หากทุกอย่างเป็นอนัตตาแล้ว...ใครเป็นผู้ทำกรรมและรับผลแห่งกรรม
สัพเพ ธัมมา อนัตตา
แต่... เรามีกรรมเป็นของๆตน จะดีหรือชั่วก็ตามจะต้องรับผลของกรรมนั้น
ตกลงแล้ว... มีผู้ทำกรรม และรับผลของกรรมใช่หรือไม?
A: ▪️กฎของธรรมชาติที่ว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา นั้นหมายถึงสรรพสิ่งล้วนเป็นอนัตตา
อนัตตาคือ ไม่มีตัวตนที่แท้ ไม่คงสภาพตัวตนใดๆอยู่ได้
ธรรมทั้งหลาย หรือสรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต ย่อมคงอยู่ไม่ได้ บังคับให้เป็นไปต่างๆ ไม่ได้
ทุกสิ่งจึงไม่มีตัวตนที่แท้ เพราะมันจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกฏธรรมชาติ ไม่สามารถคงสภาพอยู่ ไม่สามารถเป็นอยู่หรือเป็นไปตามการบังคับบัญชาของผู้ใด
ส่วนในแง่กรรม หรือการกระทำ เป็นเรื่องของเหตุและผล
ทุกเหตุ ต้องมีผลตามมา
การกระทำใดๆ หรือเหตุใดๆ ย่อมมีผลของมัน ไม่ว่าการกระทำนั้นจะทำโดยสิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณครอง
หรือเป็นการกระทำอันเป็นเหตุจากสิ่งไม่มีชีวิต
ก็ต้องมีผลตามมาเสมอ
การกระทำของสิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณครอง เราเรียกการกระทำนั้นว่ากรรม
เมื่อมีการสร้างกรรมหรือมีการกระทำใดใดสิ่งนี้ก็เกิดเป็นเหตุขึ้นจึงต้องมีผลของเหตุนั้นตามมาซึ่งก็มาในรูปของวิบากหรือผลของการกระทำหรือกรรมนั้น
แต่เพราะความยึดในความเป็นตัวตนของเรา ไปยึดว่าเป็นการกระทำของเราของเขา จึงเกิดความคิดหรือความเข้าใจว่ามีเรามีเขาเป็นผู้ทำกรรม
แท้จริงแล้ว เมื่อมีการกระทำกรรมเกิดขึ้น ผู้ที่กระทำกรรมนั้นได้สร้างเหตุหนึ่งๆไว้
แต่ ‘ตัวตน’ ของผู้ที่สร้างเหตุนั้นไม่ได้มีอย่างแท้จริง
ผู้สร้างเหตุไม่ได้มีสภาพที่แท้ หรือสภาพที่คงที่แน่นอน เป็นแต่สภาพการเปลี่ยนแปลงไป เกิดขึ้นดับไป สลายไปอยู่ตลอดเวลา
แม้ความเป็น ‘ตัวตน’ นั้นไม่มี มีแต่ความเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา เกิดดับไปตลอดเวลา
แต่ “ผล” อันเกิดแต่ “เหตุ” หรือการกระทำนั้นมีอยู่ตามกฏธรรมชาติ
ดังนั้นถ้ามองในมุมหนึ่ง ก็อาจดูเหมือนว่าผลนั้นได้เกิดแก่ผู้สร้างเหตุ หรือ ผลของกรรมเกิดขึ้นกับ “ผู้สร้าง” กรรม
แท้จริงแล้ว ผู้สร้างกรรมไม่มีตัวตนแท้จริง เป็นอนัตตา ไม่คงสภาพอยู่ แต่การกระทำ อันเป็นการสร้างเหตุย่อมยังให้เกิดผลตามมา
แม้ในสิ่งไม่มีชีวิต ที่ไม่มีวิญญาณครอง ก็อยู่ในกฎธรรมชาติสองข้อนี้เช่นกัน คือกฎของไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) และกฎของเหตุและผล
สิ่งมีชีวิต กับ สิ่งไม่มีชีวิตล้วนอยู่ภายใต้กฏธรรมชาติสองข้อนี้ เช่นเดียวกันทุกประการ
แต่ต่างกันที่ สิ่งมีชีวิตอย่างเราๆ ไปยึดมั่นถือมั่น เอาการกระทำต่างๆเป็นของตน มีตนเป็นผู้กระทำ จึงเกิดความเป็น “ตัวตน” ขึ้นในจิตของผู้ยึด เกิดเป็นเรากระทำเพราะเราไปยึดเอาไว้เองนั่นเอง
สรุปแล้ว เมื่อเหตุมี ผลย่อมมี
แต่ไม่ว่า เหตุ หรือ ผล ต่างก็ไม่มีตัวตนที่แท้จริงเลย
การรับผลของกรรม คือการเกิดผลจากเหตุ
แต่ผู้ที่ทำเหตุนั้นไม่มีสภาพที่แท้จริง จึงไม่ได้มีตัวตน ไม่ได้ถือว่าเป็นตัวตนใดๆที่กระทำเหตุ