← 🍃ธรรมมรรคา
2269 ธ.ค. 67อ่าน ~6 นาที

ต้องทำอย่างไร ถึงจะไม่รู้สึกโกรธเขา

❓ ปุจฉา (คำถาม)
หนูเป็นหมอทำงาน รพ ชุมชน วันนี้มีคนไข้ที่หายใจลำบากมาก ต้องใส่ท่อหายใจทันที เพราะอาจเสียชีวิตจากการที่ ออกซิเจนไม่พอ แต่ทั้งญาติและคนไข้ไม่ยอมให้ใส่ ต้องการให้ส่งคนไข้ไป รพ ใหญ่ โดยไม่ให้ใส่ท่อช่วยหายใจ

การส่งตัวคนไข้ยิ่งจำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ เพราะระหว่างทางมีโอกาสที่หัวใจจะหยุดเต้นได้ ไม่ได้มีแพทย์เดินทางไปด้วย

หนูบอกญาติไปว่า ถ้าไม่ใส่ท่อ หัวใจอาจหยุดเต้นระหว่างเดินทาง ญาติตอบว่า ถ้าหยุด ก็ขอปั้มหัวใจค่ะ

ในทางการแพทย์ถ้าปั้มหัวใจโดยไม่ใส่ท่อช่วยหายใจไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ต้องทำคู่กัน ญาติก็ไม่ยอมให้ใส่ท่อ ขอให้ถึง รพ ใหญ่ก่อน

หนูปรึกษาอาจารย์แพทย์ ท่านจึงได้โทรคุยกับคนไข้และญาติ แจ้งว่าถ้าไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ จะไม่สามารถรับเคสนี้ได้ เพราะเมื่อถึง รพ ใหญ่ สิ่งแรกที่เขาจะทำคือการใส่ท่อช่วยหายใจก่อนเหมือนกันค่ะ สุดท้ายคนไข้และญาติจึงยอม

หนูเจอเคสทำนองนี้หลายครั้งค่ะ ที่ต้องการให้รักษา แต่ไม่ยินยอมให้รักษาอย่างที่สมควร

ทุกครั้งที่เจอ หนูรู้สึกท้อใจค่ะ อยากพอแล้ว ไม่อยากทำต่อแล้วค่ะ แต่ยังลาออกไม่ได้ พอเจอเคสแบบนี้แล้วหนูรู้สึกทุกข์ใจค่ะ

ขอถามอาจารย์ค่ะ

ว่าหนูต้องมีความคิดแบบไหน ถึงจะไม่รู้สึกโกรธเขา
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: ต้องใช้พรหมวิหารค่ะ โดยเฉพาะก็อุเบกขา

ความหมายของพรหมวิหารข้อสุดท้าย ไม่ใช่แค่มีอุเบกขาเฉยๆ แต่ต้องอุเบกขาตั้งบนจิตที่มีเมตตาถึง และมีความกรุณาถึง ต่อบุคคลต่างๆต่างๆที่เกี่ยวข้องขณะนั้น

เมื่อจิตมีความเยือกเย็นเพราะเมตตาธรรม และเพราะกรุณาอย่างเต็มเปี่ยม แต่ไม่สามารถทำสิ่งใดได้มากกว่านี้ก็ให้จิตวางเป็นอุเบกขาที่อยู่บนฐานของคุณธรรมทั้งสองข้อ

ถ้ารักษาใจให้มีเมตตาไม่ได้ อย่าพึ่งวางอุเบกขาค่ะ

เมื่อใจมีเมตตาเต็มเปี่ยมอุเบกขานั้นจึงเป็นพรหมวิหารสี่

แล้วเราจึงจะตั้งอยู่ในความสงบสุขของใจไม่หวั่นไหวทุกข์ร้อนกับสถานการณ์ใดใด

เพราะจิตของเราได้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นอย่างสงบเย็นทั้งโดยเมตตา ด้วยกรุณา และด้วยอุเบกขาบนพื้นฐานของความดีงามแล้ว

อุเบกขาในพรหมวิหาร ต่างกับเบรคขาในการปฎิบัติวิปัสสนานะคะ

ที่เราปฏิบัติกันอยู่ จะเรียกว่าวิปัสสนุเปกขา เป็นความเป็นกลางของจิตเมื่อถูกสิ่งกระทบเข้ามาสัมผัส

อุเบกขาที่อยู่ในพรหมวิหารสี่ เป็นการวางจิตจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นณขณะนั้นพี่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเมตตาและความกรุณาอย่างที่สุด แต่ไม่สามารถใช้ความเมตตาหรือความกรุณานั้นมาเปลี่ยนสภาพตรงหน้าให้ได้ ใจจึงต้องวางให้สงบเย็นลง

ไม่จำเป็นต้องลาออกค่ะ แต่ให้ทำงานไปโดยจิตที่มีธรรมะ ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์หรือความยุ่งยากใดใด จิตจะต้องสามารถเป็นกลางมองความจริงอย่างที่เป็นอยู่ ยอมรับมันอย่างที่มันเป็น ไม่หวั่นไหวไปเพราะมัน จิตจิตใจความนิ่งมีความสงบแม้ว่าสถานการณ์ที่เผชิญอยู่นั้นกำลังยุ่งยากเหลือแสน

คือจิตของเราจะต้องอยู่เหนือสภาพแวดล้อมต่างๆไม่ให้มันเข้ามากระทบจิตให้หวั่นไหวและมีอกุศลได้

ไม่จำเป็นต้องลาออกค่ะ แต่ให้ทำงานไปโดยจิตที่มีธรรมะ ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์หรือความยุ่งยากใดใด จิตจะต้องสามารถเป็นกลางมองความจริงอย่างที่เป็นอยู่ ยอมรับมันอย่างที่มันเป็น ไม่หวั่นไหวไปเพราะมัน จิตจิตใจความนิ่งมีความสงบแม้ว่าสถานการณ์ที่เผชิญอยู่นั้นกำลังยุ่งยากเหลือแสน

คือจิตของเราจะต้องอยู่เหนือสภาพแวดล้อมต่างๆไม่ให้มันเข้ามากระทบจิตให้หวั่นไหวและมีอกุศลได้

เหมือนกับเราเป็นผู้ดู แต่ไม่ in ค่ะ ดูสิ่งต่างๆด้วยใจที่ผ่องใส มีสติ

เราจะจัดการทุกอย่างด้วยปัญญาถ้าเราตั้งอยู่ในสติ เมื่อมีสติแล้วใจจะมีความเป็นกลางสูง ความเป็นกลางชนิดนี้ก็คืออุเบกขาที่เป็นวิปัสสนุเปกขาค่ะ