← 🍃ธรรมมรรคา
22712ธ.ค.67อ่าน ~8 นาที

เปิดธรรมบรรยายฟัง ขณะนั่งปฏิบัติได้ไหม

❓ ปุจฉา (คำถาม)
สอบถามค่ะ หนูปฎิบัติต่อเนื่องมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว มีความพยายามนั่งวันละ2 ครั้ง เช้า/เย็น ครั้งละ 1 ชม. แต่ยังทำได้100% ไม่ได้ปฎิบัติทุกวัน ที่ผ่านมา 2 ปี 5 เดือน ตอนนี้หนูสังเกตเห็นว่าเริ่มจิตเริ่มมีสติ รับรู้เวทนาได้ดีขึ้นระดับนึง

ตอนเช้าเวลานั่งปฏิบัติ 1 ชั่วโมง ช่วงพักระหว่างคำสอนตรงกลาง ที่ไม่มีคำสอน ถ้าหนูจะเปิดฟังธรรมบรรยายไปด้วย เพราะว่าหนูไลฟ์สดในติ๊กต๊อก ให้เพื่อนๆคนอื่นได้ฟังธรรมะบรรยายด้วย

Q1 :ถ้าหนูทำแบบนี้ มันจะมีผลเสียต่อการปฏิบัติภาวนาของเราไหมคะ

Q2 : หนูสามารถทำแบบนี้ได้ไหมคะ

พึ่งปฏิบัติไปด้วยและ live สดไปด้วย ช่วงกลางเปิดธรรมบรรยายให้กัลยาณมิตรคนอื่นได้ฟัง ทำมา10กว่าวันแล้วรู้สึกสงสัยค่ะ ขอรบกวนอาจารย์ช่วยชี้แนะหน่อยค่ะ🙏🙏🙏

Q1: ถ้าหนูทำแบบนี้…

(…ตอนเช้าเวลานั่งปฏิบัติ 1 ชั่วโมง

ช่วงพักระหว่างคำสอนตรงกลาง

ที่ไม่มีคำสอน เปิดฟังธรรมะบรรยายไปด้วย เพราะว่าหนูไลฟ์สดในติ๊กต๊อก ให้เพื่อนๆคนอื่นได้ฟังธรรมะบรรยายด้วย…)

มันจะมีผลเสียต่อการปฏิบัติภาวนาของเราไหมคะ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A1: การฟังธรรม กับการปฎิบัติธรรม มีอานิสงส์คนละระดับกันค่ะ เป็นอานิสงส์คนละตัวกัน แม้ทั้งสองจะเป็นกุศลที่ทำให้เกิดเป็นปัญญา แต่ก็เป็นปัญญาในระดับที่ต่างกัน

การฟังธรรมทำให้เกิดปัญญา แต่เป็นระดับปัญญาที่เรียกว่า “สุตตปัญญา” ปัญญาอันเกิดจากการเรียน การอ่าน การฟัง พระธรรมคำสอน ซึ่งผู้ฟังอาจพัฒนาปัญญาขึ้นมาเป็นระดับ “จินตาปัญญา” ได้ คือ ปัญญาในระดับวิเคราะห์ขบคิด ทำความเข้าใจ และทรงจำต่อไป

แต่ปัญญาทั้งสองระดับนี้ เป็นการ ”รู้จำ“ แต่ยัง ”ไม่รู้จริง”

ความรู้ ความเข้าใจ ที่เกิดจากการฟัง และทรงจำ (สุตตะ) กับความรู้ ความเข้าใจ ที่เกิดจากการขบคิด (จินตา) ต่างเป็นปัญญาขั้นพื้นฐานอันเป็นประสบการณ์ของคนอื่น ไม่ใช่ปัญญาที่ตนฝึกฝนจนทำได้เอง

ย่อมต่างจากความรู้ ความเข้าใจ จากการลงมือปฏิบัติเอง จนมีประสบการณ์จริงโดยตรงด้วยตนเอง เป็นปัญญาในขั้นประจักษ์แจ้ง เป็นปัญญาที่เรียกว่าการรู้ชัด รู้ชัดเจนในธรรมนั้นๆ เพราะได้ประสบเอง

ปัญญา จากการฟังธรรมะบรรยาย จึงยังไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในจิตได้

