← 🍃ธรรมมรรคา
19213 มี.ค. 66อ่าน ~23 นาที

คำถาม 5 ข้อ

❓คำถามค่ะ❓

จากธรรมบรรยาย 30 วันภาษาไทยนะคะ

❓(1) เวทนาที่เกิดในทวารอื่นที่ไม่ใช่กาย เป็นยังไงหรอคะ (ท่าน อ.โกเอ็นก้าบอกว่าเรายังฝึกไปไม่ถึง)❓

♦️ตอบ (1)

เวทนามีกล่าวถึงในหลายที่ ในพระสูตรในพระไตรปิฎก

ท่านอาจารย์เองก็ยกเวทนาจากหลายที่ขึ้นมากล่าวถึงในวาระต่างกัน

เช่น ท่านใช้เวทนาในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เวทนาในปฏิจจสมุปบาท

เวทนาในขันธ์ห้าที่เรียกว่าเวทนาขันธ์

เวทนาในเวทนา ๖ หรือการเสวยอารมณ์ทางหกทวาร

เป็นต้น

ที่ถามมาว่า เวทนาอื่นไม่ใช่เวทนาทางกาย…

ในที่นี้ท่านอาจารย์กล่าวถึง กายสัมผัสสชาเวทนา ซึ่งเป็นเวทนาในเวทนา ๖ คือ การเสวยอารมณ์ที่มากระทบทางทวารต่างๆ 6 ทาง

ได้แก่ การเสวยเวทนา ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ตัวอย่าง เวทนาทางทวารตา เกิดเมื่อมีภาพมากระทบทางตา เมื่อตาเห็นภาพก็จะเกิดเวทนาที่เรียกว่า จักขุสัมผัสสชาเวทนา คือ เกิดเวทนาทางตาด้วยการเห็นภาพ

ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดวงตานะ แต่คือการเห็นภาพ

ส่วนความรู้สึกที่เกิดที่บนดวงตาเพราะภาพ เช่น แสบตาเพราะภาพสว่างมาก ตากระตุกขณะเห็นภาพ ฯลฯ เป็นกายสัมผัสสชาเวทนา คือความรู้สึกทางกาย

การที่ตาสัมผัสกับภาพหรือเห็นภาพเท่านั้น ที่เรียกว่าจักขุสัมผัสสชาเวทนา เวทนาในที่นี้คือการมองเห็น

ทำนองเดียวกันกับเสียงกระทบหู กลิ่นกระทบจมูก รสกระทบลิ้น เป็นต้น

แนวทางการปฏิบัติของเรา ท่านอาจารย์ใช้ตัวเดียว คือ สัมผัสบนกาย ความรู้สึกบนกาย ที่เรียกว่า กายสัมผัสสชาเวทนา

การที่ท่านให้เราเฝ้าดูความรู้สึกทางกายในการปฏิบัตินั้น เป็นการปฏิบัติเพื่อฝึกให้ “มีสติ” อยู่กับทุกๆปรากฏการณ์ทางกายอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากกายผัสสะหรืออารมณ์ที่กระทบกายนั้น เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา มีทั้งหยาบและละเอียด เราจึงสามารถฝึกสติให้มีความต่อเนื่องได้ตลอดเวลาเช่นกัน

หากผู้ปฏิบัติมีจิตที่ละเอียดมาก (ขอเน้นว่า “จิต” ละเอียดไม่ใช่เวทนาละเอียด) จิตที่ละเอียดจริงๆนั้น จะรับรู้ได้ในทุกๆสิ่ง ที่เกิดขึ้นกับกายนี้

และเป็นการรับรู้อย่างไม่แยกแยะ เพราะไม่เห็นความต่างระหว่างแต่ละเวทนาอีกเลย

จิตที่ละเอียด คือจิตที่มีอุเบกขา มีสมดุลที่สมบูรณ์ มี ”สัมปชัญญะ” บริบูรณ์อยู่ ขณะเฝ้าตามรู้เวทนาทางกาย

