← 🍃ธรรมมรรคา
1189 พ.ค.63อ่าน ~23 นาที

ขอวิธีปฏิบัติ เพื่อเตรียมรับความเจ็บป่วยทางกาย

คือว่าเมื่อ 3 วันก่อนหนูปวดแผลที่เกิดในกายมากจนนอนไม่ได้

ขณะที่นอนและปวดแผลมาก หนูก้อปฏิบัติอานาปานสติ และเมื่อรู้สึกปวดแผล ก้อพยายามรับรู้อาการเจ็บปวด พยายามสังเกตุว่าปวดแผลนั้นอาการปวดเป็นอย่างไร แต่ก้อทำได้ไม่กี่วินาที หนูก้อไปเป็นผู้เจ็บปวดเองทั้งคืน ทรมานมาก นอนไม่หลับเลยในคืนแรก

คืนต่อมาแผลคงจะอักเสบน้อยลง ความเจ็บปวดลดลง จิตสงบได้ดีกว่าคืนแรก

หนูมาทบทวนว่าความเจ็บปวดจากบาดแผลอักเสบในกายที่ประสบครั้งนี้ว่าปวดมากกว่าที่ผ่านมา แต่ก้อยังไม่มากถึงที่สุดขนาดที่จะทนไม่ได้เลยนั้น หนูยังสอบตก ฝึกเป็นผู้เห็นอาการปวดนี้ไม่ได้เลยแม้ชั่วขณะจิต หากถึงเวลาที่เจ็บป่วยมากกว่านี้ หรือเวลาใกล้จะสิ้นลมหายใจ จิตคงจะทุรนทุรายไปพร้อมกับความเจ็บปวดทางกาย

หนูฝึกสติ รู้ตัวในขณะที่ทำงาน และขณะกิจวัตรประจำวัน และฝึกอานาปานสติในแนวทางของท่านอาจารย์โกเอ็นก้ามา 2-3 ปีแล้ว มาปีนี้หนูปฏิบัติเป็นกิจวัตรดีกว่า 2 ปีที่ผ่านมาก สัปดาห์ละ 5 ครั้ง วันละ 1-2 ครั้ง โดยอย่างน้อยที่สุด จะปฏิบัติครั้งละ 1 ช.ม. ถึงแม้จิตจะวุ่นวาย ฟุ้งระหว่างนั่ง หนูก้อตั้งใจนั่งให้ครบเวลาทุกครั้งค่ะ

ท่านอาจารย์โปรดช่วยชี้แนะหนูควรปรับปรุงการปฏิบัติฝึกจิตอย่างไรคะ เพื่อเตรียมความพร้อมและฝึกให้จิต ไม่ไปเป็นผู้เจ็บปวด และสามารถรับมือความเจ็บป่วยในครั้งต่อไป หรือก่อนจะสิ้นลมหายใจได้อย่างไรคะ

หนูได้เรียนรู้จากครั้งนี้ว่า การละความยึดมั่นในความเป็นตัวฉันนี่ยากจริงๆค่ะ

ขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพนับถืออย่างสูงยิ่งค่ะ

พี่มีคำถามเพิ่มนิดค่ะ จะได้ตอบได้ตรงประเด็นขึ้น

1. ที่หนูปฏิบัติตลอดมา(นอกคอร์ส) ระหว่างอานาปานสติกับวิปัสสนา เป็นสัดส่วนอย่างไรคะ

2. เวลาปวดมาก ปฏิบัติแบบไหน

3. ความเจ็บปวดจากบาดแผลนี้เป็นแบบเรื้อรังยาวนาน หรือเป็นแค่ครั้งคราวจากเหตุคาดไม่ถึงคะ

1. หนูปฏิบัตินอกคอร์ส ใน 1 ช.ม. หนูจะฝึกอานาปานสติสัก 15-20 นาที เพื่อสงบใจก่อนและจะต่อด้วยวิปัสนาจนครบเวลา 1 ช.ม. และต่อด้วยการแผ่เมตตาค่ะ

เวลาฝึกอานา ยังพอสงบใจได้บ้าง แต่ในระหว่างฝึกวิปัสสนา หนูรับรู้เวทนาได้น้อยครั้งค่ะ บางครารับรู้บ้าง บางคราไม่ได้เลยเพราะฟุ้งตลอดหรือไม่ก้อง่วงหลับ หากมีอาการเช่นนี้ หนูก้อจะเปลี่ยนจากวิปัสสนามาทำอานาปานสติจนหมดเวลาค่ะ