ปัญญา อันเกิดจากการฝึกฝนอบรมจิต ที่เรียกว่าภาวนานั้น คือการเจริญ หรือการทำให้เป็นให้มีขึ้นมาในจิต ในฐานะ “รู้จริง” เพราะมีประสบการณ์ด้วยตนเอง เมื่อมีประสบการณ์ด้วยตนเองเท่านั้น จึงจะเข้าไปสั่นคลอน หรือ เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเก่าๆของผู้เจริญภาวนาได้

ดังนั้น ในขณะที่หนูกำลังนั่งปฎิบัติธรรมเช้า เย็น ต้องปฎิบัติในลักษณะสั่งสมประสบการณ์ของตนเองให้เกิดขึ้นมา เป็นการเจริญภาวนาเพื่อฝึกสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ในขั้นรู้ได้ด้วยตนเอง

ปัญญาในระดับลึกซึ้ง ที่จะแก้ไขตนเอง จึงจะพัฒนาได้

สังขารหรือการปรุงแต่งเก่า (ที่ทำให้เกิดเป็นกรรม เป็นกิเลส เป็นวิบาก) จึงจะถูกขจัดออกไปได้

เมื่อสังขาร ที่เป็นอนุสัยกิเลสไม่ได้ถูกขจัดออกไป บุคคลนั้นย่อมยังไม่สามารถเปลี่ยนอุปนิสัยสันดานตนได้

ซึ่งการฟังธรรมะบรรยาย ทำได้ในระดับที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความคิด ความเข้าใจ เท่านั้น

แต่หากยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติภาวนาจริง เพื่อพัฒนาปัญญาขั้นสูงอันเกิดจากประสบการณ์จริง ก็ย่อมไม่สามารถขจัดสังขารต่างๆออกไปได้ ยังไม่สามารถละ กิเลส ตัณหา อุปาทาน ได้ ยังไม่สามารถขจัดอวิชชาได้

ด้วยเหตุนี้ ในการปฏิบัติภาวนาเช้าและเย็น พึงปฏิบัติด้วยความเงียบ ด้วยจิตที่เงียบปราศจากเสียง ปราศจากความนึกคิด เพื่อให้จิตได้ทำงาน “ตามรู้” สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในนาม/รูปนี้ของตน ไม่ใช่ให้จิตใช้ไปกับการ “ตามฟัง“ หรือ ”ตามคิด“ ความรู้อันเป็นประสบการณ์ของผู้รู้ท่านอื่น

โดยสรุป การฟังธรรมะบรรยายเป็นสิ่งที่ดี และจำเป็น เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เกิดแรงบันดาลใจ เพื่อให้ลงมือปฏิบัติ เป็นการเตรียมจิตเพื่อให้พร้อมกับการลงมือปฏิบัติ ขณะที่กำลังฟังนั้น จิตจะไม่สามารถปฏิบัติในระดับลึกได้

เมื่อกำลังลงมือปฏิบัติด้วยตนเองอยู่ ไม่ควรฟังธรรมะบรรยายควบคู่ไปด้วย เพราะจิตต้องการความสงัดภายใน ความเงียบ และความสงบ จึงจะสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ในจิตได้จริง สามารถพัฒนาปัญญาอันเป็นของตนเองขึ้นมาได้จริง

ดังนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติ ว่าขณะนั้นต้องการทำ “ความเข้าใจ” ธรรมในระดับความคิดนึก…

หรือต้องการพัฒนาภาวนาปัญญาอันเป็น “ความเข้าถึง” ธรรม ในระดับการขจัดอนุสัยกิเลสในจิต

Q2: หนูสามารถทำแบบนี้ได้ไหมคะ

พึ่งปฏิบัติไปด้วยและ live สดไปด้วย..ช่วงกลางเปิดธรรมบรรยายให้กัลยาณมิตรคนอื่นได้ฟัง ทำมา10กว่าวันแล้วรู้สึกสงสัยค่ะ

A2: จากการตอบคำถามข้างต้น น่าจะได้ตอบคำถามข้อนี้ไปด้วยกันแล้ว

กล่าวคือ ทำได้ แต่ผลไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะไม่ถือว่าเป็นการปฎิบัติธรรม เป็นการฟังธรรม ด้วยความจดจ่อเท่านั้น

เพราะการปฎิบัติธรรม จิตจะต้องพุ่งความสนใจทั้งหมดของจิต ความใส่ใจทั้ง 100% ของจิต ให้อยู่ที่องค์กรรมฐาน เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจ (เมื่อทำอานาปานสติ) หรือ เวทนา (เมื่อทำวิปัสสนา ด้วยเวทนานุปัสนาสติปัฏฐาน)