ส่วนที่ท่านอาจารย์ กล่าวถึงว่าเรายังฝึกไปไม่ถึงในทวารตัวอื่นๆ นั้น เพราะจิตต้องละเอียดมาก สติต้องไวมาก และต้องมีสัญญาที่ได้พัฒนาเป็นอนิจจสัญญามากพอ

ในทวารตัวอื่นๆ ก็มีผัสสะมากระทบได้เสมอ แต่ไม่ทุกเวลาเท่าการกระทบทางกาย (หลับตาหรือตาบอดไป ย่อมไม่สามารถมองเห็น)

แต่จิตเรายังฝึกไปไม่ถึงการวางอุเบกขาทางการเห็นภาพ ได้ง่ายเท่ากับการวางเฉยต่อความรู้สึกทางกาย

ยกตัวอย่าง เวลาเราปฏิบัติแล้วหลับตาไล่ดูเวทนาตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้า เมื่อเวทนาต่างๆเกิดขึ้น ใจเราก็อาจสามารถผ่านดูมันไปอย่างเป็นกลาง ไม่มีปฏิกิริยามากได้ในระดับหนึ่ง คือ พอจะรักษาอุเบกขาได้กับหลายๆเวทนาพอสมควรได้ในระดับหนึ่ง

ในขณะที่ ถ้าเกิดเวทนาทางจักขุทวาร คือ ตาเห็นภาพต่างๆที่ผ่านตาไป ใจพวกเรายังไม่สามารถวางอุเบกขาต่อภาพต่างๆที่ปรากฏบนสายตาได้

ใจจึงขึ้นๆ ลงๆ ตามภาพที่เห็น เช่นกลัวภาพสยดสยอง อยากดูภาพดอกไม้ที่สวยงาม ใจรื่นรมย์ต่อภาพทิวทัศน์ที่สงบ

กล่าวคือ ใจจะกวัดแกว่งขึ้นลงตามวิปลาสสัญญาที่มีต่อภาพเหล่านั้นได้ง่าย วางเฉยยาก

นี่คือ ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่า จิตยังเราฝึกไปไม่ถึงขั้นที่จะวางได้ในเวทนาทางทวารตัวอื่น

เมื่อมีอารมณ์มากระทบที่ตา ซึ่งคือภาพ ใจไม่สามารถเป็นอุเบกขาได้เท่าทันมัน

ถ้าเป็นผู้ที่มีสัญญาเป็นอนิจจสัญญาแล้ว (ไม่ใช่วิปลาสสัญญาอย่างเราเรา) เมื่อภาพมากระทบตา จิตจะมีสติ มีสัมปชัญญะ เท่าทันว่าภาพนี้เป็นแค่แสงและสี เป็นรูปารมย์ เป็นปรมัตถ์ ไม่เกิดวิปลาสสัญญา ที่มาตีความแบบวิปลาสว่านี่คือดอกไม้สวย นี่คือซากศพที่น่ากลัว เป็นต้น

❓(2) มีตอนนึงพูดมาสั้นมากๆว่า ขณะรู้เวทนา รู้ลมหายใจไปด้วย

(เคยถาม อ. ท่านหนึ่ง ช่วงปฏิบัติใหม่ๆ ว่าเป็นแบบนี้ได้มั้ย แต่ไม่ได้คำอธิบายตอบมา แค่ว่ารู้ไปด้วยยิ่งดี) ❓

♦️ตอบ (2)

ขออธิบายในส่วนที่ถามว่า ขณะรู้เวทนา รู้ลมหายใจไปด้วยได้ไหม หรือควรทำไหมนั้น…

ขอตอบว่า การฝึกสติปัฏฐานจิตเราจะไพล่ไปรับรู้กายบ้าง ใจบ้าง หรือนามบ้างรูปบ้าง รูปเดียวกันบ้าง รูปต่างกันบ้าง นามเดียวกันบ้าง นามต่างกันบ้าง เป็นระยะๆ เพราะจิตทำงานเร็วมาก สิ่งใดปรากฏขึ้นมาบนกายก็ดี ในจิตก็ดี จิตก็สามารถวิ่งไปรับรู้ได้ถ้าเรามนสิการที่จะรู้มัน

