สร้างสังขารใหม่ เพิ่มพูนสังขารเก่า เวทนาหนักๆ แสดงออกมาตอนไหน
และเผลอสติปล่อยใจไปกับอารมณ์เหล่านั้น
เราได้สร้างสังขารขึ้นแบบไม่รู้ตัวใช่ไหมเจ้าค่ะ.. คำถาม?
A1: มนุษย์เราทุกคนสร้างสังขารอยู่ตลอดเวลาค่ะ เพราะคนเราทุกคนมีอนุสัยกิเลส นอนเนื่องอยู่ในจิตมากมาย มาตั้งแต่เกิดแล้ว เป็นกิเลสที่เราเองสั่งสมมา ในอดีต ชาติแล้วชาติเล่านับไม่ถ้วนภพชาติ
จิตเราจึงหมักหมมไปด้วยความคิด ชั่วร้ายต่างๆ มากมาย จนน่าตกใจ
เมื่อเรามาปฏิบัติวิปัสสนา เราจึงเริ่มชำระล้างจิต ให้ค่อยๆบริสุทธิ์จากกิเลสทีละน้อย ทีละน้อย ซึ่งขบวนการชำระกิเลสในจิตนั้น จะเกิดขึ้นเฉพาะขณะที่เรากำลังมีสติรับรู้ลมหายใจ(หรือเวทนา) ด้วยจิตที่เป็นอุเบกขาอยู่เท่านั้น
เมื่อใดที่เราขาดสติ หรือแม้มีสติอยู่แต่ไม่มีอุเบกขา สังขารก็เกิดขึ้นตลอดเวลา
ดังนั้นคนเรา แทบจะสร้างสังขารอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราเผลอสติและจิตไม่สงบเย็นด้วยอุเบกขา
สำหรับผู้ไม่ปฏิบัติธรรมย่อมไม่รู้ที่จะควบคุมสติและปล่อยวางต่อสิ่งกระทบในชีวิต พวกเขาเหล่านั้นจึงสร้างสังขารแทบจะเรียกว่าทุกขณะที่ตื่นอยู่
ส่วนผู้ที่ปฏิบัติธรรม และมีความชำนาญขึ้นในการเจริญสติและมีอุเบกขา ตัวสติจะคอยกระตุ้นให้รู้ตัวและหยุดสร้างสังขารเป็นระยะระยะ
ยิ่งชำนาญในการรู้ตัวมีสติมากขึ้นจากการปฏิบัติบ่อยๆ ปฏิบัติต่อเนื่อง จิตจะมีสติขึ้นมาเองได้โดยอัตโนมัติ จิตจะมีสติเกิดขึ้นเองถี่ขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อมีสติก็ไม่สร้างสังขาร
การสร้างสังขารก็จะน้อยลงเรื่อยๆ
จนในที่สุดสติเข้ามาแทนที่ทุกการกระทำของเรา เราก็จะไม่สร้างสังขารใหม่อีก
สังขารเก่าก็จะถูกขจัดออกไปจนไม่เหลือ
เมื่อหมดสังขารการปรุงแต่งของจิต เราก็จบหน้าที่ที่จะต้องกลับมาเกิดอีก
การที่เรายังมีอารมณ์ต่างๆในทางลบก็เพราะ กิเลสของเรายังมีมาก การชำระล้าง ด้วยการมีสติสัมปชัญญะของเรายัง ทำได้จำกัด เราจึงยังคงมีอาการต่างๆที่ไม่ดีงาม คือ ยังคง เกิดอารมณ์ ขุ่นเคือง โมโห.. หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน อย่างที่หนูถามมา
Q2: สังขารที่เกิดขึ้นมานั้นจะทวีคูณกว่าปกติใช่หรือไม่เจ้าค่ะ?
