← 🍃ธรรมมรรคา
098อ่าน ~8 นาที

นั่งสมาธิแล้วปวดหลัง

นั่งไม่ตรง นั่งบ่อยๆยังไงไม่ให้ปวดครับ?


ความไม่สบายกายต่างๆ จากการนั่งสมาธิในท่าเดียวนานๆเป็นเรื่องปกติที่เกิดกับผู้ปฏิบัติ

แต่ขอแยกเป็น 2 กรณี นะคะ


~ กรณีที่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ

ต้องดูว่าเรามีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับหลังอยู่แต่เดิมหรือเปล่า หรือเคยเป็นแบบนี้มาก่อนมาปฏิบัติหรือเปล่า เคยผ่าตัดบริเวณที่เกี่ยวข้องมาก่อนหรือไม่


จากนั้นควรสังเกตว่าอาการปวดนั้นเป็นเฉพาะเวลานั่งปฏิบัติ หรือเป็นต่อเนื่อง แม้เปลี่ยนท่าแล้ว ลุกไปแล้ว ปรับเปลี่ยนอิริยาบถไปแล้ว อาการยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไปอีกนานหรือเปล่า


ถ้าเป็นเรื้อรัง หรือเป็นต่อไปนานมาก หรือเคยเป็นมาก่อน หรือเป็นคนที่ปกติก็มักนั่งในท่าที่ไม่ถูกสุขลักษณะเสมอ


กรณีนี้ ต้องดูแลแก้ไขด้วยการแพทย์ หรือด้วยผู้เชี่ยวชาญทางกายภาพ หรือฝึกความยืดหยุ่น และความแข็งแกร่งของร่างกายด้วยวิธีที่เหมาะสม


เวลาไปนั่งปฏิบัติ ให้นั่งให้ถูกสุขลักษณะ นั่งให้ตรง ถ้าเจ็บปวดเพราะปัญหาสุขภาพ อาจต้องอาศัยการพิงหลังกับพนัก หรือนั่งให้ขาได้ยืดตัวได้


~กรณีที่ไม่ได้มีปัญหาสุขภาพ

ถ้าไม่ได้มีปัญหาเรื่องสุขภาพในส่วนที่เกี่ยวหลัง หรือขา หรือปัญหากระดูก กล้ามเนื้อ และไม่ได้เป็นผู้สูงอายุมาก ฯลฯ

เวลานั่งปฏิบัติควรนั่งให้กายตั้งตรง คือให้ลำตัวตรง กระดูกหลังถึงคอเรียงต่อกันตรง และศีรษะควรตั้งตรง


กระนั้นก็ดี ถ้าไม่เคยชินกับการนั่งนิ่งนานๆมาก่อน ย่อมมีเวทนาที่ไม่สบายต่างๆได้ ต่อให้นั่งตัวตรงอย่างถูกวิธีก็ตาม


แต่เมื่อฝึกนั่งไปนานเข้า ส่วนต่างๆของร่างกายจะค่อยๆปรับตัว จะเริ่มคุ้นชินกับการนั่งนิ่งนานขึ้น และจะไม่เจ็บปวดทรมานเท่าช่วงฝึกใหม่ๆ


ลองนึกถึงคนทีฝึกมวยไทเก็ก ฝึกมวยจีน ฝึกโยคะ ฝึกยิมนาสติก เมื่อเริ่มต้นฝึกร่างกายยังไม่เคยชิน ย่อมเจ็บปวดทรมานมาก


แต่เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ ร่างกายจะค่อยๆยืดหยุ่นขึ้น หรือแข็งแกร่งขึ้นเป็นลำดับ


ชาวตะวันตกที่มานั่งปฏิบัติ มักไม่เคยนั่งขัดสมาธิแบบเรา เพราะนั่งแต่บนเก้าอี้ เขายิ่งทรมานกว่าคนเอเชียที่นั่งพื้นกันเป็นปกติ แต่ในวันหลังๆ เขาก็เริ่มนั่งได้ดีขึ้น จนในที่สุดเขาก็นั่งขัดสมาธิเป็น


ทำนองเดียวกัน การฝึกสมาธิให้จิตนิ่ง ให้จิตเกิดปัญญา กายต้องนิ่งให้นานๆได้ก่อน

ผู้ที่ไม่เคยฝึกนั่งในท่าเดียวนานๆ ย่อมเกิดเวทนาชนิดต่างๆ ร่างกายย่อมเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน


นี่เป็นเรื่องปกติ


ผู้เริ่มฝึก ควรนั่งอย่างถูกวิธีตั้งแต่เริ่มแรก

ส่วนความเจ็บปวดนั้นเป็นเพราะร่างกายไม่เคยชิน

เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ จะนั่งได้นานขึ้น นานขึ้น โดยไม่มีเวทนาแก่กล้าเท่าเดิม


(ทั้งนี้ ต้องดูเหตุปัจจัยอื่นๆประกอบด้วย เช่น ถ้าเกิดอุบัติเหตุบางอย่าง หรือเกิดเจ็บป่วยบางอย่าง แม้เคยฝึกนั่งมานานปี ก็สามารถมีเวทนาที่แก่กล้าได้เช่นกัน)


แต่ประเด็นที่สำคัญสำหรับการฝึกกรรมฐาน คือ การฝึกอุเบกขา

ถ้าจิตไม่ต่อต้าน ไม่เข้าร่วมขบวนการปรุงแต่งว่าเจ็บ ความเจ็บปวดทางกายจะไม่มีผลต่อผู้ปฏิบัติมาก


ผู้ปฏิบัติที่มีอุเบกขาสมบูรณ์ในแต่ละขณะ จะรู้สึกว่าร่างกายมีความรู้สึกอย่างหนึ่งอยู่ แต่จิตไม่ได้ตีค่าว่าเป็นความเจ็บปวด รู้เพียงแต่ว่าขณะนี้กำลังมีเวทนาชนิดหนึ่งอยู่ที่มันไม่เที่ยง จึงไม่ไปให้ค่าให้ความใส่ใจ จิตวางได้ ปล่อยได้อย่างสิ้นเชิง ผู้ปฏิบัติก็จะไม่ทุกข์ ไม่ทรมานเพราะเวทนานั้นเลย


ที่ถามว่านั่งอย่างไรไม่ให้ปวด

~ นั่งให้ถูกสุขลักษณะ อย่างที่บอกข้างต้น ตัวต้องตรง ไม่โค้ง ไม่เอียงตัว

ถ้านั่งไปสักพักแล้วร่างกายเริ่มงอลง หรือเบี้ยว ตัวเอียง หรือศีรษะก้มลง เมื่อรู้ตัวมีสติขึ้นมา ก็ให้ยืดกลับไปในท่าที่ถูกต้องใหม่

ปรับเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ท่านั่งจะคงที่ในท่าที่ตรงที่ถูกเองได้นานๆในที่สุด


~ เวลาที่พักจากการปฏิบัติ ควรกลับไปยืดส่วนต่างๆร่างกายให้เกิดสมดุลย์ในห้องพักบ้าง และควรเดินออกกำลังอย่างเหมาะสม


~ ฝึกจิตให้เป็นอุเบกขามากขึ้นๆ จิตที่ไม่ปรุงแต่ง ไม่ตีค่าความรู้สึกต่างๆ บนร่างกาย จะไม่เป็นทุกข์กับเวทนาบนร่างกายได้ในที่สุด


(ทั้งนี้ไม่ได้แนะนำให้สุดโต่งเอาเป็นเอาตาย เช่น เกร็งเกินไป จะไม่ขยับตัวเลยเท่านั้นเท่านี้ชั่วโมงด้วยเจตนาเอาชนะ หรือตรงข้าม คือหย่อนยานปล่อยตามใจตัวเองเกินไป นั่งแป๊บเดียวก็ยกธงขาวเปลี่ยนท่าแล้ว ให้เดินสายกลาง)


ให้ใช้เวทนาที่แก่กล้านั้น มาฝึกจิตให้เป็นอุเบกขา


ถ้าผู้ปฏิบัติสามารถเป็น ‘spectator’ หรือ ‘ผู้ชม’ ได้

โดยไม่ได้เป็น ‘player’ หรือ ‘ผู้เล่น’ ได้

กล่าวคือ ผู้ปฏิบัติสามารถตามดูแต่ละเวทนาที่เกิดขึ้นด้วยใจที่วางเฉย ด้วยใจที่เป็นกลางอย่างแท้จริงได้ เฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงไปของแต่ละเวทนาที่ไม่เที่ยงเหล่านั้นได้

นี่คือ จิตเกิดอุเบกขา ในที่สุดเวทนาต่างๆบนกายจะไม่มีผลต่อผู้ปฏิบัตินั้นเลย