เราใช้เวทนาเพียงเพื่อฝึกใจให้ปล่อยวาง(อุเบกขา)
ครั้งนี้ผมกลับมาจากคอร์ส 10 วัน
มีอาการมึนสายตามาก สายตาแกว่งไปมา
เนื่องจากตอนนั่งสมาธิ ใช้สายตา ดูร่างกายเยอะ มันมีตาเข้ามาเกี่ยวเองโดยอัตโนมัติ อดไม่ได้ที่จะกรอกตาไปมองตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
และอีกอย่างหนึ่ง ครั้งนี้หัวใจผมเต้นแรง มีอาการปวดหัวใจนิดๆ ซึ่งอาจจะเป็นโรคส่วนตัว เดี๋ยวจะต้องไปหาหมอ
การที่หัวใจเต้นแรง ทำให้หายใจได้สั้น รู้สึกร่างกายสั่นไหวมาก เมื่อปิดตามีคลื่นหมุนรุนแรง
อาการสายตาแกว่งไปมาแบบนี้ มันจะหายไปเองใช่ไหมครับ ใช้เวลาประมาณกี่วันครับ
🍀A: ใช้ความพยายามมากเกินไปมากเลยค่ะ คือ เพราะพยายามอย่างมากเกินไปที่จะจับเวทนาให้ได้ จึงเกิดอาการเพ่ง ทั้งเพ่งด้วยจิต ทั้งเพ่งด้วยตา
เมื่อเพ่งอย่างมากขนาดนี้ ใจสูญเสียความสมดุลย์ ใจไม่สงบสบาย ร่างกายย่อมตึงเครียดอึดอัด ปวดศีรษะ มึนศีรษะ แน่นหน้าอก หรือไม่สบายกายส่วนต่างๆตามกันเข้าไปอีก
เวทนา ไม่ได้ให้ต้องมุ่งมั่นกับมันขนาดนั้นค่ะ ให้เราแค่รู้จักว่ากายมีเวทนา เรารู้สึกกายเราได้ รับรู้ถึงส่วนต่างๆของร่างกายได้ว่ามีอยู่ นี่คือรู้เวทนาแล้ว
การที่เราตามรับรู้ “ความมีอยู่” ของส่วนต่างๆของร่างกาย เท่านี้ก็พอแล้ว นี่คือการที่เรารับรู้เวทนาแล้วค่ะ
ใจที่รับรู้อยู่บนแต่ละส่วนของร่างกาย คือใจที่กำลังรับรู้ร่างกายส่วนนั้นอยู่ กำลังรู้เวทนาบนร่างกายส่วนนั้นอยู่ โดยไม่ต้องให้เวทนานั้นชัดเจน เพียงแค่รู้ว่าใจตั้งอยู่บนร่างกายส่วนนั้นๆเท่านั้น ก็เท่ากับว่าเราได้ “รู้สึก” อยู่บนร่างกายส่วนนั้นแล้ว นั่นก็คือรู้เวทนาบนส่วนนั้นแล้วนั่นเอง
(โดยไม่ต้องพยายามทำให้ความรู้สึกนั้นชัดเจนขึ้นจากที่มันมีอยู่)
ดังนั้น ให้ถอยออกมาจากอาการเพ่ง และความพยายามทั้งหมด แล้วมาผ่อนคลายใจ
ให้ทำด้วยใจสบายๆ ไม่ใช่ใจที่ต้องไปเพ่ง ไปทำงานอะไรมากมาย
ในการจับความรู้สึก ต้องรักษาใจของเรา ให้ผ่อนคลาย ปล่อยวาง กลางๆ ซึ่งคือใจที่มีอุเบกขา แล้วจะรู้สึกได้เอง ว่าใจนั้นสามารถเคลื่อนไปรับรู้ส่วนต่างๆได้ อย่างไม่ต้องใช้ความพยายาม
กระบวนการในการปฏิบัติ ต้องมีสภาพจิตใจที่ถูกต้อง คือ มีใจสงบเสมอค่ะ
ยิ่งใจสงบได้เท่าไหร่ การปฎิบัติยิ่งทำได้ดีเท่านั้น ความสงบอย่างยิ่งของใจ คือการปฏิบัติที่ได้ผลที่สุด ไม่ว่าจะกำลังทำอะไรอานาปานสติ หรือกำลังทำวิปัสสนา
ที่ถามว่า…
“อาการสายตาแกว่งไปมาแบบนี้ มันจะหายไปเองใช่ไหมครับ ใช้เวลาประมาณกี่วันครับ”
ตอบว่า…
ถ้ายังเพ่งอยู่ เอาเป็นเอาตายกับการที่จะจับความรู้สึก “ให้ชัด” ให้ได้ ย่อมไม่มีทางหายค่ะ
ต้องเปลี่ยนการปฎิบัติ จากการตั้งหน้าตั้งตาเพ่งจะเอาเวทนาให้ได้ มาเป็นการปล่อยวางตามรับรู้ ตามรู้สึก ไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย อย่างที่มันเป็น
ไม่ว่าความรู้สึกนั้นจะเบาแค่ไหน หรือเหมือนกับไม่มีมีความรู้สึกอะไรเลย เหมือนเป็นที่ว่างเปล่า จับไม่ค่อยได้ นั่นก็คือรูปแบบความรู้สึกชนิดหนึ่งแล้ว เป็นเวทนาชนิดหนึ่งแล้ว
ดังนั้น อย่าไปเพ่งมัน แค่ยอมรับมันว่านี่ก็คือรูปแบบหนึ่งของเวทนา รูปแบบหนึ่งของปรากฏการณ์บนร่างกายเราส่วนนี้ ให้ทำงานเพียงเท่านี้ค่ะ
การ ”เพ่ง“ เพื่อพยายามให้เกิดความรู้สึกที่ชัดขึ้น เป็น ”ความอยาก“ แล้วค่ะ เป็นการใช้กิเลส(ความอยาก)มาเฝ้าดูความเป็นจริง ต้องการใช้กิเลส(ความอยาก)จะนี้มาเปลี่ยนความเป็นจริงที่กำลังปรากฏอยู่นั้นให้เป็นความรู้สึกอื่นที่เราอยากให้เป็น จิตเราเสียสมดุลแล้วค่ะ เป็นอุเบกขาแล้ว
ขอเน้นนะคะ ว่าเราใช้เวทนาเพียงเพื่อฝึกใจให้ปล่อยวาง(อุเบกขา)
ไม่ใช่การแสวงหาใช้ใจที่มีความอยากไปแสวงหาเวทนาให้รู้สึกได้ชัด