A2: สังขารก็จะเพิ่มพูนขึ้นตามความหวั่นไหวของจิตที่เป็นอกุศล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มเป็นทวีคูณกว่าปกติหรือไม่
การเพิ่มเป็นทวีคูณของสังขารขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอกุศลในจิต ไม่เกี่ยวกับว่าเราปฏิบัติต่อเนื่องแล้วเมื่อหยุดปฏิบัติอาการจึงปรากฏ
ความจริงแล้วผู้ที่ปฏิบัติต่อเนื่องจะขุดรากเหง้าของกิเลสขึ้นมาให้ได้เห็น เมื่อหยุดปฏิบัติจิตก็ยังคงมีสติอันเกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง สติตัวนี้ทำให้เราเห็นกิเลสของตัวเอง เห็นความไม่รู้บริสุทธิ์ในใจตนเอง เห็นความหงุดหงิดและความดีงามในใจตนเอง เราจึงอาจรู้สึกว่า เราเลวร้ายลง
แท้จริงแล้วเรามีสติที่ว่องไวขึ้นต่างหาก เราจึงจับได้ไล่ทันความคิดในทางไม่ดีต่างๆของเราถี่กระชั้นขึ้น
หากเทียบกับเราที่ไม่เคยปฏิบัติหรือก่อนการเข้ามาปฎิบัติ เราจะทำความชั่วไปเรื่อยเรื่อยๆ ได้นาน โดยไม่รู้สึกตัว ด้วยซ้ำ
แต่เมื่อเราปฏิบัติไปนานเข้า เจ็ดจะมีสติเกิดขึ้นบ่อยเข้า เมื่อจิตมีสติคอยเตือนให้เห็นความคิดต่างๆในใจ เราจึงเห็นความชั่วร้ายของเราละเอียดขึ้น
นี่แท้จริงเป็นสิ่งที่ดี เพราะเมื่อเรารู้สึกขึ้นมาถึงความเป็นอกุศลในใจเรา ขณะนั้น เราหยุดกระทำชั่วไปขณะหนึ่ง
ทุกครั้งทุกครั้งที่เรารู้ตัว ว่าเรา กำลัง หงุดหงิด คิดไม่ดี ตัวผู้รู้นั้นคือปัญญาคือสติ แต่ถ้ารู้แล้วเราไปเสียใจ ไม่พอใจ กับความหงุดหงิดคิดไม่ดีนั้น ตอนนี้เราสร้างสังขารแล้ว
ดังนั้นเมื่อมีสติรู้ตัวว่า เรากำลังหงุดหงิด กำลังคิดไม่ดี ก็ให้หันกลับมาดูเวทนาหรือ ดูลมหายใจ ด้วยใจเป็นกลางให้เร็วที่สุด เพื่อ หยุดยั้ง กระแสแห่งความ ขุ่นมัว นั้น ไม่ให้มันแล่นต่อไป
ถ้าปล่อยให้กระแสอกุศลแล่นต่อไปนาน เราก็สร้างสังขารมากขึ้นตามนั้น
Q3: และถ้าเราขาดสติ.. เผลอ…ไม่ได้สังเกตเวทนาขณะที่เราใช้ชีวิตปรกติ..
เราจะไปเพิ่มพูนสังขารเก่าที่นอนเนื่องในกลมสัญญาใช่ไหมเจ้าค่ะ ?
A3: ใช่ค่ะ
Q4: เวทนาหนักๆจะแสดงออกมาในขณะที่เรานอนหลับ เพราะจิตสำนึกเราไม่ทำงานใช่หรือเปล่าเจ้าค่ะ?
A4: เวลาเรามีโทสะ หรือมีอกุศลจิต ด้านความไม่ชอบใจ ไม่พอใจ เราจะมีเวทนาหนักๆ หรือเวทนาที่ไม่สบายตัวแบบต่างๆ แสดงออกมา ในตอนนั้นเลย แต่คนเรามักไม่สังเกตเวทนาที่ไม่สบายตัวเหล่านั้น เพราะขณะนั้นใจกำลังหมกมุ่นอยู่กับความโกรธ
เวทนา ที่ไม่สบายนี้จะเกิดไปด้วยกันกับความโกรธหรืออกุศลจิต และจะก่อให้เกิดสังขารใหม่อันจะ ไปเพิ่มอนุสัยกิเลส จากเดิม ที่เรามีอยู่แล้วในจิตให้เพิ่มพูนขึ้น และจะส่งผลให้เกิดเวทนาหยาบต่างๆได้ทั้งในเวลาตื่นและเวลาหลับ
ถ้าเราสั่งสมความโกรธไว้มากๆ เราก็สั่งสมเวทนาหยาบไว้มากๆ
เวทนาหยาบเหล่านี้ก็จะปรากฏออกมาอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะกำลังปฎิบัติธรรมอยู่ หรือกำลังทำกิจใดในชีวิตประจำวันอยู่ หรือกำลังนอนหลับอยู่
คนโกรธบ่อย เสียใจบ่อย ขุ่นมัวบ่อย เศร้าหมองบ่อย หงุดหงิดบ่อย ฯลฯ จึงเป็นโรคภัยไข้เจ็บกันได้มาก เพราะจิตสั่งสมเวทนาหยาบไว้มาก ร่างกายและอวัยวะต่างๆมีความกดดัน ตึงเครียดอยู่เสมอ จนเสียหาย
นี่คือสาเหตุที่คนเป็นโรคต่างๆ โรคภูมิแพ้ โรคกระเพาะ โรคมะเร็ง โรคความเสื่อมต่างๆของร่างกาย เป็นต้น
Q5: แล้วเราควรสำรวมระวังความคิดการกระทำทุกสิ่งอย่างเลยหรือเจ้าค่ะ…?
A5: ศีล สมาธิ ปัญญา เลยค่ะ นี่คือทางออกของทุกปัญหา นี่คือการชำระจิตให้ผ่องใส
พัฒนาไตรสิกขานี้ให้มากที่สุด
พัฒนากุศลบารมีทุกๆด้านให้มาก
อยู่ใกล้ชิดคบหาบัณฑิตและคนดี
ไม่เสพสิ่งที่นำไปสู่ความหายนะ รวมถึงการเสพข่าวสาร หรือผู้คนที่ประกอบอกุศลเป็นปกติ ไม่ตามสื่อที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง หรือกราดเกรี้ยว
ใช้ชีวิตที่เป็นธรรมชาติให้มาก
อยู่กับธรรมะอย่างเป็นสุขให้มาก