หนูรู้สึกว่าฝึกมาเป็นปีแต่ไม่ก้าวหน้า แต่ก้อไม่ท้อค่ะ

2.เวลาปวดมาก หนูปฏิบัติด้วยการเฝ้าสังเกตุลมที่ใต้จมูกเหนือริมฝีปากมากกว่าที่จะฝึก

สังเกตุความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เพราะพอไปสังเกตุความรู้สึก หนูรู้สึกว่าไปจ้องอาการปวดและรู้สึกว่าตัวเราเองปวดมากขึ้น

3.ความเจ็บปวดครั้งนี้เกิดแผลเรื้อรังของริดสีดวงที่เป็นมาสิบกว่าปีแล้วค่ะ ล่าสุดริดสีดวงอักเสบ บวมค่ะ

จนกระทั่งไปหาหมอเมื่อต้นสัปดาห์นี้ หมอแนะนำและทำการเอายางผูกที่ก้อนริดสีดวงที่บวม 3 ก้อน (จะได้ไม่ต้องผ่าตัด)

กราบขอบพระคุณในความเมตตาของอาจารย์เป็นอย่างยิ่งค่ะ

ตอบน้องที่ถามมานะคะ:

ที่หนูเล่ามาทั้งหมด พี่ขอตั้งเป็นประเด็นดังนี้นะคะ

ประเด็น 1: เรื่องการปฏิบัติ(อานา & วิปัสสนา) กับความเจ็บปวดทางกาย

ประเด็น 2: หนูปฏิบัติอย่างต่อเนื่องพอควร รู้สึกไม่ก้าวหน้า แต่ไม่ท้อ

ประเด็น 3: การละความยึดมั่นในตัวตน

📌 ประเด็น 1: เรื่องการปฏิบัติ(อานา & วิปัสสนา) กับความเจ็บปวดทางกาย:

ความเจ็บปวด เป็นเวทนาทางกายที่รุนแรงที่ทำให้ทนได้ยาก ความสามารถในการทนรับความเจ็บปวดของคนเราก็ต่างระดับกัน เช่น

เพศหญิงมักจะอดทนอดกลั้นต่อความเจ็บปวดได้มากกว่าเพศชาย

คนที่เผชิญกับความเจ็บปวดบ่อย หรือฝึกฝนร่างกายให้ทนรับความเจ็บปวดมานานจะมีภูมิต้านทานความเจ็บปวดได้มากกว่าคนที่เปราะบาง ไม่เคยเจ็บปวด

จิตใจที่กล้าหาญ (courage ไม่ใช่ brave) ก็จะมักรับความทรมานได้มากกว่าคนขลาดกลัว

คนที่ใจมั่นคงหนักแน่นก็ไม่หวั่นไหวต่อความทรมานทางกาย-ใจเท่ากับคนที่หวาดระแวง

เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป การอดทนอดกลั้นต่อความเจ็บปวด (จนถึงขั้นปล่อยวางไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด) ขึ้นอยู่กับเหตุผลทางกาย และเหตุผลทางใจ

🔺ทางกาย เช่น เพศหญิงมีสรีระให้ต้องรับภาระการตั้งครรภ์และคลอดบุตรอันเป็นความเจ็บปวดทางธรรมชาติที่สาหัสที่สุด หรือ คนที่ฝึกฝนร่างกายผ่านการ train ต่างๆ เช่น นักรบ นักมวย ผู้ฝึกกังฟู ย่อมมีศักยภาพทางกายสูงกว่าคนไม่เคยฝึก ฯลฯ

🔺ทางใจ คนที่จิตใจเข้มแข็ง จะอยู่กับความเจ็บปวดได้ดีกว่า

ในที่นี้จะขอกล่าวถึง ‘เหตุทางใจ’ ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกจิต

ผู้ที่ใจอ่อนไหว ใจหวาดกลัว ใจระแวง ใจของตนจะทำร้ายตนเองก่อน ไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบหรือไม่ก็ตาม เมื่อมีการกระทบกระทั่งทางทวารต่างๆจริง (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ก็จะมีอาการหวั่นไหวรุนแรง แม้ว่าการกระทบนั้นจะเพียงเล็กน้อย ก็จะรู้สึกว่าทนทานได้ยาก