อธิบายง่ายๆ ด้วยการยกตัวอย่าง นะ เราอาจปฏิบัติแล้วกำลังรับรู้ถึงความเย็นความร้อนบนกาย ตอนนี้แท้จริงแล้วเรากำลังรู้ความเป็นธาตุไฟบนกาย เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐานธาตุบรรพ ถ้าเรารู้สึกดายเบาขึ้นมา ขณะนั้นเรากำลังรู้ธาตุลม เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ปฏิบัติไปเรารู้สึกบนร่างกายเป็นเวทนาแบบสุขกายสบายกาย เรากำลังรู้สุขเวทนา เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เราปฏิบัติไปรู้สึกถึงความเจ็บปวดเรากำลังรู้ทุกขเวทนา เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ปฏิบัติไปใจหงุดหงิดขัดเคือง เรากำลังรู้จิตว่ามีโทสะ ขณะนั้นเป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ปฏิบัติต่อไปเราเห็นจิตฟุ้งซ่านออกไปคิด เรากำลังรับรู้นิวรณ์ตัวอุทธัจเป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

กล่าวคือ เรากำลังปฏิบัติสติปัฏฐานในทั้งสี่ไปด้วยกัน หากสติเราตามรู้สิ่งต่างๆ ของนามนี้ และรูปนี้ ของเรา

ไปอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

เราไม่ต้องใส่ใจว่า อันนี้เป็นสติปัฏฐานตัวไหน

ในทางปฏิบัติไม่ควร และไม่พึงไปคิดว่าเรากำลังใช้สติปัฏฐานตัวไหนอยู่ แค่ให้มีสติตามรู้เท่าทันสิ่งที่ปรากฏบนน้ำนี้และรูปนี้อย่างที่มันเป็นรู้ด้วยสัมปชัญญะคือรู้แล้ววางด้วยเห็นความไม่เที่ยงในนามรูปต่างๆเหล่านี้ทุกๆขณะไป

ขอเน้นว่าการที่อธิบายในทางทฤษฎีในที่นี้เพียงเพื่อให้เข้าใจว่ากระบวนการปฏิบัติจิตนั้นถ้าเราทำถูกต้องเรากำลังปฏิบัติสติปัฏฐานตัวต่างๆนี้อยู่แล้วแต่ที่มันจะปรากฏให้เรารับรู้และเรามนะสิการที่จะรู้ตัวไหน

อย่าพยายามคิดทำความเข้าใจในขณะปฎิบัติให้ทำหน้าที่ตามรู้และตามวางอย่างเดียว การตามทำความเข้าใจ จะทำให้เราหยุดปฏิบัติ เพราะมัวแต่ไปคิดเข้าใจมัน

ในส่วนของลมหายใจนั้น ต้องแยกแยะเล็กน้อยก่อน

อานาปาณสตินั้นเป็นกรรมฐานที่ เป็นทั้งสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน แต่ปฏิบัติต่างกัน แม้จะดูลมหายใจเหมือนกัน

ลมหายใจที่เราใช้ในช่วงปฏิบัติอานาปาณสตินั้น เรามุ่งทำจิตให้เป็นสมาธิ ขณะนั้นเป็นการฝึกสมถกรรมฐาน เราต้องการความตั้งมั่นของจิต ณ จุดหนึ่งเดียว เพื่อให้จิตเกิดเอกัคตา เราไม่มุ่งเห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจ

แต่หากปฏิบัติสติปัฏฐานที่เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐานในส่วนที่เรียกว่าอานาปานสติบรรพ เราจะดูความไม่เที่ยงของลมหายใจเข้า ความไม่เที่ยงของลมหายใจออก เป็นต้น

