหนก็มีค่าเท่ากันทุกประการ

เพราะต่างก็เป็นแค่วิธีการรับรู้เวทนาไปตามสภาพที่เวทนามันปรากฏให้รู้เท่านั้น

🔅แต่…ใจเราผู้ที่กำลังตามรู้อยู่นั้น คือ หัวใจหลัก ว่าเรากำลังพัฒนาในธรรมหรือไม่🔅

ถ้าเรายังใส่ใจกับการลื่นไหล ยังหลงเข้าใจคิดว่าการที่เราลื่นไหลได้ คือการที่เราพัฒนาธรรมะในตัวแล้วละก็ เรากำลังจะพลาดท่าเสียทีให้กับโลภะกิเลส

เพราะความเข้าใจนั้นจะค่อยๆพัฒนาเป็นความเพลิดเพลิน ความปลื้มปิติความพอใจ ชอบใจยินดี ซึ่งเป็นการปรุงแต่งเองของจิต เป็นการเพิ่มสังขารใหม่ คือเพิ่มโลภะกิเลส

เรากำลังหยุดพัฒนาธรรมะของเรา

จึงให้คอยตระหนักอยู่เสมอ ว่า

มันก็เป็นเพียงเวทนาละเอียดที่กำลังมาให้เรารับรู้เท่านั้น ซึ่งมันมาแล้วมันก็จะดับไป

แล้วเมื่อเวทนามันกำลังละเอียดเบาอยู่ เราก็ยอมเคลื่อนความสนใจอย่างลื่นไหลตามมันไปได้อย่างรวดเร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก็เพราะมันกำลังละเอียดเบาอยู่ก็เท่านั้นเอง

ซักระยะหนึ่งมันก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไปอยู่ดี

จิตเข้าใจถึงได้แบบนี้ จะเป็นกลาง

เป็นจิตที่สมดุล

ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รู้

ไม่ใช่ผู้ปรุงแต่ง ยินดียินร้าย

นี่ ก็คืออุเบกขา🌿

=ส่วนที่ว่าจิตนิ่ง กาย-ใจเบา มีความรู้สึกอิ่มเอิบใจ=

นี่เป็นปกติเมื่อเวทนาบนร่างกายเริ่มคลายตัวลง เบาขึ้น สบายขึ้น

กล่าวคือ เมื่อเราค่อยๆฝึกความสมดุลในจิตได้ต่อเนื่องมากขึ้นจากการเฝ้าดูเวทนาหยาบต่างๆมาอย่างระยะหนึ่งๆ โดยเราสามารถมีช่วงที่ใจเราปล่อยวาง ยอมรับ เป็นกลางได้จริงเป็นระยะๆ ใจก็จะค่อยๆลดอาการทุรนทุรายกับความหยาบของเวทนาบนกายเหมือนเมื่อฝึกแรกๆอีก

นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งให้รูปแบบของความรู้สึกบนกายผ่อนคลายลงตามไปด้วย

และ เมื่อใจคลายเพราะปล่อยวางได้ กายก็จะผ่อนคลายตามลงไปด้วยเนื่องเพราะใจที่ไม่กดดันนั้น

และ เมื่อกายค่อยๆผ่อนคลายต่อไปอีก ใจก็จะผ่อนคลายตามต่อไปอีก

และ เมื่อใจผ่อนคลายต่อไปอีก เย็นสงบขึ้น คือการนิ่งขึ้น หยุดจากการดิ้นรนซัดส่ายขึ้น ก็ทำให้กายสบายขึ้นตามไปอีก เวทนาบนกายพลอยเบาขึ้น ละเอียดขึ้นผ่อนคลายเพิ่มขึ้น ตามต่อกันเช่นนี้ไประยะหนึ่ง

กล่าวคือ ทั้งกาย ใจ จะส่งผลต่อกันและกันเป็นลูกโซ่แบบนี้ไปอย่างต่อเนื่องระยะหนึ่ง

จนกระทั่งวาระการส่งผลหมดไป หรือจนสังขารตัวอื่นๆถูกกระตุ้นให้ปรากฏขึ้นมาแทน เวทนาบนกายก็จะเปลี่ยนไป (รวมทั้งปรากฏการณ์อื่นๆที่อาจเกิดขึ้นในใจ) ซึ่งก็จะมีผลต่อจิตใจ ที่เคยชินที่จะยินดี ยินร้าย กับสิ่งกระทบต่างๆตลอดเวลา

ถ้าใจสามารถ เฝ้าดูอย่างยอมรับเวทนาใหม่อย่างสงบเย็นเป็นสมดุลได้

ไม่ว่าเวทนานั้นจะหยาบ (โทสะ) จะละเอียด (โลภะ) หรือจะว่างโหวงเหมือนหายไป (โมหะ) เราก็ยังคงสมดุลเป็นปกติอยู่ เราก็จะพัฒนาปัญญาเราได้ต่อไป พัฒนาธรรมะของเราได้ต่อๆไปไม่หยุดยั้ง🌿

