← 🍃ธรรมมรรคา
11912พ.ค.63อ่าน ~12 นาที

ผัสสะ

ถ้ามองแบบรวมๆว่าผัสสะมีผลทำให้เราได้ดึงอาสวะกิเลสออกไป ก็พอจะโยงกันตามนั้นได้ค่ะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา (ตามหลักปฏิจจสมุปบาท)

เมื่อเกิดเวทนา ถ้าเป็นความรู้สึกดีแล้วชอบ เป็นความรู้สึกไม่ดีแล้วชัง ก็จะเกิดกิเลสใหม่ เกิดการสร้างสังขารการปรุงแต่งใหม่ ให้ไปทับถมนอนเนื่องเป็นอนุสัยกิเลสเพิ่มพูนขึ้นต่อๆไป

แต่ถ้าเมื่อเกิดเวทนาแล้ว ‘มีสติ’ รู้เท่าทันการเกิดดับหรือความไม่เที่ยงของเวทนานั้น จิตวางเฉยเป็นอุเบกขาอยู่ได้ กิเลสใหม่ก็ย่อมไม่เกิดขึ้น

เมื่อกิเลสใหม่ไม่เกิดขึ้น สังขารเก่าที่เดิมฝังลึกอยู่ในจิตก็ผุดโผล่ออกมา

ก็เท่ากับได้ดึงอาสวะกิเลสที่นอนเนื่องเป็นอนุสัยออกมาตามที่หนูตั้งข้อสังเกตมาค่ะ

ทั้งนี้ จะเป็นไปตามข้างต้นได้ เงื่อนไขต้องครบขบวนการ คือ

📌 เกิดผัสสะ (ผัสสะไม่ใช่แค่การกระทบ แต่ต้องครบองค์สาม)

📌 เมื่อเกิดผัสสะจึงเกิดเวทนา

📌 จิตรับรู้เวทนา(ที่กระทบอยู่ ณ ทวารนั้นๆ)

📌 จิตมีอุเบกขาต่อเวทนา คือไม่ปรุงแต่งต่อตามอนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องในจิต

ส่วนผัสสะก็ต้องครบองค์ 3 จึงเป็นผัสสะ คือ

📍ต้องมีการกระทบที่ทวารใดทวารหนึ่งใน 6 ทวาร (6 ทวารคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

📍ทวารเหล่านั้นต้องมีความสามารถในการรับรู้ได้ เช่น ตาไม่บอด หูไม่หนวก

📍 มีการรับรู้ คือจิต(หรือวิญญาณ) รับรู้ที่ทวารนั้นๆ เช่น จิต(จักขุวิญญาณ) มีการรับรู้ที่ตา คือ ‘เห็น’

ข้อสังเกต:

🔍 การ ‘มอง’ ไม่ได้แปลว่าต้อง ‘เห็น’ เสมอไป, การ ‘รับเสียง’ ไม่ได้แปลว่าต้อง ‘ได้ยิน’ เสมอไป, การ ‘ถูกสัมผัส’ ไม่ได้แปลว่า ‘รู้สึก’ เสมอไป…

🔍 ถ้าไม่ครบสามประการนี้ ไม่เรียกเป็นผัสสะ เป็นแค่การกระทบ(สัปปฏิฆะ) แต่ไม่มีการรับรู้ด้วยจิต(วิญญาณ) วิถีจิตก็ไม่เกิด

🔍 ผัสสะ 6 ของพระบรมศาสดา คนละเรื่องกับผัสสะ 12 ของหมอปองตามแนวมนุษยปรัชญาของ Rudolf Steiner

ขออธิบายเพิ่มเรื่อง ‘ผัสสะ’ อีกนิดค่ะ

📌 ผัสสะ หรือสัมผัสที่กระทบทวาร 6 ของเรา (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เมื่อกระทบตาเรียกจักขุสัมผัส กระทบทางกายเรียกกายสัมผัส เป็นต้น

📌 ผัสสะต้องครบองค์ประกอบทั้งสามจึงเรียกว่าเกิดผัสสะ เช่น

เมื่อมีรูปเกิดอยู่, ตาเห็นรูป, จิตรับรู้การเห็นรูปนั้น ครบสามองค์นี้ จึงเกิดเป็นผัสสะที่ตา

เมื่ออากาศร้อนมีอยู่, อากาศร้อนกระทบกาย, จิตรับรู้ความร้อนบนกายนั้น ครบสามอย่างนี้ จึงเกิดเป็นผัสสะทางกายทวาร