ในทางตรงข้าม ผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่นและสมดุลย์ จะไม่หวั่นไหวง่าย แม้ถูกกระทบกระทั่งรุนแรง ก็ไม่ทรมานมากเพราะใจที่ไม่หวั่นไหวจะไม่ร่วมผสมโรงให้ทรมานมากขึ้น

การฝึกวิปัสสนา ก็เพื่อฝึกใจให้สมดุลย์ ให้ปล่อยวาง ให้หนักแน่น ให้สงบเย็น

เมื่อใจเป็นกลางได้ ความรู้สึกเจ็บทางกายก็มีแค่ความรู้สึกทางกายจริงๆ ไม่ถูก’เพิ่ม’ด้วยความเจ็บจากใจที่ตระหนก กังวล กลัว

กล่าวคือ ไม่มีความปรุงแต่งจิตเนื่องจากความกลัว ความหวาดหวั่นต่อความเจ็บมาขยายผลให้ความทรมานนั้นเพิ่มดีกรีขึ้น

เมื่อใจไม่ทุกข์ การรับรู้ความเจ็บทางกายก็ไม่ทรมาน

ใจที่ฝึกฝนมาดี จะไม่ทุกข์แม้กายจะทรมานเพียงใด

(ตัวอย่างพระปฏิบัติสูงๆที่สามารถผ่าตัดโดยต้องไม่วางยาได้ หรือ เจ้าคุณนรฯ ที่คอเป็นแผลใหญ่เจ็บปวดทั้งชีวิตแต่ท่านก็ไม่ทุกข์)

วิปัสสนา เป็นตัวหลักของการฝึกจิตให้สมดุลย์ ทำให้ใจไม่ไม่เจ็บทรมานกับความทุกข์ทางกายเป็นการฝึกให้ใจวางเฉยเป็น ฝึกดูทุกเวทนาเฉยๆ ไม่ไปให้ค่ามัน ไม่ประเมินว่านี่คือความเจ็บ ไม่คอยสนใจสอดส่องบริเวณที่มีปัญหา หรือรอคอยคาดหวังให้ปัญหานั้นหายไป

สรุปคือ ไม่ใส่ใจที่ใดเป็นพิเศษ แม้ว่าที่ตรงนั้นจะมีความรู้สึกใดชัดเป็นพิเศษ ก็พยายามฝึกจิตให้เห็นทุกๆเวทนาเป็นแค่ทางผ่านที่จะต้องมาและผ่านไปทั้งนั้น

อานาปานสติ ให้ผลในทางฝึกสมาธิ ทำให้จิตตั้งมั่น ถ้าฝึกได้ต่อเนื่องจิตจะมีความมั่นคงในอารมณ์เดียวได้นาน

ถ้าเจ็บปวดแล้วสามารถใช้วิปัสสนาได้ ย่อมดีที่สุด แต่ถ้าจะสลับใช้กับอานาปานะก็ไม่ได้ผิดอะไร ขอให้คิดเสมอว่า เราไม่ได้หนีความเจ็บ แต่เราไม่ใส่ใจมัน เพราะมันเป็นอนิจจัง ความเจ็บปวดเป็นอนิจจัง ไม่ว่าจะเจ็บขนาดไหนก็เป็นอนิจจังอยู่ดี คือมันย่อมเปลี่ยนไปในที่สุด

ช่วงอื่นๆที่ร่างกายไม่มีความเจ็บปวด เราควรฝึกวิปัสสนาเป็นประจำ ฝึกให้มาก และฝึกอย่างถูกต้อง ฝึกจนจิตเลื่อนระดับการวางเฉยต่อเวทนาได้มากขึ้นและต่อเนื่องนานขึ้น

หากทำได้เช่นนี้ จิตจะสามารถรองรับสังขารทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสเพียงใด จิตจะไม่หวั่นไหว ทั้งยังไม่ปรุงแต่งสังขารใหม่เพิ่มด้วยความชอบความชังต่อสังขารเก่าที่รุนแรงเหล่านั้น