=ส่วนที่ถามว่า(ปรากฏการณ์ที่จิตนิ่ง อิ่มเอิบใจ จากการลื่นไหล) เป็นวิปัสสนานำสมาธิหรือเปล่านั้น=

ในการทำวิปัสสนา จะต้องมีสมาธิอยู่ด้วย

เป็นสมาธิที่มีกับจิตที่เห็นความจริงของธรรมชาติแห่งสรรพสิ่ง

ไม่ได้เป็นเพราะวิปัสสนานำสมาธิ หรือสมาธินำวิปัสสนาค่ะ

กล่าวคือ ในขณะที่กำลังรับรู้เวทนา แล้วจิตทั้งหมดของการรับรู้กำลังจดจ่ออยู่กับเวทนานั้นๆ นั่นคือจิตกำลังมีสมาธิต่องานของจิตในขณะนั้น

สมาธิในการทำวิปัสสนานั้น จะเป็นแบบขณะๆ ก็ได้ ต่อเนื่องหลายขณะก็ได้

ขณะหนึ่งๆที่จิตจดจ่ออยู่ที่เวทนา ณ ที่หนึ่งๆของกายอย่างตั้งมั่น ขณะนั้นคือจิตกำลังมีสมาธิอยู่ด้วย

และถ้าจิตที่กำลังจดจ่อด้วยสมาธินั้นมีอุเบกขาอยู่ เพราะรู้ถึงความไม่เที่ยง ไม่เป็นแก่นสาร ของเวทนานั้นๆอยู่ด้วยแล้ว ขณะนั้นจิตกำลังเกิดปัญญา เป็นวิปัสสนาภาวนา(การรู้ตามความเป็นจริง ที่เป็นสัจธรรมที่แท้)

ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปเข้าใจที่มาที่ไปของปรากฏการณ์เหล่านั้น เพราะเราย่อมเข้าใจมันไม่ได้อย่างแท้จริงว่ามันเป็นมาอย่างไร

ทั้งนี้… เพราะมันเกิดจาก ’ส่วนผสม’ ของตัวเราที่สั่งสมมานานหลายภพชาติ ได้แก่

ส่วนผสมของกรรมทั้งดี-ไม่ดีของเรา

ส่วนผสมของกิเลส/ตัณหา/อุปาทานที่เราบ่มเพาะมันมาช้านาน

ส่วนผสมของกุศล และ อกุศล ที่เราสร้างสมในจิตมายาวนาน

ส่วนผสมของการสร้างเหตุปัจจัยใหม่ของเรา

เหล่านี้ เป็นต้น

และเมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ก็จะยังให้เกิดการผสมผสานของส่วนผสมต่างๆที่เราสั่งสมมา ออกมาเป็นปรากฏการณ์ต่างๆ อย่างที่เราเห็นอยู่ตลอดเวลา

เราจึงไม่สามารถไปรับรู้ได้จริงๆเลยว่า มันเกิดจากกรรมอันไหน เกิดจากกิเลสตัวไหน เกิดจากกุศลเจตสิกตัวไหน กำลังผสมผสานกันอยู่ในรูปแบบไหน

ดังนั้น ผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรเสียเวลาช่วงนี้ไปหาสาเหตุ หาคำอธิบาย และคิดใคร่ครวญทำความเข้าใจในขณะที่ปฏิบัติภาวนาอยู่ จะทำให้ขบวนการต่อเนื่องปฏิบัติของเราสะดุดหยุดการพัฒนาไป เราควรปฏิบัติจิตต่อเนื่องไปให้ถูกต้องต่อๆไป (คือรับรู้และปล่อยวาง) ความเข้าใจเข้าถึงธรรมจะพัฒนาของมันไปเองเรื่อยๆในที่สุด🌿

[[[เรื่องนี้มีความล้ำลึกในการอธิบายไปได้อีกไกล แต่ขอเอาเท่านี้พอเป็นสังเขปนะคะ]]]🌿

Q2: มีคลื่นกระแสไม่รุนแรงตามใบหน้าปีกจมูก ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้าและฝ่าเท้า เวทนาเกิด-ดับเห็นชัดเจน


A: ขอใช้คำตอบที่อธิบายไปบ้างแล้วในข้างต้นนะคะ

คือสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งๆ หรือรูปแบบหนึ่งๆของเวทนาที่เกิดต่างๆกันไป ตามกระแสของเหตุปัจจัยของกายและจิตของเราที่ดำเนินไปอยู่ในการปฏิบัติภาวนา

ถ้าเราก็เฝ้าดูไปด้วยจิตที่วางเฉย เรากำลังก้าวต่อไปด้วยย่างก้าวที่ถูกต้องมั่นคง🌿

Q3: เวทนามีไม่รุนแรงแต่มีขณะจะเคลื่อนความสนใจไปช่องหน้าอกจากความรู้สึกได้ยินเสียงพรึ่บกายไหม้เป็นดินดำละเอียด ไปต่อไม่ได้ ได้แต่ดูเป็นเวลานานจนหมดเวลา