ดังนั้น ถ้ากำลังดูความรู้สึกบนกายอยู่ แล้วเราไพล่รับรู้ลมหายใจ ลมหายใจตัวนี้ขณะนี้ก็เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐานข้อหนึ่ง เช่นกัน ดังนั้นจะรู้ก็ได้ แล้วก็วางลง แล้วกลับมาดูเวทนาใหม่ต่อไป

การที่จะรู้ลมหายใจไปด้วยกันนั้น ไม่สามารถบอกได้ว่าดีหรือไม่ดีกว่ากัน

เพราะผู้ที่ทำเช่นนี้ มักเป็นผู้ที่ใช้ขณกสมาธิขั้นต้นๆ ปฏิบัติอยู่ ถ้าจิตเป็นสมาธิดีมาก หรือได้อุปจารสมาธิ การปฎิบัติจะมุ่งตรงไปที่สิ่งเดียวอย่างต่อเนื่องกันไป ไม่เปลี่ยนจากการรู้เวทนาไปรู้ลมหายใจ แม้แต่การรู้นั้นจะเป็นการรู้การเกิดดับ คือเป็นขณิกสมาธิก็จริง แต่คนละขั้นของขณิกสมาธิชนิดที่รู้แล้วเปลี่ยนบรรพหรืออารมณ์กรรมฐานไปๆมาๆ

ในส่วนตัว จะรักษาอารมณ์กรรมฐานตัวเดียวให้ต่อเนื่องยาวนานและลึกล้ำ เช่น หากรู้เวทนา ด้วยจิตที่ละเอียด ใจจะไม่ใส่ใจลมหายใจเลยแม้แต่นิดเดียว จะรู้เพียงเรื่องเดียว ที่เกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ ให้เห็น รู้เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ดิ่งลงไปกับเรื่องนั้นเท่านั้น ไม่ถอนจิตออกมารับรู้การเกิดดับของลมหายใจเพราะจิตกำลังรู้การเกิดดับของเวทนาอยู่

อีกเรื่องหนึ่งที่เพิ่งรู้ก็คือ แท้จริงแล้วจิตไม่สามารถรู้ทั้งเวทนาและรู้ทั้งลมหายใจไปด้วยกันได้ พร้อมกันได้หรอก เพียงแต่จิตเกิดดับเร็วมากขณะหนึ่งไปรู้เวทนา จากนั้นการรู้เวทนาก็ดับไป แล้วจิตก็มารู้ลมหายใจ ต่อมารู้รู้ลมหายใจที่ดับไป จิตก็หันไปรู้เวทนา เช่นนี้ สลับกันไปอย่างรวดเร็ว เราไม่มีทางตามจิตทันเพราะจิตเกิดดับเป็นแสนโกฏขณะในช่วงเวลาแค่กระพริบตา เราจึงรู้สึกเหมือนว่าเรารู้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน

❓(3) แล้วก็ย้อนมาเจอข้อความอันนี้ ของท่านเวบูฯ คืออย่างเดียวกันมั้ยคะ❓

Passing Away

Recently Ven Bhikkhu Sayadaw passed away.

He was an Arahant.

His teaching was that he will just teach Anapana, nothing else.

He will say just observe the breath coming and going out, and keep on observing it till you reach the final goal.

Observing, observing the breath you start getting sensations there, then it is essential, the stage must come, when you feel sensation here, and this sensation, it automatically spreads, and it spreads, spreads, spreads, to the whole body.

And then the gross sensation passes away, the subtle sensation comes; you have to reach the stage which is Bharbha, where you get sensation in the tiniest particle of your body…

...This Anapana-sati technique is to keep on giving importance to breath up to the end, up to the Nibbanic stage.