📌 การกระทบเกิดทางทวารทั้งหกเกิดตลอดเวลาให้จิตรับรู้ ผัสสะจึงเกิดอยู่เป็นปกติธรรมดา เช่น รูปมากระทบตาเกิดการเห็น เสียงมากระทบหูเกิดการได้ยิน กลิ่นกระทบจมูกเกิดการได้กลิ่น รสกระทบลิ้นเกิดการรู้รส สภาพแวดล้อมกระทบกายเกิดความรู้สึกทางกาย ความนึกคิดกระทบใจเกิดความรับรู้ทางใจ

ดังนั้น ถ้ามีภาพคนคนหนึ่ง ตามองเห็นคนๆนั้น และเกิดการรับรู้ภาพของคนๆนั้น จึงจะเกิดผัสสะ

แต่ถ้ามีคนๆนั้น แต่เป็นคนตาบอด ก็ไม่อาจเกิดผัสสะที่ตาได้

หรือ ถ้ามีคนๆนั้น ตาก็ไม่บอด แม้ ‘มอง’ อยู่แต่ไม่ ‘เห็น’ คนๆนั้น ไม่ได้รับรู้ภาพนั้น เพราะวิญญาณหรือจิตขณะนั้นไปรับรู้ที่ทวารอื่นอยู่ ก็ไม่เกิดผัสสะที่ตาขณะนั้น เป็นแค่สัปปฏิฆะ

ที่พี่ให้ข้อมูลนี้เพิ่มขึ้น เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นเวลาเราปฏิบัติค่ะ

เราปฏิบัติโดยอาศัยความรู้สึกทางกายหรือเวทนาทางกาย ในการฝึกสติและฝึกให้มีอุเบกขา

การที่มีสิ่งมากระทบกาย เช่น อากาศร้อนมากระทบกายอยู่ แต่เราไม่รับรู้ความร้อนของมัน เพราะใจเราไปมองเด็กผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า ผัสสะจึงไม่เกิดที่กายขณะนั้น

จิตเราจึงไม่รู้สึกถึงความร้อนบนร่างกาย ณ ขณะนั้น จิตเราไปทำหน้าที่รับรู้ภาพ(เด็กผู้หญิง)ที่ตากำลังเห็นอยู่

ผัสสะจึงเป็นที่ตา เป็นจักขุสัมผัส ส่วนที่กายเกิดแค่การกระทบบนกาย ไม่ถือเป็นผัสสะ แต่เป็นกายสัปปฏิฆะ

ดังนั้น เมื่อ”ผัสสะเป็นปัจจัยต่อเวทนา” กรณีนี้ เวทนาจึงเกิดที่ตา (จักขุสัมผัสสชาเวทนา) ไม่ได้เกิดที่กาย (กายสัมผัสสชาเวทนา)

ในทางกลับกัน ถ้าตากำลังมองภาพเด็กอยู่ จู่ๆก็มีลมร้อนจัดพัดมากระทบผิว ความรับรู้เราจะย้ายไปที่ร่างกาย

ขณะนั้นผัสสะเกิดที่กายแล้ว แม้ตาขณะนั้นยังอาจ ‘มอง’ เด็กอยู่ แต่จิตกลับไม่ได้ทำการ ‘เห็น’ เด็กคนนั้นอยู่ เพราะจิตกำลังไปอยู่ที่กาย กำลังรู้สึกถึงความร้อนบนกายอยู่

จากการยกตัวอย่างคร่าวๆข้างต้น

เราลองมาดูขบวนการปฏิบัติของเราต่อนะคะ

สมมุติเรากำลังนั่งปฏิบัติอยู่ และกำลังตามรู้เวทนาทีละส่วนของร่างกายไล่ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ผัสสะ(ที่กาย)เกิด อยู่เพราะครบองค์สาม คือมีสิ่งกระทบกายมีอยู่, และกายรับรู้การกระทบนั้นอยู่, รู้ด้วยจิต(ส่วนที่เป็นกายวิญญาณ) รู้แล้วก็วางเฉยอยู่ นี่คือวิปัสสนา เป็นเวทนานุปัสสนาสติฯ

ต่อมาเกิดความฟุ้งซ่านขึ้นในใจ เช่น ฟุ้งจากความทรงจำบางอย่างในอดีตผุดขึ้นมากระทบใจ และจิตออกไปรับรู้ ก็คือการผัสสะที่ใจ ถ้าไม่มีสติรู้เท่าทัน จิตก็จะไปหลงดูเรื่องในความทรงจำนั้น

