← 🍃ธรรมมรรคา
099อ่าน ~8 นาที

ท้องห้าเดือน เด็กมีโครโมโซมไม่ครบ

คือหลานสาวท้องได้ห้าเดือนและได้ตรวจพบว่าเด็กมีโครโมโซมไม่ครบในกรณีนี้ถ้าterminateจะผิดศีลใช่ไหมคะแล้วจะทำอย่างไรดีคะ


A: เรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากในโลก ถ้าตอบให้สมบูรณ์จริงๆ ก็จะค่อนข้างยาวค่ะ

พี่ขอตอบสั้นๆนะคะ

ในทางธรรมะ การที่แม่ตั้งครรภ์เพราะเกิดการปฏิสนธิ สิ่งในครรภ์มีทั้งนามและรูปแล้ว (มีจิตหรือปฏิสนธิวิญญาณ กับก้อนเนื้อของรูป) จึงถือเป็นชีวิตหนึ่งที่สมบูรณ์แล้ว

การพรากชีวิตนั้นจึงเป็นบาปข้อปาณาติบาต


ความเห็นหลายคนที่สนับสนุนให้ terminate ชีวิตในครรภ์ที่พิการ อาจโต้เถียงว่า การที่ไม่ปล่อยให้ชีวิตที่พิการคลอดออกมา ถือเป็นความกรุณาต่อทั้งชีวิตนั้นและครอบครัวของชีวิตนั้นในระยะยาว เพราะเท่ากับเป็นการขจัดความทุกข์ทรมานในวันหน้าของชีวิตนั้น และของครอบครัวและคนใกล้ชิดของชีวิตนั้น ตราบที่ชีวิตนั้นดำรงอยู่


เรามามองในเรื่องกรรม

การที่เขาต้องมาเกิดพิกลพิการ ย่อมไม่ใช่ความบังเอิญ

การที่พ่อแม่ต้องมีลูกพิกลพิการ ก็ไม่ใช่ความบังเอิญ


แต่เป็นวิบากกรรม

เป็นผลที่เกิดจากการทำกรรมบางอย่างของทั้งตัวเขาเอง และของพ่อแม่ เมื่อมีการสร้าง’เหตุ’ไว้ จึงต้องมี’ผล’ของมัน


(แม้เหตุ หรือ กรรมนั้น ที่กระทำลงไปนั้นเราจะจดจำไม่ได้ เราอาจลืมกรรม แต่กรรมย่อมไม่ลืมเรา)


การทำลายชีวิตเขา จึงเป็นการทำกรรม ”ใหม่” ข้อปาณาติบาต


ถ้าถามว่า เด็กที่เกิดมาจะต้องมีความทุกข์ทั้งชีวิต ส่วนพ่อแม่เด็กก็จะต้องมีความทุกข์ตลอดชีวิตของเด็กคนนั้น

ตอบว่า ใช่ค่ะ

พวกเขาทั้งหลายย่อมต้องทุกข์กายใจ


แต่นี่เป็นทุกข์ฝ่าย ‘ผล’

ซึ่งเมื่อให้ผลแล้ว มันก็จบสิ้นไป

ต่างจากการไปพรากชีวิตเขาอีก จะกลายเป็นการสร้างทุกข์ฝ่าย ‘เหตุ’ ใหม่

ทำให้มีผลต่อไปเป็นทุกข์ใหม่ทับซ้อนทวีคูณบนความทุกข์เก่าที่ยังไม่ทันได้ชดใช้ ย่อมทำให้ความทุกข์สาหัสสากรรจ์ขึ้นต่อๆไปในวันข้างหน้า


การให้เขาเกิดมา และเลี้ยงดูเขา เป็นความทุกข์ก็จริงค่ะ

แต่นี่เป็นการชดใช้กรรม

เป็นการชำระ ’หนี้’ ที่เคยก่อมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น


ซึ่งถ้ายอมชดใช้หนี้กรรมอย่างครบถ้วน (และไม่ก่อกรรมใหม่)

พร้อมกับหมั่นประกอบกรรมดีสร้างแต่กุศลให้มากไว้ตลอดชีวิต

ความหนักจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นความเบา ความทุกข์จะค่อยๆคลี่คลาย ความอัศจรรย์ของกุศลจะมาส่งผลเกื้อกูลพวกเขาในที่สุด