Goenkaji 1977

♦️ตอบ (3)

จากข้อความในภาพที่ส่งมา ที่มีหัวข้อว่า Passing Away นั้น

ท่านอาจารย์กล่าวถึงพระเถราจารย์ เวบู ซายาดอว์ ซึ่งฝึกวิปัสสนากรรมฐานด้วยวิธีอานาปานสติจนบรรลุธรรมขั้นสูงสุด

ข้อความในภาพนี้ ท่านอาจารย์กล่าวถึง การปฏิบัติอานาปาณสติบรรพ ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

สำหรับผู้ที่ฝึกวิปัสสนาโดยใช้อานาปานสติ ซึ่งเป็นการปฏิบัติของแนวทางอื่น สายอื่น อย่างเช่น ในวัดป่าของพระกรรมฐานบ้านเรา จะใช้วิธีการนี้ และก็ยังมีอีกมากมายกลายสำนักที่ปฏิบัติวิปัสสนาด้วยการใช้อานาปานสติ

ซึ่งคือ การพิจารณาความเป็นอนิจจังของลมหายใจเข้าและลมกายใจออก

เมื่อปฏิบัติไปนานๆเข้า พิจารณาอนิจจังของลมหายใจไปนานๆเข้า คือ ลมหายใจเข้ารู้ถึงความไม่เที่ยงของลมที่เข้า ลมหายใจออกรู้ถึงความไม่เที่ยงของลมที่ออก พิจารณาตามนั้นไป โดยไม่ได้ใช้ความคิด ในการพิจารณา แต่จิตเฝ้าดูวางเฉยอยู่ตามดูตามรู้อย่างที่มันเป็นอยู่เช่นนั้น

ในที่สุดแล้วก็จะเกิดวิปัสสนาญาน ขั้นต่างๆตามลำดับไป เมื่อวิปัสสนาญานเดินไปจนถึงขั้นภังคญาณ ลมหายใจก็จะแตกสลายอย่างสิ้นเชิง โดยจะแตกสลายเริ่มจากบริเวณใต้ช่องจมูกเหนือริมฝีปากที่จิตตั้งอยู่ และจะแตกสลายกระจายไปทั่วทั้งตัวจนไม่มีส่วนใดเหลือ

อีก 2 คำถามเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติ ได้ยินมาผู้ปฏิบัติอื่นในคอร์ส

❓(4) อานาฯ ไม่จำเป็นต้องฝึกนอกศูนย์ (นอกคอร์ส) เพราะบรรยากาศข้างนอกไม่เอื้ออำนวย แค่ทำเป็นครั้งคราวเมื่อฟุ้งนั่งวิปัสสนาไม่ได้ก็เพียงพอ

❓(5) นั่งมา 10 ปี ถ้าไม่แทงข้างในจะก้าวหน้าได้อย่างไร

♦️ตอบ (4)

…ที่มีผู้กล่าวว่า

“อานาฯ ไม่จำเป็นต้องฝึกนอกศูนย์เพราะบรรยากาศข้างนอกไม่เอื้ออำนวย แค่ทำเป็นครั้งคราวเมื่อฟุ้งนั่งวิปัสสนาไม่ได้ก็เพียงพอ”

ตอบว่า อยู่ที่ว่าเป้าหมายของผู้ปฏิบัติคืออะไร

สำหรับคฤหัสถ์ที่ใช้ชีวิตทางโลก เสพกามสุขในทุกรูปแบบ ย่อมไม่สามารถพัฒนาความสามารถทางจิต ให้มีสมาธิอย่างเข้มแข็งได้ จึงเจริญสมถกรรมฐานที่บ้านไม่ได้ผล

แต่มีฆราวาสจำนวนไม่น้อย ที่แม้ใช้ชีวิตทางโลก ไม่ได้บวชเป็นสมณะแต่รักษาพรหมจรรย์ มีชีวิตที่เรียบง่ายไม่วนเวียนอยู่ในความสุขแบบกามสุขจัด หมั่นปฏิบัติอานาปาณสติเช้าค่ำเป็นประจำ และบางคนอาจปฏิบัติวันละหลายชั่วโมง