A: ช่องกึ่งกลางหน้าอก เป็นบริเวณที่เป็นที่รับรู้เวทนาได้ไวและชัดเจน เป็นที่ตั้งของหทัยวัตถุ เป็นที่ตั้งอยู่ของภวังคจิต หรือการรักษาไว้ซึ่งองค์แห่งภพในจิต ดังนั้นอาจมีปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดชัดเจนและค่อนข้างแสดงสภาวธรรมของการปฏิบัติที่บริเวณนี้ แตกต่างกันไปตามบุคคลต่างๆ

การเกิดความรู้สึกเหมือนมันดับพรึ่บ หรือแตกออก หรือสลายตัวอย่างฉับพลัน หรือสภาวธรรมอื่นๆในลักษณะทำนองนี้ ก็มักเป็นปรากฏการณ์ของ การเห็นการดับของนามรูป ปกติที่เรานั่งปฏิบัติอยู่ เราจะเห็นทั้งการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของนามรูป (กาย และจิต) ชัดบ้าง ต่อเนื่องบ้าง แล้วแต่อินทรีย์ของเราแต่ละคนในแต่ละขณะ

อาการที่ว่านี่เป็นการเห็นอาการดับเป็นตัวนำ คือเห็นการดับไป ดับไป ดับไป

เมื่อเป็นได้เช่นนี้ ก็ให้กวาดความสนใจขึ้นลง เข้าออกไปในตัว ซ้ายขวา หน้าหลัง บนล่าง ไปทั่วร่าง อย่างต่อเนื่องต่อไป ดูว่าความเป็นเวทนาเปลี่ยนรูปแบบเป็นแบบใด ทั้งภายในภายนอกเป็นอย่างไร ถ้ามีเวทนาเป็นความละเอียดมากๆ แต่ก็รับรู้ความรู้สึกนี้ไปได้ในทุกๆอนุปรมาณูของร่างกายทั้งในนอก จิตจับบริเวณไหนก็รู้ทั้งหมดของบริเวณนั้นทั้งเข้าออกในนอกอย่างละเอียดที่สุดทุกๆส่วนเหมือนกันหมด ก็ให้ดูไปทั่วตัวว่ายังมีที่ใดที่เรารับรู้ไม่ได้บ้างหรือไม่

จากนั้นก็ไปดูที่กระดูกสันหลัง ตามในคำสอนวันที่ 9 ค่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าใส่ใจอะไร ให้นิ่งๆเฝ้าดูต่อไป ให้ธรรมะค่อยๆแสดงตัวของทันเอง ถ้าเราไปสนใจ เอะใจ ไปตื่นใจ ธรรมะจะหยุดเดิน

แค่ตามดูรู้ทันต่อไป🌿

A: เวลาเรียนถามอาจารย์ในคอร์ส ท่านว่าให้ดูลมหายใจจริงด้วย ว่ารู้สึกว่ากายยังหายใจ

แล้วอย่างนี้จะเรียกว่ากายในเรื่องกายหรือเปล่าคะ


ปกติสภาวเช่นนี้ไม่ใช่การดับแบบสภาวะที่อยู่เหนือกายเหนือจิต และไม่ใช่สภาวะที่เกิดกับสมาธิขั้นสูง

ดังนั้นย่อมยังมีลมหายใจแน่นอนค่ะ

แต่ลมหายใจนั้นอาจถูกกลั้นให้หยุดอยู่ชั่วขณะสั้นๆเวลาที่จิตกำลังดำเนินแนบแน่นอยู่กับการเห็นการดับ แต่ไม่ได้หยุดได้นาน

มันจะหายใจไปเองโดยธรรมชาติ แต่จิตเราไม่ได้รับรู้มันอยู่ เพราะจิตไปสนใจจดจ่ออยู่กับการดับอยู่ขณะนั้น


ส่วนที่ว่านี่เป็นการเห็นกายในกายไหมนั้น แท้จริงแล้วตั้งแต่เริ่มการปฏิบัติวิปัสสนาด้วยมีสติรับรู้เป็นต้นมา ผู้ปฏิบัติก็กำลังเห็นกายในกายแล้วค่ะ

กล่าวคือ เมื่อกำลังมีสติรับรู้อาการต่างๆของกาย ที่เกิดบนร่างกายอยู่ นั่นแหละค่ะกำลังเห็นกายในกายแล้ว

หรือที่ว่าเห็นเวทนาในเวทนาก็แบบเดียวกัน คือ มีสติรู้สึกถึงเวทนาหนึ่งในเวทนาทั้งหลายอยู่นั่นเอง

ดังนั้นเราทุกคนที่ปฏิบัติวิปัสสนาอยู่ จะอยู่ขั้นต้น ขั้นเพิ่งเริ่มปฏิบัติ เมื่อจิตรับรู้อาการเข้าออกของลมหายใจในร่างกายอยู่ ขณะนั้นก็คือการเห็นกาย(ลม)ในกาย(ร่างกาย) แล้วค่ะ🌿