ผู้ที่สามารถที่จะเผชิญทุกข์ ยอมรับผลของการกระทำของตน อันเป็นผลจากกรรมของตน อย่างมีอุเบกขา และมีกุศลจิตอื่นๆด้วยนั้น คือคนที่กล้าหาญ องอาจอย่างยิ่ง


และถ้าเขาสามารถใช้ชีวิตด้วยการหมั่นสร้าง “เหตุ” ใหม่ที่ดีงาม

ไม่ไปเบียดเบียนผู้ใดอีก ไม่ก่อทุกข์ก่อกรรมใดๆเพิ่มอีก

ชีวิตวันหน้าที่แสนยาวไกลย่อมปลอดภัยจากทุกข์ โรค และภัย


ถ้ามองวัฏจักรชีวิตให้ถึงที่สุด

ชาติหนึ่งๆเช่นชาตินี้ที่คนเรามีอายุขัยไม่ถึง 100 ปี ถือว่าสั้นมากๆแทบไม่มีความหมายเลยในสังสารวัฏฏ์ที่ยาวไกลอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้

แม้ฝุ่นผงหนึ่งธุลีเทียบกับฝุ่นผงทั้งจักรวาลยังมากกว่า


เรายังต้องเกิดมาอีกนานแสนนาน อีกเป็นแสน เป็นล้าน เป็นโกฏชีวิตไม่มีสิ้นสุด (เว้นแต่เราจะปฏิบัติวิปัสสนาจนออกจากสังสารวัฏฏ์ได้)


ดังนั้น ถ้าต้องทุกข์เพราะพิการในชาตินี้ก็ดี มีลูกพิการในชาตินี้ก็ดี ก็เป็นแค่ไม่กี่สิบปีของชีวิตชาติหนึ่งนี้เท่านั้น

ถ้าชีวิตชาติหนึ่งนี้ เราใช้อย่างดี แม้มีความทุกข์มาเบียดเบียน ชีวิตที่เหลืออีกยาวไกลนานแสนนาน ย่อมได้รับผลจากความดีงามนี้ต่อๆไป


อีกอย่างหนึ่ง คนที่มีความผิดปกติทางร่างกายจิตใจ อายุไม่ค่อยยืนยาวนัก

ความทุกข์ของเขาและครอบครัวก็อาจได้ชดใช้สิ้นสุดแม้ในชาติเดียวนี้ได้

ยิ่งถ้าทุกคนมีอุเบกขา สามารถใช้ชีวิตให้สุขเย็น สามารถยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ได้อย่างสงบ ไม่ได้เร่าร้อนเป็นทุกข์เพราะความไม่สมบูรณ์ของตน หรือของคนที่ตนห่วงใยได้

ก็เท่ากับเขาได้พ้นจากทุกข์เพราะผลกรรมไปแล้ว ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ในชาตินี้


การดูแลให้ทั้งเขา(ลูก)และเรา(พ่อแม่)ให้มีธรรมะ การหมั่นสร้างกุศลร่วมกันตลอดทั้งชีวิต เป็นการชดใช้กรรมเก่าที่ชาญฉลาดที่สุด

เพราะผลจากกุศลที่หมั่นสร้างกันนี้ จะค่อยๆมาจัดสรรสิ่งดีๆในชีวิตต่อๆไปให้ในที่สุดเอง


เรื่องการุณยฆาตข้างต้น ใช้พิจารณาทำนองเดียวกันกับในกรณีที่เรามีคนใกล้ชิดที่ป่วยหนักและทรมานนอนติดเตียง

ยิ่งถ้าเป็นบุพการีเรา ยิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาดที่จะดึงสายช่วยหายใจของท่านออกไป เพราะกรรมจะเปลี่ยนจากครุกรรมเนื่องด้วยปาณาติบาตทั่วไปเป็น ‘อนันตริยกรรม’ ทันที

ต้องปล่อยให้ท่านค่อยๆจากไปเอง ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่

ส่วนการรักษานั้น ผู้ชราหรือผู้ป่วย รวมทั้งพระภิกษุปฏิบัติธรรมหลายท่าน ที่ได้ขอไว้ไม่ให้ผ่าตัด ไม่ให้ต่อท่อ ไม่ให้นำท่านเข้ารักษาแบบปัจจุบันใน รพ. เพราะท่านต้องการจากไปอย่างสงบ กรณีนี้ก็เช่นกันค่ะ

เราต้องใช้ปัญญาใช้ธรรมะในการจัดการทุกเรื่องในชีวิตเสมอ