นี่คือชนะศึกแล้ว

อีกทางหนึ่ง การที่เรามีโรคประจำตัวบางอย่าง หรือมีความโชคร้ายติดตัวบางอย่าง เป็นการแสดงถึงกรรมในอดีตของเรา เราจึงควรสร้างกรรมดีใหม่ที่ตรงข้ามกับบาปเก่าเราให้มากๆ เพื่อให้กรรมดีฝั่งตรงข้ามมาตัดรอนวิบากของกรรมเก่าที่ไม่ดีนั้น เช่น คนสายตามีปัญหาให้ทำบุญกับคนตาบอดให้มาก คนป่วยเรื้อรังให้ทำบุญกับสงฆ์อาพาธหรือคนป่วยตาม hospice คนมักมีอุบัติเหตุนองเลือดให้ปล่อยชีวิตสัตว์ เป็นต้น

ขณะที่เราปฏิบัติธรรมพัฒนาจิต เพื่อให้สามารถรับผลของกรรมเก่าทุกชนิดด้วยจิตที่ราบเรียบเป็นกลาง ไม่ทุรนทุรายดิ้นรน เราก็สร้างกรรมดีต่างๆไปด้วยเพื่อลดราวาศอกความโชคร้ายต่างๆไปด้วย

💬 ^…หนูยังสอบตก ฝึกเป็นผู้เห็นอาการปวดนี้ไม่ได้เลยแม้ชั่วขณะจิต หากถึงเวลาที่เจ็บป่วยมากกว่านี้ หรือเวลาใกล้จะสิ้นลมหายใจ จิตคงจะทุรนทุรายไปพร้อมกับความเจ็บปวดทางกาย …^

👁🗨 ไม่ถือว่าสอบตก เพราะทุกคนที่ปฏิบัติ ใช่ว่าจะฝึกได้ทันที ขบวนการพัฒนาจิตไม่ได้เป็นเรื่องเบ็ดเสร็จเหมือนจบชั้นเรียนประถมแล้วไปมัธยม

ระยะเวลากับจำนวนคอร์สที่เข้า หรือ จน. ชม. ที่นั่ง จน. ปีที่ปฏิบัติ จน. คอร์สยาว แม้แต่สถานะว่าเป็นอาจารย์ ไม่ได้เป็นตัวรับรองความเข้าถึงธรรมของคน

แต่การปฏิบัติอย่างถูกต้องจริงๆ แม้ช่วงปีอาจน้อย กลับสามารถพัฒนาจิตตนได้มากกว่า

คุณสมบัติของคนที่ได้ธรรมะจริง ย่อมปรากฏในจิตใจที่ดีงามของคนเหล่านั้น

💬 ^…หากถึงเวลาที่เจ็บป่วยมากกว่านี้ หรือเวลาใกล้จะสิ้นลมหายใจ จิตคงจะทุรนทุรายไปพร้อมกับความเจ็บปวดทางกาย …^

👁🗨 ไม่ต้องกังวลค่ะ ถ้าหนูฝึกปฏิบัติให้ถูกวิธีจริงๆ และหมั่นฝึกอย่างต่อเนื่อง ฝึกด้วยความผ่อนคลายสงบเย็น จิตจะมีสติเป็นพื้น เมื่อเวลาใกล้ตายก็จะมีสติรับรู้ได้ไว

แม้ว่าร่างกายอาจเจ็บปวดทรมานแต่จิตไม่ร่วมเจ็บด้วย จิตยังเย็นนิ่งเฉยอยู่ เราก็ผ่านแล้วค่ะ

💬 ^…เวลาปวดมาก หนูปฏิบัติด้วยการเฝ้าสังเกตุลมที่ใต้จมูกเหนือริมฝีปาก มากกว่า ที่จะฝึกสังเกตุความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เพราะพอไปสังเกตุความรู้สึก หนูรู้สึกว่าไปจ้องอาการปวดและรู้สึกว่าตัวเราเองปวดมากขึ้น…^

👁🗨 ไม่ต้องไปจ้องที่ปวดค่ะ และอย่าคิดว่านี่คือ ‘ปวด’ คิดว่านี่คือความรู้สึกแบบหนึ่งที่อนิจจัง มันอยู่กับเราก็อยู่ไป มันจะอยู่นานเท่าไหร่ก็เรื่องของมัน

ให้สนใจดูเวทนาในที่อื่นๆบนร่างกายไป สนใจจริงในที่เหล่านั้น จิตทั้งหมดอยู่กับที่ๆเราสนใจ โดยไม่ไปพะวงตรงที่เจ็บ