ขณะนั้นจิตจึงออกจากการปฏิบัติที่รับรู้เวทนาทางกาย พุ่งไปรับรู้เรื่องในใจ

ถ้าปล่อยให้ใจหลงตามไปดูเรื่องต่างๆในใจต่อไปเรื่อยๆ ก็เท่ากับหยุดปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ ผู้ปฏิบัติคนนั้นกำลังหยุดขบวนการปฏิบัติวิปัสสนาชำระกิเลสไปสู่การเพิ่มพูนสังขาร ขึ้นกับว่าเพิ่มพูนสังขารตัวไหน

แต่ถ้าจิตมีสติ ดึงความรับรู้ใส่ใจกลับมาจากเรื่องในใจเหล่านั้น และกลับมารับรู้เวทนาทางกายต่อด้วยอุเบกขาต่อได้ ก็เท่ากับกลับมาปฏิบัติวิปัสสนาต่อ (ตามแนวเวทนานุปัสสนาสติฯ)


ต้องขอโทษถ้าเนื้อหายากไปนะคะ พี่พยายามหลีกเลี่ยงคำบาลีมากที่สุด และมาใช้คำง่ายๆอธิบาย

แต่ความซับซ้อนของขบวนการของจิตที่เกี่ยวเนื่องกับกิเลส จนถึงขบวนการชำระจิตจากกิเลส ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนามันเป็นเช่นนี้

ผู้ปฏิบัติที่เข้าใจขบวนการในจิตอย่างแท้จริง จะปฏิบัติได้ลึกซึ้งขึ้นเป็นลำดับ และมีกำลังใจในขณะปฏิบัติแต่ละขณะด้วย

นี่คือองค์สามเพื่อการถึงพระนิพพาน ที่พระบรมศาสดาทรงสอนไว้ และท่าอาจารย์ก็เน้นให้เราผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง

องค์สาม - ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

12/05/20


เรื่องความซับซ้อนของขบวนการทำงานของจิต อาจยากหน่อย

ยิ่งเวลาอ่านครั้งแรกๆนะคะ


แต่ธรรมะก็เป็นเช่นนี้

พออ่านไปหลายๆครั้ง หลังจากการได้ปฏิบัติธรรมไปด้วย

จะยิ่งเข้าใจลึกซึ้งขึ้นค่ะ

ยิ่งถ้าปฏิบัติไม่ขาด ยิ่งลึกซึ้งเพราะเห็นด้วยจิตตนเอง เมื่อมาอ่านอีกทีจะเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ


ธรรมะเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง คือมีมิติที่ลึกล้ำแยบยลมาก ซึ่งมิติลึกๆนี้ได้จากการปฏิบัติเท่านั้น

แต่ปฏิบัติแบบไม่เข้าใจทฤษฎีก็มักพลาด เพราะตีความกันเองตามสัญญาของตัวเอง


ความลึกซึ้งของธรรมะ ไม่ใช่ลึกแบบที่คนเราจะเข้าใจไม่ได้นะคะ

แต่ลึกในการเป็นมิติขั้นต่างๆที่เมื่อปฏิบัติไปถึงเท่านั้นจึงจะเข้าใจได้


เมื่อยิ่งปฏิบัติ ภูมิธรรมยิ่งเลื่อนชั้น ก็ย่อมสามารถเข้าใจได้มากขึ้น


เราอาจสังเกตว่า เราฟังธรรมบรรยาย 10 วัน ของท่านอาจารย์มาก็หลายครั้ง

ทำไมฟังอีกก็ยังฟังได้ และมีความเข้าใจมากขึ้น เรื่องเดียวกันฟังใหม่กลับได้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น


ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นสิ่งที่ยิ่งฟังยิ่งอ่าน

ก็จะยิ่งลึกยิ่งเข้าถึง

ยิ่งเกิดปัญญาเกิดศรัทธา

ยิ่งเกิดกุศลในจิต


เมื่อศรัทธาและปัญญา ซึ่งเป็นกำลังแก่การปฏิบัติยิ่งเกิดมากขึ้นการปฏิบัติก็ยิ่งเข้าลึกซึ้งขึ้น ธรรมะเดินไปไกลขึ้น


อนุโมทนาทุกท่านที่ก้าวเดินไปอย่างองอาจเพื่อความหลุดพ้นจากพันธนาการของชีวิตนะคะ