← 🍃ธรรมมรรคา
092อ่าน ~12 นาที

การตั้งจิตให้ถูกเวลาสร้างทานกุศล

สาธุ อนุโมทนาทุกกุศลจิตที่บริสุทธิ์และแรงกล้าของทุกท่านนะคะ


จึงขออนุญาตส่งการบ้านที่ค้างไว้(เรื่องการตั้งจิตให้ถูกเวลาสร้างทานกุศล)ตอนนี้เลยนะคะ


เป็นเรื่องที่ท่านเวบู ซายาดอว์ พระอรหันต์แห่งดินแดนพม่า ได้กล่าวย้ำในการสอนธรรมะของท่าน


[{ท่านแสดงธรรมในทุกที่ ทุกครั้ง ท่านจะต้องย้ำข้อธรรม 7 ข้อเสมอและหนึ่งใน 7 ข้อ เป็นเรื่องของการสร้างทานกุศล}]


คำกล่าวของท่านในเรื่องนี้ กล่าวว่า

เมื่อใดที่สร้างทานกุศลให้ทำ

1ด้วยจิตที่ตั้งไว้โดยชอบ

2ทำบุญนั้นด้วยเจตนาอันควรยิ่ง


ที่ว่า”ด้วยจิตที่ตั้งไว้ชอบ”

คือ จิตที่ทำทานต้องเป็นกุศลจิต

คือเป็นจิตที่ประกอบด้วยกุศลชนิดต่างๆ (กุศลเจตสิก)

ยิ่งประกอบด้วยความเป็นกุศลมากเท่าไหร่

ผลของบุญนั้นก็ได้อานิสงส์มากตามไปด้วย


ขอยกตัวอย่างว่าจิตสามารถประกอบด้วยความเป็นกุศลได้แบบใดบ้างนะคะ เช่น

ให้ด้วยจิตเมตตาอยากให้เขาสุข เขาเจริญ เขาดีงาม

ให้ด้วยจิตกรุณา คืออยากให้เขาพ้นทุกข์

ให้ด้วยจิตศรัทธา

ให้ด้วยจิตตัตรฌัชณัตตตา จิตนิ่งวางเฉยไม่วุ่นวาย หรือเฝ้าสังเกตอยู่กับสิ่งที่ทำโดยไม่วอกแวก

ให้ด้วยสติ

ให้ด้วยจิตปัสสัทธิ คือจิตผ่องใส

ให้ด้วยจิตมีหิริ มีโอตตัปปะ คือ ระมัดระวังไม่ให้เกิดบาปขณะให้ทาน

ให้ด้วยจิตปราศจากโทสะ

ให้ด้วยจิตปราศจากโลภะ

ให้ด้วยปัญญา

เหล่านี้ เป็นต้น

ดังนั้นเมื่อทำความดีหนึ่ง และในจิตประกอบด้วยกุศลนานาชนิดอีกหลายอย่าง บุญนั้นย่อมมีอานิสงส์นานาชนิดประกอบพร้อมไปด้วย


ส่วนที่ว่าด้วย”เจตนาอันควรยิ่ง”

ถ้าเราได้อ่านหรือฟังธรรมะของท่าน จะเห็นว่าคำสอนท่านไม่มีมุ้งเน้นสร้างบุญเพื่อผลในโลกียสุข หรือสุขแบบโลกๆเลย

เพราะท่านข้ามพ้นไปแล้ว และปรารถนาให้ผู้คนถึงความบรมสุขนั้นเช่นกัน

ดังนั้น ท่านจึงเน้นการเข้าถึงธรรมขั้นสูงสุด

ธรรมเพื่อความบริสุทธิ์

ธรรมเพื่อความพ้นทุกข์


และการที่จะพ้นทุกข์ได้

ผู้นั้นต้องสามารถวางโลกียสุขได้


การทำทานของผู้ที่ไม่หวังโลกียสุขนั้น โดยเนื้อแล้วจิตจะมีความบริสุทธิ์ที่สุด

เพราะ ‘ไม่ทำทานด้วยปรารภตนเอง’ หมายถึงไม่ทำทานเพื่อความสุข(แบบโลกๆ เช่น ร่ำรวย ลาภ ยศ สำเร็จ) ความของตนเอง


