เรียนอภิธรรมดีไหม
A: คนที่สนใจจริงๆ และมีเวลาเรียนต่อเนื่อง ย่อมได้ประโยชน์มากแน่นอนค่ะ
เพียงแต่คนที่รู้อภิธรรม ไม่น้อยเลยมักจะมีมานะ มีทิฏฐิ เพิ่มขึ้น เพราะอภิธรรมเป็นความรู้ขั้นสูงสุด เข้าใจได้ไม่ง่าย
ดังนั้นถ้าจะเรียนจริงๆ ควรมั่นใจในธรรมปฏิบัติของเราให้ดีงาม และฝึกฝนให้อ่อนน้อมถ่อมตน ละอัตตา ละตัวตนให้หนักไว้ไปด้วย เพื่อป้องกันการมีตัวตนขึ้นมาจากความรู้ในอภิธรรม
ไม่เช่นนั้นเราจะพลาดสิ่งที่มีค่าที่สุดไป คือการชำระจิตจากกิเลส
Q: ได้เข้าใจว่าเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม คือเช่นไร
“ ขณะที่รู้เวทนา ถ้ารู้ว่าสุขกาย ทุกข์กาย เฉยๆทางกาย สุขใจ ทุกข์ใจ เฉยๆทางใจ โดยเนื้อหาแล้ว เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ขณะรู้เวทนา รู้เป็นความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง นิ่ง ไหว อาการ มีลม ฯลฯ โดยเนื้อหาแล้วเป็นการกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน รู้ความเป็นธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม
ขณะรู้เวทนา จิตฟุ้งออกไปเพราะนิวรณ์ สติตามรู้ทันว่าจิตกำลังกระสับกระส่าย การรู้จิตว่าเป็นแบบไหนอยู่ เป็นต้นโดยเนื้อหาแล้ว เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ขณะรู้เวทนา จิตฟุ้งออกไปด้วยนิวรณ์ สติตามรู้ที่ตัวนิวรณ์ รู้ความฟุ้ง หรือเมื่อมีสติรู้ความมีสติ เป็นต้น โดยเนื้อหาแล้ว เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน”
A: ความหมายนี้ ไม่มีสอนในพระอภิธรรมค่ะ เพราะท่านกล่าวไว้ในพระสูตร
ที่ว่าเห็นกายในกาย คือเห็น กายส่วนย่อย ในกายส่วนใหญ่
เช่น คนทำกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ย่อมพิจารณากายส่วนใดส่วนหนึ่ง สมมติว่า พิจารณาลมหายใจ ลมหายใจคือกายนะคะ ถือเป็นรูป คือรูปลม
ดังนั้นการเห็นกายตัวนี้ คือเห็นลม ตามรู้ลม
และลมหายใจ ก็เป็นส่วนหนึ่งของกายทั้งหมด หรือรูปทั้งหมด
เราเห็นลมที่เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นกาย
ทำนองเดียวกันกับข้ออื่นๆ ที่ว่าเห็นจิตในจิต ฯ