จิตของคนเหล่านี้จะค่อยๆ พัฒนาจนสามารถรวมเป็นหนึ่งได้ และจะมีอินทรีย์แก่กล้าในทางสมาธิได้แน่นอน เหมือนคนที่ฝึกฝนการกีฬาอย่างใดอย่างหนึ่งทุกเช้าค่ำ จะอย่างไรก็ต้องมีความชำนาญ

ถึงกระนั้นก็ดี แม้ผู้ที่ใช้ชีวิตทางโลกการฝึกสมถกรรมฐาน หรือการเจริญสมาธิทำจิตให้นิ่งเป็นหนึ่งเดียวนั้น เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มหาศาล และพึงฝึกไว้ เพื่อสร้างให้จิตมีพลังที่เข้มแข็ง

♦️ตอบ (5)

…ที่มีผู้ถามว่า

“นั่งมา 10 ปี ถ้าไม่แทงข้างในจะก้าวหน้าได้อย่างไร”

ตอบว่า

ความก้าวหน้าไม่ได้อยู่ที่การแทงเข้าไปข้างใน หรือไม่ได้แทง

การที่ท่านอาจารย์แนะนำให้ผ่านความสนใจเข้าไปในร่างกายนั้นเพื่อเป็นการ ลองสำรวจภายในภายนอกดูว่า จิตเข้าไปสำรวจภายในได้เหมือนกับภายนอกหรือไม่

โดยที่การสำรวจภายนอกจะต้องเป็นเวทนาประเภทที่ละเอียดแบบยูนิฟอร์ม คือเหมือนกันหมด เพราะจิตเริ่มละเอียดจนสลายความต่างที่หยาบหยาบของเวทนาลงไปได้และสามารถรับรู้ทั่วตัวด้วยเห็นเป็นความรู้สึกอันเดียวกันจึงให้ลองสำรวจภายในตัวด้วยจิตละเอียดเช่นนี้ซึ่งเมื่อเข้าไปสำรวจแล้วหากภายในตัวก็เป็นความรู้สึกยูนิฟอร์มเหมือนกัน จิตจะต้องเป็นอุเบกขามีความละเอียดผ่อนคลายขณะที่สำรวจทั้งภายในและภายนอกอยู่

ถ้าจิตยังคงละเอียดอ่อน สามารถผ่านเข้าไปทั้งภายในภายนอก เห็นเป็นความรู้สึกเดียวกัน

ขอเน้น จิตเห็นเป็นความรู้สึกเดียวกัน รู้สึกเหมือนกัน เกือบทุกปรากฏการณ์ตัวจิตไม่มีความต่างจึงไม่เห็นความต่างในเวทนา

ขณะนั้นจิตได้เข้าไปจับเวทนาที่ละเอียดอยู่ภายใต้เวทนาชนิดอื่นๆได้แล้ว

ซึ่งเมื่อสำรวจเช่นนี้อยู่ระยะหนึ่งด้วยความสามารถที่จะรักษาสภาพจิตเช่นนี้ไว้ได้โดยไม่ขาดสาย ก็จะก้าวเข้าสู่สภาวะของการดับสลาย หรือภังคะได้ แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง แล้วแต่สภาพของจิตในขณะนั้น

สำหรับการที่มุ่งจะแทงเข้าไปในร่างกายด้วยจิตที่ยังหยาบอยู่ แม้เวทนาจะเริ่มละเอียดบ้างก็ตาม การผ่านความสนใจเข้าไปภายในร่างกาย ด้วยจิตที่ไม่ละเอียด ไม่อ่อนเบา ไม่ผ่อนคลายสมดุลย์พอ แต่เป็นการมุ่งแทงทะลุ อย่างไม่เข้าใจหลักการที่แท้ กรณีเช่นนี้ไม่ได้ทำให้ก้าวหน้าขึ้นได้ เพราะเป็นเพียงการใช้เทคนิควิธีทางความคิด แต่ไม่ได้ใช้จิตที่เหมาะสม ที่ต้องปล่อยวางเบา ผ่อนคลาย สมดุลย์ เป็นอุเบกขา เข้าไปรับรู้เวทนาภายใน