แต่ทำทานเพื่อความดีงามขั้นสูงสุด

ทำเพื่อสร้างบารมี

ทำเพื่อเป็นปัจจัยแห่งการพ้นทุกข์


นี่คือการไม่ปรารภตน แต่ปรารภธรรม


เพราะเห็นซึ่งโทษของสังสารวัฏฏ์



พี่ขออธิบาย เท่านี้นะคะ

นี่คือที่พี่ตีความหมายของ การให้ทานกุศลที่ต้องทำให้ถูก ของท่านพระเถระเวบู ซายาดอว์ค่ะ



เห็นเราบริจาคด้วยใจเปี่ยมกุศลแบบนี้ พี่ขอเล่าเพิ่มอีกนิดนะคะ


คือ เล่าเรื่องการยาตราไปทำบุญที่อินเดียของคณะสัมมาสติยาตรา

ครั้งแรกที่ไปอินเดีย คือกุมภาปี 61


เริ่มที่เราไปสังเวชนียสถานเพื่อปฏิบัติบูชากัน

เราก็เลยคิดจะไปทำบุญบริจาคให้ศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนา ที่แดนพุทธภูมิด้วย


เราก็จะไปกันแบบซื่อๆ ไปขอนั่ง Group Sitting ใน mini hall และขอร่วมบริจาค


ผลคือ...

พวกเราหลายคนเกิดขอฝากพี่ไปร่วมทำบุญด้วย เพราะเขาไม่มีโอกาสไปอินเดีย หรือไปทำบุญหลายแห่ง หลายศูนย์ กันแบบนี้ด้วยตนเอง

ถึงไปก็คงไม่มีโอกาสนั่ง GS ในศูนย์


พี่ได้ติดต่อแต่ละศูนย์ไปล่วงหน้า ว่าอยากขอรบกวนสถานที่นั่งปฏิบัติ GS แต่ไม่ต้องรบกวนอาจารย์ในศูนย์ เพราะพี่ไปเอง ก็นั่งกันเองพวกเราเล็กๆชิลๆเงียบๆง่ายๆได้


เงินที่ฝากมาก็มีพวกเราหลายคนในห้องนี้ด้วยแหละ

และมีก็เพื่อนๆคนที่ไปด้วยจากที่อื่น เลยมีเงินพอสมควร


ครั้งแรกที่ไป เราบริจาคศูนย์หนึ่งๆราว 50,000-70,000 บาท ก็เป็นแสนกว่ารูปีของอินเดีย


เจ้าหน้าที่คนรับบริจาคในหลายศูนย์มีอาการแตกตื่น (แบบปีตินะคะ ไมใช่แบบ shock cinema ) เพราะตั้งแต่เปิดศูนย์มา พวกเขาไม่เคยเห็นบริจาคเป็นเงินแสนรูปี


เขาบอกว่า คอร์สที่นั่นกันดาร (เราเห็นศูนย์ก็รู้เลย) คนมาเข้าปฏิบัติก็ยากจนสุดๆ

เข้าแล้วก็ไม่มีเงินจะตอบแทน จึงไม่มีการบริจาค

บางคอร์สการบริจาคเป็น 0 รูปี คือไม่มีเลยสักรูปีเดียว

แต่ละคอร์สจึงขาดทุนเงินบริหารเสมอ


พี่เลยถามว่าศูนย์อยู่ได้ยังไง เขาว่าก็ต้องยืมศูนย์ใหญ่ๆมาซื้ออาหาร ซื้อน้ำเพื่อใช้สอย แต่ธรรมะต้องเดินต่อไป หยุดไม่ได้ ท่านอาจารย์ฝากไว้


ศูนย์ที่เราไปอยู่ในดินแดนพุทธภูมิทั้งหมด คือแถวรัฐพิหาร รัฐอุตตรประเทศ และลุมพินี ซึ่งเป็นรัฐแถบยากจนที่สุดแบบสุดๆในอินเดีย จนจริงจังค่ะ

คนได้มาปฏิบัติ มารับธรรมะกันได้นี่ก็สุดยอดมากแล้ว


ปีถัดไป มีคนขอร้องว่าเขาพลาดปีที่แล้ว อยากไปอินเดียมากๆ จึงเกิดการเดินทางไปอินเดียกันอีก ก็เลยไปศูนย์เหล่านี้ด้วย และไปเพิ่มอีก 2-3 ศูนย์ด้วย


ครั้งนี้เมื่อเห็นศูนย์เหล่านั้น พี่(เกือบ)แตกตื่นเองเพราะหลายศูนย์ที่ปีที่แล้วเคยโบ๋เบ๋วังเวง เคยขาดแคลนทุกอย่าง ปีถัดไปนี้กลับดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาก

เริ่มมีสถานที่ดีขึ้น สิ่งต่างๆพัฒนาขึ้น แม้ไม่ได้พัฒนามากมายจนสุขสบายเหมือนของบ้านเรา แต่ก็เห็นได้ชัดถึงความเปลี่ยนแปลง


เขาบอกว่า ทั้งนี้ก็เพราะได้รับเงินก้อนบริจาคของปีที่แล้วของพวกเรา ที่ทำให้เขาสามารถเริ่มพัฒนาศูนย์ได้

ทั้งเรื่องอาหาร ความหนาวเย็น น้ำใช้ อาคารที่พัก ห้องปฏิบัติ ฯลฯ


พอศูนย์เริ่มดีขึ้น ก็เริ่มมีคนมาเข้าจากที่ต่างๆมากขึ้น รวมทั้งมีชาวต่างชาติบ้าง หรือคนจากรัฐอื่น ซึ่งเป็นคนที่พอมีกำลังทรัพย์


และก็เหมือนเป็นสิ่งมหัศจรรย์...

คนที่ได้ธรรมะ ได้ความสุข ย่อมอยากให้คนอื่นได้ด้วย

การบริจาคจึงเริ่มต่อ

ยอดเข้ามาทีละน้อย ทุกๆหลักสูตร

ศูนย์จึงเป็นอย่างที่เห็น...


ปีที่สองที่อินเดียนี้ หรือปี 62

พวกเราฝากกันมาบริจาคมากกว่าปีแรก

เลยบริจาคได้เกินสองแสนรูปีแทบทุกศูนย์ บางแห่งเกือบสามแสนรูปี คราวนั้นเจ้าหน้าที่ที่รับบริจาคหลายศูนย์ก็เลยต้อง’แตกตื่น’ อีกครั้ง


แม้พี่ไม่ได้ไปอินเดียปีนี้คือ 63 แต่เชื่อว่าต้องเริ่มมีคณะอื่นที่เกิดกุศลจิตทำนองนี้ขึ้น


พี่กราบเล่าให้พระอาจารย์จรูญฟัง ปกติท่านจัดไปอินเดียทุกปีอยู่แล้ว ปีที่แล้วพี่กราบชวนให้ท่านลองพาคณะท่านไปนั่ง GS ท่านก็ไปนั่ง GS โดยให้ทางเราช่วยประสานงาน การติดต่อให้ เชื่อว่าเมื่อกลุ่มท่านไป ย่อมบริจาคเกื้อกูลศูนย์เหล่านั้นเช่นกัน


ธรรมะได้แผ่ขยายไปในดินแดนที่แร้นแค้น ทุกข์ตรมที่สุดแห่งหนึ่ง...

ผู้คนเริ่มมีความสุขขึ้น...

ชีวิตพวกเขาเริ่มมีความหวังขึ้น...

ความหวาดหวั่นเพราะความทุกข์ของชีวิตเริ่มเจือจางลง...

ความดีงามเพราะได้สัมผัสธรรมะเริ่มเบ่งบานขึ้นในใจของผู้ที่ไม่น่าจะมีโอกาสเลย...


ท่านอาจารย์ฝากงานนี้ไว้กับเราทุกคน


ดังที่พระพุทธองค์ทรงฝากไว้แก่ท่านอาจารย์ผู้เข้าถึงธรรมโดยชอบ

และ...ทรงฝากแก่พุทธบริษัทสี่ผู้ใฝ่ในธรรมทั้งหลาย


พวกเราทุกคน คนละเล็กละน้อย คนละไม้ละมือ ตามกำลัง ตามสามารถ ก็ได้ร่วมกันต่อเติมให้ความงดงามแห่งธรรมะได้เติบโตแผ่ขยายออกไปแล้ว


พี่เลยขอแอบเป็นปลื้มจากใจอีกครั้ง


และ บัดนี้เราก็กำลังร่วมทำกุศลนี้ด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง...

สาธุ สาธุ สาธุ


ขอให้ธรรมะที่ได้เปล่งประกายในจิตใจผู้คนมากมายเหล่านั้น...

ได้มาส่องสว่างเปล่งประกาย ได้มาพัฒนา ได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งในจิตของพวกเราทุกคนนะคะ


พี่ขอโมทนาและวันทามิพวกเราทุกคนค่ะ...