ที่สำคัญอย่าสนใจความเจ็บว่ามันเจ็บ อย่าคาดหวังให้มันหายเจ็บ อย่าดิ้นรนเพื่อหาวิธีปฏิบัติที่จะช่วยให้หายเจ็บ การดิ้นรนนี้คือการไม่ยอมรับความเจ็บ จิตจะยังคงกระสับกระส่าย

ดังนั้นให้ยอมรับมันว่านี่แค่เวทนาชนิดหนึ่ง ซึ่งในที่สุดมันก็จะต้องเปลี่ยนไป

📌 ประเด็น 2: หนูปฏิบัติอย่างต่อเนื่องพอควร รู้สึกไม่ก้าวหน้า แต่ไม่ท้อ

💬 ^…หนูฝึกสติ รู้ตัวในขณะที่ทำงาน และขณะกิจวัตรประจำวัน…ถึงแม้จิตจะวุ่นวาย ฟุ้งระหว่างนั่ง หนูก้อตั้งใจนั่งให้ครบเวลาทุกครั้งค่ะ…^

💬 ^…เวลาฝึกอานา ยังพอสงบใจได้บ้าง แต่ในระหว่างฝึกวิปัสสนา หนูรับรู้เวทนาได้น้อยครั้งค่ะ บางครารับรู้บ้าง บางคราไม่ได้เลย เพราะฟุ้งตลอดหรือไม่ก้อง่วงหลับ…^

💬 ^…หนูรู้สึกว่าฝึกมาเป็นปีแต่ไม่ก้าวหน้า แต่ก้อไม่ท้อค่ะ…^

👁🗨 ที่ว่าไม่ก้าวหน้า ถ้าคิดว่าความฟุ้งกับความง่วงยังมากอยู่ รับรู้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง อันนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ก้าวหน้า เป็นการขึ้นมาของกิเลส ของสังขาร เราก็ต้องพากเพียรรบกับมันไป

แต่ถ้าตั้งแต่เริ่มปฏิบัติจนทุกวันนี้ นิสัยเราไม่พัฒนาเป็นคนดีขึ้นเลย ยังมีนิสัยไม่ดีต่างๆเหมือนเดิมทุกประการ อันนี้ถึงเรียกว่าไม่ก้าวหน้าค่ะ

ให้ดูตนเองว่ามีสติเร็วขึ้นไหม เวลาโกรธรู้ตัวเร็วขึ้นไหม เมตตาธรรมในจิตพัฒนาขึ้นไหม หิริโอตตัปปะดีขึ้นไหม

ง่ายๆคือ ให้สังเกตว่า อกุศลในตัวลดบ้างไหม อัตตาตัวตนลดบ้างไหม และกุศลความคิดดีๆในตัวเพิ่มบ้างไหม จิตใจสงบลงบ้างไหม นี่จึงคือตัววัด

📌 ประเด็น 3: การละความยึดมั่นในตัวตน

💬 ^…หนูได้เรียนรู้จากครั้งนี้ว่า การละความยึดมั่นในความเป็นตัวฉันนี่ยากจริงๆค่ะ…^

👁🗨 ความยึดมั่นในตนจะค่อยๆลดลงไปเอง นี่เป็นผลจากการปฏิบัติที่ถูกต้อง ต่อเนื่องไปเรื่อยๆค่ะ คนเราฝังความเป็นตัวตนรักในตัวตนมานานอย่างยิ่ง ย่อมต้องใช้เวลาและความพากเพียรสูงจึงจะถอนออกหมด ค่อยๆทำไป อย่าหยุด และอย่าทำผิดให้เสียเวลา

9/5/20

กราบขอบพระคุณท่าน อ. เป็นอย่างสูงที่กรุณาสรุปคำถามและเมตตาสละเวลาและอธิบาย ชี้แนะทุกประเด็นค่ะ

หลังจากอ่านรอบแรก หนูรู้สึกว่าตัวเองมีกำลังใจเพิ่มขึ้น ที่จะปฏิบัติในแนวทางนึ้เพื่อฝึกสติและลดความวิตกกังวลทุกเรื่องที่สะสมมาตลอดชีวิตให้ลงได้บ้าง และช่วยให้หนูมีพลังบวกในการยอมรับและฝึกตัวเองเพื่อที่กล้าเผชิญและยอมรับที่จะอยู่กับความเจ็บปวด

สิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ในตอนท้ายสุด ว่า “อย่าทำผิดให้เสียเวลา” นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับหนูมาตลอดเวลา 3 ปี เพราะหนูจดจ่อ ไปจ้องหาความรู้สึกที่กระหม่อมอยูเป็นชั่วและเมื่อไม่พบความรู้สึก ก้อไม่เคลื่อนที่ไปจุดอื่น (เหมือนกับที่หนูไปจ้องความปวด แล้วตัวเองรู้สึกปวดมากขึ้น)

หนูจะต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งค่ะ

ขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งค่ะ


ที่พี่เรียกว่าทำผิด คือความ’ตั้ง’ อะไรไว้ แล้วยึดอันนั้น ทำให้การปฏิบัติตึงไปไม่มีอุเบกขาโดยไม่รู้ตัว ยิ่งตึงยิ่งยึด จิตกลับยิ่งเกิดโทสะ

จะเห็นว่าบางคนปฏิบัติมาช้านาน แต่อัตตาไม่มีลง โทสะไม่มีลด เพราะเวลาปฏิบัติยึดมั่นกับกฏเกณฑ์ที่ตัวเองตั้งไว้มาก

คนหลายคนมักคิดว่าต้องทำเป็น pattern แบบนี้ แบบนั้น

ต้องเคลื่อนให้ได้

ต้องจับความรู้สึกให้ได้

ต้องกวาดทั่วตัวให้ได้

ต้องมีสภาวะเวทนาละเอียดให้ได้

ต้องลื่นไหลให้ได้

ต้องได้ภังคะให้ได้

ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้

จิตเลยเสียสมดุลตลอดขบวนการ’ต้อง’ เหล่านั้นค่ะ

อุเบกขาที่แท้จริง จิตจะเบา คล่อง ปล่อยวาง และยืดหยุ่น ยอมรับทุกอย่างอย่างที่มันเป็น

เพราะมันล้วนเป็นมายา เป็นสมมติ ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนจริง

ดังนั้นอะไรจะมาแบบไหน ก็รับมันแบบที่มันมานั่นแหละค่ะ

ไม่ไปพยายามเปลี่ยนแปลงมัน

แค่ดูมัน ดูเหมือนเราเป็นคนนอก เหมือนมันไม่เกี่ยวกับเรา

มันก็ปรากฏของมัน เราก็ตามดูมันปรากฏไป และดีบไป

ไม่ต้องไปทำความเข้าใจว่านี่คือเวทนาอะไร มายังไง เกิดจากอะไร ฯลฯ

แค่นิ่งๆ เย็นๆ ชิลๆ ดูมันต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

ส่วนที่ว่าตรงกระหม่อม ที่จับอะไรไม่ได้เหมือนไม่มีความรู้สึกอะไรเลย

เช่นที่หนูบอกว่าจดจ่อหาความรู้สึกกลางกระหม่อมนั้น

ความจริงแล้ว ความรู้สึกว่างๆเหมือนจับอะไรไม่ได้ มันก็เป็นรูปแบบหนึ่งของความรู้สึก

เราก็แค่ยอมรับมันว่า ณ ตอนนี้ ณ บริเวณนี้ มีความเป็นแบบนี้อยู่ แล้วก็เคลื่อนความสนใจต่อไปที่อื่นได้เลย

นี่คือการปล่อยค่ะ

รับรู้แล้วก็วางมันไป


9/5/20

คำตอบของท่าน อ. ทำให้ศิษย์เห็นความยึดมั่น ความตึงในการฝึกปฏิบัติ ยังถึง ความจริงจัง ยึดถือตัวเองในทุกๆด้านได้ชัดเจนมากจริงๆ

หนูจะนำคำสอนเกียวกับ รับรู้และวางมัน” มาใช้ในการเริ่มต้นใหม่ทันทีเช้านี้ค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างหาที่สุดมิได้ค่ะ

ขออนุโมทนาหนูมากกว่าค่ะ

ที่หนูมีความมุ่งมั่นในการทำความดีขนาดนี้

โลกจะดีขึ้นเพราะพวกหนูทุกๆคน ที่มุ่งมั่นปฏิบัติเพื่อลดตัวตนกันนี่แหละค่ะ…